Success Strategy

วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านด้วยการทำบัญชีบริษัท

by
PeerPower Team
March 17, 2023

วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านด้วยการทำบัญชีบริษัท

การกู้เงินทำธุรกิจเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจ SME หรือกิจการที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก พอจะพยายามกู้เงินลงทุนขยายกิจการ หลายเจ้าประสบปัญหากู้ไม่ผ่านบ้าง ได้วงเงินไม่พอบ้าง บางครั้งอาจถูกปฏิเสธโดยผู้ประกอบการเองก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด

หนึ่งในปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อการพิจารณาสินเชื่อธุรกิจก็คือสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทที่มาขอกู้ ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทมีศักยภาพจะหาเงินมาใช้คืนได้ไหม ซึ่งอาจดูได้จากงบการเงินบริษัท รวมไปถึงรายการเดินบัญชีต่าง ๆ 

ในบล็อกนี้เราจะมาดูกันว่าบัญชีบริษัทแบบไหนที่ผู้ให้เงินกู้ชื่นชอบ และบัญชีแบบไหนที่มีสิทธิ์ทำให้บริษัทกู้ไม่ผ่าน ไม่เพียงการขอสินเชื่อธุรกิจเท่านั้น แต่รวมถึงการหาเงินทุนเพื่อธุรกิจในรูปแบบอื่น ๆ เช่น หาผู้ร่วมลงทุน หา VC หรือ Angel Investor ก็สามารถใช้เคล็ดลับการทำบัญชีบริษัทที่เราจะพูดถึงนี้ได้เช่นกัน

ปัจจัยพิจารณาในการให้สินเชื่อธุรกิจ

สถาบันการเงินและผู้ให้บริการสินเชื่อแต่ละประเภทอาจมีเกณฑ์พิจารณาในการอนุมัติสินเชื่อธุรกิจแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้วมักมีปัจจัยสำคัญที่จะพิจารณาดังนี้

  1. ประวัติการชำระหนี้ หรือเครดิตบูโร เป็นตัวบอกว่าที่ผ่านมาบริษัทเคยมีหนี้สินอะไรบ้าง ชำระหนี้ตรงเวลาหรือไม่
  2. หลักทรัพย์ค้ำประกัน ช่วยให้ขอสินเชื่อผ่านได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับธนาคาร แต่ปัจจุบันมีทางเลือกแหล่งเงินทุนหลายแบบที่ไม่บังคับให้ธุรกิจต้องมีที่ดินหรือหลักประกัน เช่น สินเชื่อ SME บางประเภท รวมทั้งหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงของ PeerPower (แต่ถ้าผู้ประกอบการมีหลักทรัพย์ต้องการนำมาค้ำประกันก็สามารถใช้บริการหุ้นกู้ Mortgage Bond ของเราได้เช่นกัน)
  3. รายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจ และแผนการใช้เงิน เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือว่าบริษัทที่มาขอสินเชื่อทำธุรกิจอะไร มีศักยภาพแค่ไหน มีแผนจะเอาเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง ธนาคารบางแห่งจะขอดูแผนธุรกิจด้วย
  4. ข้อมูลทางการเงินของบริษัท เช่น งบการเงิน การเดินบัญชีบริษัท

อ่านเพิ่มเติม ปัจจัยในการพิจารณาเครดิตเกรดสำหรับบริษัทที่ต้องการออกหุ้นกู้

สำหรับบล็อกนี้เราจะลงรายละเอียดกันในข้อสุดท้าย นั่นคือเรื่องการทำบัญชีบริษัท ที่เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งว่าธุรกิจของคุณจะได้ไปต่อหรือไม่ในการหาเงินทุน รวมทั้งการขอสินเชื่อธุรกิจให้ผ่าน 

บัญชีบริษัทเกี่ยวอะไรกับการขอสินเชื่อธุรกิจ

ปัจจัยสำคัญที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาให้เงินทุนหรือสินเชื่อกับธุรกิจก็คือดูว่าธุรกิจนั้น “น่าจะ” สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้หรือไม่เมื่อครบกำหนด แน่นอนว่าไม่มีใครฟันธงอนาคตได้ 100% แต่ข้อมูลทางบัญชีของบริษัทก็พอจะบอกแนวโน้มได้ ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนเวลาเราไปตรวจสุขภาพ ถึงแม้หมอจะฟันธงไม่ได้ว่าเราจะเป็นโรคร้ายภายใน 6 เดือนหรือเปล่า แต่ผลตรวจเลือดก็พอจะบอกได้ว่าการทำงานของระบบภายในร่างกายเรายังปกติดีแค่ไหน 

เอกสารทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นงบการเงินและบัญชีบริษัทก็เหมือนข้อมูลสุขภาพทางการเงินของกิจการนั่นเอง หลักฐานประกอบการขอสินเชื่อเหล่านี้เป็นข้อมูลให้ผู้ปล่อยกู้พิจารณาว่าธุรกิจของเราดูน่าเชื่อถือหรือไม่ มีการทำกิจกรรมทางธุรกิจจริงไหม มีรายรับรายจ่ายเท่าไหร่ ที่ผ่านมามีวินัยทางการเงินดีแค่ไหน พูดง่าย ๆ ก็คือมีแนวโน้มจะใช้หนี้ได้หรือไม่

บัญชีบริษัทแบบไหนเสี่ยง “กู้ไม่ผ่าน”

ถ้าพูดถึงวิธีขอสินเชื่อให้ผ่าน หลายคนอาจจะคิดไปก่อนอื่นว่าบัญชีบริษัทน่าจะต้องมีกำไรสูง มีตัวเลขรายรับเยอะ แต่เราขอบอกว่าไม่จริงเสมอไป 

แน่นอนว่าบัญชีบริษัทที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจมีกำไรก็เป็นปัจจัยบวกที่ทำให้มีโอกาสขอกู้เงินทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าบัญชีบริษัทของคุณติดลบแล้วจะทำให้กู้ไม่ผ่านทันที อันที่จริงแล้วบัญชีบริษัทที่จะได้คะแนนน้อยที่สุดในการพิจารณาให้เงินกู้เพื่อธุรกิจ มักมีลักษณะดังนี้

 

1. บัญชีโล่ง 

โล่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ว่าหน้าสมุดบัญชีโล่งไม่มีเงินซักบาท แต่หมายถึงบัญชีรับจ่ายของบริษัทประเภทที่เดือนหนึ่ง ๆ มีเงินเข้าเงินออกแค่ไม่กี่รายการ แถมแต่ละรายการก็ไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่ารับมาจากไหน จ่ายไปที่ใดบ้าง เปิดเจอบัญชีแบบนี้คนพิจารณาให้เงินกู้ก็ไปไม่ถูกเหมือนกันว่าจะเอาข้อมูลตรงไหนมาวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือดี บางครั้งที่โล่งขนาดนี้ไม่ใช่เพราะไม่มีลูกค้า แต่เพราะไม่มีการทำบัญชีต่างหาก

จากประสบการณ์ของเรา กรณีแบบนี้ที่พบบ่อยมักเป็นกิจการขนาดเล็ก หรือกิจการในครอบครัวที่ไม่ได้แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวอย่างจริงจัง เช่น เถ้าแก่ร้านรูดบัตรเครดิตส่วนตัวซื้อวัตถุดิบ พอขายได้เงินก็เข้าบัญชีส่วนตัวอีก นาน ๆ ทีถึงจะโอนกลับคืนเข้าบัญชีบริษัท ในบัญชีบริษัทจึงเห็นรายการธุรกรรมแค่โอนเข้าออกกันกับบัญชีส่วนตัวของเจ้าของกิจการคนเดียว

ถ้าธุรกิจของคุณเข้าข่าย “บัญชีโล่ง” เราขอแนะนำให้เริ่มจากการแยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีบริษัทอย่างจริงจังก่อนเป็นอย่างแรก

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าชอบรับเงินสดและไม่ค่อยอยากลงบัญชีอย่างละเอียดก็เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีเยอะจึงพยายามไม่ลงรายรับในบัญชีมาก แต่ถ้าผู้ประกอบการมองระยะไกลไปถึงการขยายกิจการ หาผู้ร่วมลงทุน หรือขอสินเชื่อธุรกิจแล้วนั้น เริ่มทำบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้จะเป็นผลดีในอนาคตแน่นอน

2. มีเงินโอนออกหาผู้ถือหุ้นเยอะโดยไร้สาเหตุ

โดยปกติแล้วเจ้าของกิจการ หรือ “ผู้ถือหุ้น” จะได้รับเงินจากบริษัทได้ในรูปแบบ

  1. เงินเดือน 
  2. เงินปันผล 

นอกเหนือจากนี้แล้ว หากงบการเงินของบริษัทมีการโอนเงินออกไปให้ผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้มีการระบุว่าคืออะไร ในทางบัญชีจะนับว่าเป็นการที่บริษัทให้ผู้ถือหุ้น “กู้ยืมเงิน” 

