5 เทคนิคบริหารสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ นอกเหนือจากการขายสินค้าที่ดี มีคุณภาพ และทำการตลาดนำเสนอโปรโมชั่นโดนใจผู้บริโภคแล้วนั้น รู้หรือไม่ว่า การบริหารสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ ก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณตอบสนองความต้องการของลูกค้าและทำกำไรได้มากขึ้น

ทำไมการบริหารสินค้าคงคลังจึงสำคัญ?

1. นำข้อมูลไปวิเคราะห์ตลาดและวางแผนกลยุทธ์

เมื่อเรารู้ว่าสินค้าชนิดไหนขายดีในช่วงเวลาใด โดนใจคนกลุ่มไหน ทำให้เราสามารถนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อวางแผนกลยุทธ์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า นำเสนอสินค้า และจัดโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับช่วงเวลาและฤดูกาลด้วย

2. เห็นภาพรวมคลังสินค้าอย่างถูกต้องแม่นยำ

การจัดการคลังสินค้าอย่างเป็นระบบว่ามีสินค้าทั้งหมดเท่าไร มีการเข้าออกอย่างไร เมื่อไร ทำให้เราสามารถตรวจสอบ ควบคุม และป้องกันสินค้าสูญหาย เสียหาย หรือชำรุด มากไปกว่านั้นทำให้เรารู้ว่าสินค้าแต่ละชนิดมีความต้องการมากน้อยเพียงใด หมดเร็วแค่ไหน ควรเพิ่มสต็อกสินค้าหรือไม่ เพราะหากเรามีสินค้าไม่พอขายจะทำให้เราต้องเสียโอกาสทางการค้า และถ้ามองกลับกันเรามีสินค้าคงเหลือในสต็อกมากเกินไปโดยที่ไม่สามารถขายได้ก็จะทำให้เราขาดทุนได้เช่นกัน

3. ค่าใช้จ่ายลดลงทำให้กำไรเพิ่มขึ้น ธุรกิจมีสภาพคล่องมากขึ้น

หากเราบริหารคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้สามารถวางแผนงบประมาณได้ว่าควรจัดซื้อสินค้ามากน้อยเพียงใด มีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น รวมถึงสามารถคำนวณต้นทุน เพื่อนำไปตั้งราคาขายได้อย่างเหมาะสมคุ้มค่ากับกำไร มากไปกว่านั้นยังสามารถจัดการได้ว่าสินค้าชิ้นไหนควรระบายออกก่อนหลัง เพื่อให้เกิดปัญหาสินค้าเหลือและหมดอายุโดยที่ยังไม่ได้ขายออกไป

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องสำรองสินค้าเท่าไร?

ปกติแล้วการสำรองสินค้าจะวิเคราะห์จากข้อมูลยอดขายของเดือนก่อนหน้า หรือปีที่ผ่านมาว่ามีแต่ละช่วงเวลามีกระแสตอบรับเป็นอย่างไร สินค้าประเภทไหนขายดี เป็นต้น แต่ถ้าหากคุณเพิ่งเริ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซและยังไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ แนะนำให้ทดลองตลาดในช่วงเดือนแรก โดยที่ยังไม่ต้องสต็อกสินค้าจำนวนมาก แต่ควรหมั่นสังเกตกระแสตอบรับและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อไป

การคำนวณ “ราคา” สินค้าที่เหมาะสมกับคลังสินค้าของเรา

ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่านี่ไม่ใช่การคำนวณว่าเราต้องซื้อสินค้ามาในราคาเท่าใด แต่เป็นการหาจุดสั่งซื้อที่ “เหมาะสม” เพื่อไม่ให้สินค้าคงคลังมีเหลือมากหรือน้อยเกินความจำเป็น เพราะหากมีสินค้าเหลือมากเกินไปจะทำให้ต้นทุนในการเก็บรักษาเพิ่มขึ้น แต่หากน้อยเกินไปก็จะทำให้เสียโอกาสในการขายได้

สูตร EOQ (Economic Order Quantity)

EOQ = √(2DK) /H
D คือ ปริมาณความต้องการสินค้าต่อปี
K คือ ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้ง
H คือ ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าต่อหน่วยต่อปี

ตัวอย่าง: บริษัท Healthy Diet มีปริมาณความต้องการสินค้าต่อปี 1,000 หน่วย โดยค่าใช้จ่ายในการ
สั่งซื้อแต่ละครั้งคือ 100 บาท และมีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า 5 บาทต่อหน่วยต่อปี
EOQ = √(2 x 1000 x 10) / 0.5 = 200
สรุป: จำนวนการสั่งซื้อที่ประหยัดสำหรับบริษัท Healthy Diet ต่อครั้งคือ 200 ชิ้น

