Perspectives

LMWN - BITKUB : เมื่อนักลงทุนไทยอาจพลาดโอกาสไปสองรอบ?

by
PeerPower Team
March 19, 2026

ในช่วงไม่ถึง 6 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นรายงานจาก Bloomberg ว่า LINE MAN Wongnai ที่นำโดยคุณยอด ชินสุภัคกุล กำลังพิจารณา IPO ในต่างประเทศ ขณะที่ Bitkub ของคุณท็อป จิรายุส ก็มีรายงานในทิศทางคล้ายกันว่า กำลังพิจารณา IPO ที่ ฮ่องกง เช่นกัน ไม่ใช่ในไทยอย่างที่หลายคนเคยคาดไว้ก่อนหน้านี้

ตอนแรกข่าวนี้อาจดูเหมือนเป็นแค่ “ความเคลื่อนไหวของบริษัทเอกชน 2 แห่ง” เท่านั้น แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น นี่อาจเป็นสัญญาณบางอย่างที่สำคัญกว่ามาก

เพราะถ้าวันหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตมาจากผู้ใช้งานไทย สร้างแบรนด์ในไทย และขยายธุรกิจจากตลาดไทย สุดท้ายกลับเลือกไป IPO ในต่างประเทศ คำถามก็คือ แล้ว นักลงทุนไทยจะมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนั้นตอนไหน

‍

นักลงทุนไทยอาจพลาดโอกาสไปแล้ว สองรอบ 

รอบแรก คือช่วงที่บริษัทกำลังโต แต่ยังอยู่นอกตลาด

รอบสอง คือช่วงที่บริษัทพร้อมเข้าตลาดแล้ว แต่กลับเลือก IPO ที่เวทีต่างประเทศแทน

‍

โจทก์เดียวกันของสองบริษัท

แม้ Bitkub กับ LINE MAN Wongnai จะเป็นบริษัทเทคคนละแบบ — บริษัทหนึ่งคือแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ส่วนอีกบริษัทคือแพลตฟอร์ม on-demand และ merchant ecosystem — แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างชัดเจนคือ ทั้งคู่ไม่ใช่ startup ระยะเริ่มต้นอีกต่อไป และกำลังยืนอยู่ในจุดที่ต้องคิดเรื่องการขยายตัวครั้งใหญ่ในระดับทุนและภาพลักษณ์องค์กร

บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Online) งบการเงินปี 2567 ที่บริษัทเผยแพร่ระบุว่า ทำรายได้รวม 1,987.2 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 501.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2566 ที่มีรายได้ 1,153 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 163 ล้านบาท สะท้อนว่าธุรกิจฟื้นตัวแรงตามภาวะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง

ในขณะที่ บริษัทวงใน มีเดีย จำกัด หรือ ไลน์แมนวงใน (LINE MAN Wongnai) ในปี 2567 ทำรายได้รวม 1,899 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 285 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะปรับตัวลดลง 69% แต่กำไรสุทธิสามารถพลิกกลับมาเติบโตได้ถึง 286% เมื่อเทียบกับปี 2566 ตามโฟกัสที่เน้นคุณภาพของผลกำไรมากขึ้น 

เมื่อบริษัทเดินมาถึงจุดนี้ เป้าหมายถัดไปจึงไม่ใช่แค่การรักษาความเป็นผู้นำในไทย แต่คือการเลือกเวทีระดมทุนที่เหมาะที่สุดสำหรับการเติบโตระยะต่อไป ทั้งในแง่เม็ดเงิน ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ในสายตานักลงทุนโลก

‍

เมื่อตลาดไทยเริ่มไม่ใช่เวทีที่ดีที่สุดของบริษัท New Economy

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าตลาดหุ้นไทย “ไม่มีบริษัทดี”
‍

‍

แต่ปัญหาอาจอยู่ที่ว่า ตลาดไทยอาจยังไม่ใช่เวทีที่ให้ valuation หรือฐานนักลงทุนที่เหมาะที่สุดกับบริษัทบางประเภท โดยเฉพาะบริษัทเทคฯ ที่โตเร็ว ใช้เงินเยอะ และต้องอาศัยมุมมองระยะยาวมากกว่ากำไรระยะสั้น