ถึงแม้บริษัทจะมีสิทธิ์ให้ผู้ถือหุ้นยืมเงินได้ แต่ลองคิดในมุมผู้ปล่อยกู้ ถ้าบริษัทมีเงินพอให้ผู้ถือหุ้นกู้ยืมจำนวนมาก ก็ไม่ควรจะต้องมาขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินตั้งแต่แรก แต่ควรจะไปทวงหนี้คืนจากผู้ถือหุ้นให้ได้ก่อน นอกจากนี้ยังน่าสงสัยว่าการบริหารเงินของบริษัทมีนอกมีในอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงมีการเอาเงินออกไปให้ผู้ถือหุ้นจำนวนมากโดยไม่มีเหตุผล 

ดังนั้น ถ้างบการเงินหรือบัญชีของบริษัทไหนมีเงินโอนออกไปเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นเยอะ ๆ โดยไม่มีคำอธิบายที่เหมาะสม ก็เป็นปัจจัยที่อาจทำให้ขอสินเชื่อธุรกิจไม่ผ่านได้

 

ปัญหานี้ก็อีกเช่นกัน หลายครั้งเกิดขึ้นกับบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีการทำบัญชีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกิจการที่ทำคนเดียว หรือกิจการในครอบครัว บางครั้งไม่ได้มีการทำระบบไว้ว่าตัวเจ้าของธุรกิจเองจะได้รับเงินเดือนละเท่าไหร่ อาศัยว่าต้องใช้เงินเมื่อไหร่ก็เบิกเอาจากบัญชีของบริษัทแบบ “กันเอง” ซึ่งถ้าคุณเป็นกิจการเล็ก ๆ ก็อาจไม่ได้มีผลกระทบอะไรมาก แต่ถ้าต้องการขยายกิจการ หรืออยากหาเงินทุน ก็ควรจัดระบบการจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

วิธีขอสินเชื่อให้ผ่าน ต้องทำบัญชียังไง

ก่อนอื่นเลยขอให้คิดไว้เสมอว่าสิ่งที่สถาบันการเงินหรือผู้ออกเงินกู้ต้องการก็คือหลักฐานว่าธุรกิจของเราเชื่อถือได้ มีเงินหมุนเวียนดี มีโอกาสหาเงินมาใช้หนี้คืนได้ หลักฐานที่ว่านี้จะแสดงออกมาทางบัญชีได้ยังไง เราขอแนะนำแบบนี้

1. แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีบริษัทให้ชัดเจน

กฎข้อแรกของการทำธุรกิจคือต้องแยก “ตัวเรา” กับ “ธุรกิจของเรา” ออกจากกันให้เด็ดขาด ให้คิดเสมือนว่าบริษัทไม่ใช่ของเราคนเดียว ดังนั้น “เงินของบริษัทก็คือเงินของบริษัท” ส่วนตัวเราก็เหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่ง

วิธีแยกกระเป๋าเงินของบริษัทกับส่วนตัวให้ออกจากกัน อาจทำได้ดังนี้

  • เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับบริษัทโดยเฉพาะ บริษัทจะรับหรือจ่ายเงินอะไรก็ขอให้ใช้บัญชีนี้ 
  • ทำระบบจ่ายเงินให้ตัวผู้ประกอบการเอง อาจอยู่ในรูปเงินเดือน หรือเงินปันผลก็ได้ 
  • เปิดบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตในนามบริษัท ข้อนี้ขึ้นอยู่กับธนาคารว่าจะอนุมัติบัตรเครดิตให้บริษัทคุณหรือไม่ แต่ถ้าทำได้ขอแนะนำให้ทำโดยด่วน และใช้บัตรของบริษัทเท่านั้นถ้าต้องใช้จ่ายในเรื่องของบริษัท การทำแบบนี้ได้ประโยชน์สองต่อเพราะคุณจะมีรายการเดินบัญชีที่มีรายละเอียดชัดเจนว่าจ่ายอะไรไปเท่าไหร่บ้าง โดยไม่ต้องมานั่งจดและเก็บหลักฐานเอง
  • จัดเก็บเอกสารใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้ทบทวนตรวจสอบตอนสิ้นเดือน
วิธีทำบัญชีบริษัทแยกกับบัญชีส่วนตัว ช่วยให้ขอสินเชื่อธุรกิจผ่านง่าย