เมื่อไรคือเวลาที่เหมาะสมสำหรับการสั่งสินค้าเพิ่ม

เมื่อเรารู้แล้วว่าแต่ละครั้งควรสั่งซื้อสินค้าจำนวนเท่าไรเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด แต่การสั่งสินค้าใหม่ควรเป็นช่วงเวลาไหนดีจึงจะเหมาะสม? เพราะเราไม่อยากให้สินค้ามาก่อนหรือหลังเวลาอันควร ดังนั้นการคำนวณ “จุดสั่งซื้อซ้ำ (Reorder Point)” และ “สต็อกสินค้าสำรอง (Safety Stock)” จึงเป็นสิ่งสำคัญ

Safety Stock = (ความต้องการสูงสุดต่อวัน x ระยะเวลาในการจัดหามากสุด:วัน) – (ความต้องการต่อวัน x ระยะเวลาในการจัดหา:วัน)

Reorder Point = (ความต้องการต่อวัน x ระยะเวลาในการจัดหา:วัน) + สต็อกสินค้าสำรอง
*ความต้องการต่อวันสามารถคำนวณได้โดยใช้สูตร ความต้องการต่อวัน/จำนวนวันที่ทำงาน

ตัวอย่าง: บริษัท Healthy Diet มีความต้องการ 25 ชิ้นต่อวัน (ความต้องการสูงสุด 30 ชิ้นต่อวัน) โดยใช้ระยะเวลาในการจัดหา 5 วัน (ระยะเวลาในการจัดหาสูงสุด 7 วัน) ดังนั้นบริษัทจะต้องมีสินค้าเพียงพอกับความต้องการก่อนที่สินค้าล็อตถัดไปจะมาถึง

Safety Stock = (30 x 7) – (25 x 5) = 85
Reorder Point = (25 x 5) + 85 = 210

สรุป: บริษัท Healthy Diet จะต้องสั่งซื้อสินค้าใหม่เมื่อสต็อกอยู่ที่ 210 หน่วย โดยต้องรอระยะเวลาในการหาสินค้าใหม่ 7 วัน จนกว่าสินค้าล็อตใหม่ 125 หน่วยจะมาถึง โดยที่ยังคงมีสต็อกสินค้าสำรองอีก 85 หน่วย

เทคนิคการบริหารสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ

1. แยกประเภทด้วยรหัสสินค้า และจัดการ SKU

ติดป้ายหรือ Barcode เพื่อแยกประเภทสินค้าด้วยรหัสสินค้าให้ตรงกับรายการสินค้าที่ขายเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณ รวมถึงกำหนด Stock Keeping Unit (SKU) ให้สินค้าแต่ละประเภทมีความแตกต่างชัดเจน เพื่อให้การจัดส่งสินค้าสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

2. เตรียมพร้อมสำหรับอีเว้นท์และฤดูกาลต่างๆ

วางแผนการขายล่วงหน้าสำหรับอีเว้นท์หรือเทศกาลต่างๆ ที่สอดคล้องกับสินค้าและพฤติกรรมของลูกค้าของคุณ เช่น หากคุณขายเครื่องเขียน เมื่อใกล้ช่วงวันเปิดเทอม แน่นอนว่าความต้องการซื้อสมุด ปากกา ดินสอต้องเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นจึงต้องเตรียมสต็อกสินค้าให้พร้อม

3. รู้ระยะเวลาจัดหาสินค้า

สินค้าแต่ละชนิดที่นำมาขายจะต้องรู้ระยะเวลาในการจัดหาว่ามากน้อยเพียงใดกว่าสินค้าจะเดินทางมาถึง เพื่อปรับเพิ่ม/ลดจำนวนสินค้าคงคลังในระบบหลังบ้าน หรือระยะเวลาการจัดส่งให้สอดคล้องกัน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มที่

4. ตรวจสอบคลังสินค้าประจำ

ควรตรวจสอบคลังสินค้าประจำ โดยสามารถกำหนดได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน เพื่ออัปเดตจำนวนสินค้าที่ขายได้ และนำมาคำนวณรายได้ กำไร และวางแผนการสั่งซื้อสินค้าในล็อตใหม่ต่อไป

5. จัดระเบียบให้กับสถานที่เก็บสินค้า

แบ่งสถานที่เก็บสินค้าเป็นสัดส่วนชัดเจนสำหรับสินค้าแต่ละประเภท ทำรายการสินค้า โดยระบุตำแหน่ง เลขที่ชั้นวางสินค้า พร้อมทำป้ายกำกับชั้นวางสินค้าทุกชั้น และมีอัปเดตจำนวณสินค้าที่นำเข้า-ออกตลอดเวลา หากสินค้าชิ้นไหนที่มียอดการสั่งซื้อเยอะ คุณอาจจะปรับเปลี่ยนจุดวางสินค้าให้สามารถเข้าถึงง่าย เพื่อความสะดวกรวดเร็ว

PeerPower คือผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการ หากถึงเวลาสั่งสินค้าเพิ่ม แต่ยังไม่มีแหล่งเงินทุน สามารถติดต่อทางเราเพื่อรับข้อมูลสินเชื่อเพิ่มเติม

peerpower sme loan