Bloomberg รายงานในข่าวของ Bitkub ว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ผลงานอ่อนแอที่สุดแห่งหนึ่งในปี 2025 โดยหุ้นที่เข้าจดทะเบียนใหม่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักติดลบมากกว่า 12% และดัชนี SET ลดลงราว 10% ตลอดปีนั้น

ถ้ามองจากสถิติ IPO ภาพก็ยิ่งชัดขึ้น เพราะข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ไทยระบุว่า ในปี 2025 มี IPO ใหม่เพียง 18 บริษัท ลดลงจาก 32 บริษัท ในปี 2024 สะท้อนว่าบรรยากาศการระดมทุนในตลาดไทยยังซบเซาอยู่พอสมควร นี่ยังไม่รวมถึง หุ้นไอพีโอเข้าเทรดวันแรกต่ำจองสูงถึง 13 บริษัท รอดเพียง 4 บริษัท

แน่นอนว่าฝั่งตลาดทุนไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะทุกคนทราบดีว่าหากทั้งสองบริษัทตัดสินใจไป IPO ในต่างประเทศ ย่อมหมายถึงการสูญเสียโอกาสที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่อง และยังอาจส่งผลให้เงินทุนภายในประเทศไหลออกไปยังตลาดต่างประเทศแทน

ทั้ง SET ร่วมกับ BOI เริ่มขยับเพื่อดึงบริษัทกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดรับฟังความเห็นเรื่องเกณฑ์ free float การจับมือกันผลักดันอุตสาหกรรมใหม่เข้าสู่ตลาดทุนไทย หรือ การศึกษาตลาดทุนต่างประเทศเพื่อนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง


แต่คำถามสำคัญก็คือ การปรับตัวนั้นจะเร็วพอหรือไม่

‍

ทุกคนที่อยู่ในระบบก็รู้เหมือนกันว่า เกมมันเปลี่ยนแล้ว และถ้าไม่รีบปรับ ตลาดไทยอาจไม่เสียแค่ “ดีลใหญ่” แต่อาจเสียทั้งความสามารถในการเป็นบ้านของบริษัทเติบโตยุคใหม่ไปด้วย

‍

ทำไมปลายทางถึงกลายเป็นฮ่องกง หรือ สหรัฐ

ถ้าถามว่าทำไมบริษัทไทยถึงเริ่มมองออกนอกประเทศ คำตอบหนึ่งก็คือ เพราะตลาดนอกกลับมาน่าสนใจกว่าเดิมจริงๆ

เฉพาะ ฮ่องกง ในครึ่งแรกของปี 2025 สามารถระดมทุนจาก IPO ได้ US$14.1 พันล้าน มากกว่าตลาดอันดับสองอยู่ US$4.8 พันล้าน และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 695% ทำให้ฮ่องกงกลับมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง IPO ที่ร้อนแรงที่สุดของโลกอีกครั้ง

ยิ่งในมุมของธุรกิจดิจิทัลและคริปโต ฮ่องกงก็ยิ่งดูมีความพร้อมมากขึ้น หลังเริ่มใช้กฎหมายกำกับดูแลธุรกิจ stablecoin อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 

ทั้งยังมีตัวอย่างอย่าง HashKey ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคริปโตที่ได้รับใบอนุญาตในฮ่องกง สามารถระดมทุน IPO ได้ราว US$206 ล้าน ในเดือนธันวาคม 2025 ยิ่งทำให้ตลาดนี้ดูเป็นเวทีที่เหมาะกับบริษัทดิจิทัลมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น ถ้า Bitkub มองฮ่องกงเป็นปลายทาง มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะนั่นคือจุดที่ทั้งเงินทุน กฎเกณฑ์ และ narrative ของธุรกิจดิจิทัล กำลังมาบรรจบกันพอดี 

ขณะที่ฝั่ง LINE MAN Wongnai นั้น Bloomberg ระบุชัดว่า เหตุผลสำคัญของการพิจารณา IPO ต่างประเทศ คือการเข้าถึงนักลงทุนที่ demand แข็งแรงกว่า และมีโอกาสได้ valuation ที่ดีกว่า