2. ทำรายการบัญชีบริษัทอย่างละเอียดว่ามีเงินเข้าออกไปที่ไหนบ้าง

พยายามทำธุรกรรมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัตรเครดิต/เดบิตของบริษัทถ้าเป็นไปได้เพื่อให้มีหลักฐานตรวจสอบได้ง่ายและน่าเชื่อถือ แต่ถ้าต้องมีรายรับจ่ายเป็นเงินสดก็ควรลงบัญชีอย่างละเอียดพร้อมเก็บหลักฐานเผื่อตรวจสอบ 

รายการเงินเข้าออกเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าบริษัทของคุณมีกิจกรรมทางธุรกิจจริง มีลูกค้าจริง และมีเงินหมุนเวียนเท่าไหร่ในแต่ละเดือน ยิ่งมีเงินหมุนเวียนสม่ำเสมอก็ยิ่งเป็นคะแนนบวกให้ขอสินเชื่อผ่านง่ายขึ้น และมีโอกาสได้เงื่อนไขเงินกู้ที่ดีกว่าด้วย

3. ทำสัญญาการค้าทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ผู้ประกอบการบางส่วนละเลยเรื่องนี้อาจเพราะไม่มีเวลาทำเอกสาร โดยเฉพาะเมื่อดีลกับลูกค้าประจำหรือคนคุ้นเคย แต่จริง ๆ แล้วเอกสารสัญญาการค้าเหล่านี้เป็นตัวช่วยให้ผู้ประกอบการขอสินเชื่อธุรกิจผ่านได้ง่ายขึ้น เพราะมันคือหลักฐานว่าบริษัทของคุณมีลูกค้าและมี(หรือกำลังจะมี)รายรับจริง

ข้อนี้ช่วยได้มากในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการขอสินเชื่อธุรกิจเพื่อมาหมุนเงินในระหว่างรอเงินเข้าจากลูกค้า บางครั้งบริษัทอาจมียอดสั่งซื้อเข้ามาแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน หลายสถาบันการเงิน รวมทั้ง PeerPower เองมีผลิตภัณฑ์การเงินประเภท invoice factoring ที่ออกสินเชื่อธุรกิจหรือให้เงินทุนรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้ประกอบการที่ต้องการเงินหมุน โดยต้องมีหลักฐานประกอบว่าบริษัทมีคำสั่งซื้อเข้ามาจริง และมีกำหนดที่จะได้รับเงินจากลูกค้าเมื่อไหร่ การมีสัญญาการค้าเหล่านี้จึงเป็นโอกาสหาเงินทุนเพื่อธุรกิจของผู้ประกอบการ 

สรุป วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านฉลุย ด้วยการทำบัญชีบริษัท

งบการเงินและบัญชีบริษัทเป็นหลักฐานสำคัญที่ผู้ประกอบการจะใช้ยืนยันกับสถาบันการเงินได้ว่าบริษัทของเราน่าเชื่อถือ มีรายได้และมีเงินหมุน เริ่มทำบัญชีบริษัทให้ดีตั้งแต่วันนี้ด้วยหลักการดังนี้

  • แยกบัญชีส่วนตัวและบัญชีบริษัทออกจากกันให้ชัดเจน และทำธุรกรรมของบริษัทผ่านบัญชีบริษัทเท่านั้น
  • ทำระบบจ่ายเงินให้เจ้าของบริษัทและผู้ถือหุ้นให้ถูกหลักบัญชี เช่น จ่ายเป็นเงินเดือน หรือเงินปันผล
  • อย่าปล่อยให้งบการเงินและบัญชีบริษัทโล่ง แต่ให้ลงรายการรายรับรายจ่ายไว้ในบัญชีอย่างละเอียด พร้อมหลักฐานตรวจสอบได้ 
  • ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำบัญชีง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการธุรกรรมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โมบายแบงกิ้ง ใช้บัตรเครดิตบริษัท หรือใช้โปรแกรมช่วยทำบัญชีต่าง ๆ
  • เก็บหลักฐานและทำสัญญาการค้าทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

สุดท้ายนี้เราขอบอกว่า ในฐานะแพลตฟอร์มฟินเทคที่ช่วยผู้ประกอบการหาเงินทุนทำธุรกิจ เราเชื่อว่าสถาบันการเงินเองก็อยากปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งนั้น แต่คนที่อนุมัติเงินกู้เองก็ต้องการความมั่นใจว่าจะได้เงินคืน ดังนั้นการมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ตามที่เราบอกมานี้จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการกู้เงินทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นแบบวิน-วินอย่างแน่นอน

Author
PeerPower Team

สู่เป้าหมายทางการเงินที่ไกลขึ้น

ลงทุนและระดมทุนเพื่อธุรกิจผ่านคราวด์ฟันดิงกับ PeerPower
สมัคร