‍

ปัญหาของนักลงทุนไทย คือเราอาจพลาดโอกาสไปสองรอบ

ในโลกการลงทุนวันนี้ การรอให้บริษัทดีๆ เข้า IPO อย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

ไม่ใช่เพราะ IPO ไม่ดี แต่เพราะบริษัทที่น่าสนใจจำนวนหนึ่งอาจยังไม่เข้าตลาด และเมื่อถึงเวลาจะเข้าตลาดจริง พวกเขาก็อาจไม่ได้เลือกประเทศไทย

นั่นทำให้ การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น ในฐานะ “อีกหนึ่งเครื่องมือ” สำหรับ

  • กระจายความเสี่ยงจากการลงทุนที่กระจุกอยู่แต่ในหุ้นจดทะเบียน
  • เปิดโอกาสเข้าถึงธุรกิจที่ยังอยู่นอกตลาด
  • และได้เห็นการเติบโตของบริษัทตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

โดยเฉพาะบริษัทนวัตกรรมหรือ startup ที่มีศักยภาพ หลายแห่งยังไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่เพราะไม่มีอนาคต แต่เพราะพวกเขายังอยู่ในช่วงสร้างฐาน สร้างผลิตภัณฑ์ ขยายลูกค้า และลงทุนเพื่อเร่งการเติบโต

มุมหนึ่งที่คนมักลืมกันก็คือ ก่อนจะกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่คนทั้งประเทศรู้จัก ทั้งสองบริษัทต่างก็เคยเป็น startup มาก่อน และบริษัทแบบนี้มักไม่ได้เติบโตจากกำไรสะสมเพียงอย่างเดียว แต่เติบโตจากการมีนักลงทุนที่เชื่อในแนวคิดเดียวกัน และพร้อมสนับสนุนให้ธุรกิจขยายได้เร็วขึ้น

‍

แน่นอนว่า การลงทุนลักษณะนี้ไม่ใช่ทางลัดรวยเร็ว ไม่ใช่ทุกบริษัทจะโตเป็น unicorn และไม่ใช่ทุกดีลจะให้ผลตอบแทนสูง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือการเปิดประตูให้กับโอกาสที่ปกติแล้วนักลงทุนรายย่อยแทบไม่มีทางเข้าถึงได้เลย

‍

Equity Crowdfunding คือสะพานที่เชื่อมช่องว่างนี้

ถ้าปัญหาคือ นักลงทุนไทยมักเข้าถึงบริษัทนวัตกรรม “ช้าเกินไป” คำตอบหนึ่งก็คือ เราต้องมีเครื่องมือที่ทำให้เข้าถึงได้เร็วขึ้น และเป็นระบบมากขึ้น

ตรงนี้เองที่ Equity Crowdfunding เข้ามามีบทบาท

เพราะตามกรอบของ ก.ล.ต. ไทย funding portal มีหน้าที่คัดกรองบริษัท สอบทานความมีตัวตนและคุณสมบัติของกิจการ รวมถึงเปิดเผยข้อมูลของกิจการและหลักทรัพย์บนเว็บไซต์ เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
นั่นหมายความว่า มันไม่ใช่การวิ่งหา private deal กันแบบไร้ระบบ แต่เป็นช่องทางที่ทำให้การเข้าถึงบริษัทนอกตลาดมีโครงสร้างชัดขึ้นกว่าที่เคย

ในอดีต ถ้าอยากลงทุนในบริษัทเอกชนที่มีศักยภาพสูง นักลงทุนทั่วไปแทบไม่มีทางเลือกนอกจากต้องมี network ส่วนตัว หรือเข้าไปอยู่ในวง private deal ของ VC และ PE ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ที่นักลงทุนทั่วไปเดินเข้าไปได้ง่าย

‍

ดังนั้น Equity Crowdfunding กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้การลงทุนในบริษัทนวัตกรรมช่วงเติบโต ไม่ได้เป็นเรื่องของคนวงในเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่า Bitkub หรือ LINE MAN Wongnai จะเลือก IPO ที่ฮ่องกง นิวยอร์ก หรือที่ไหนก็ตาม ข่าวนี้ได้สะท้อนความจริงบางอย่างออกมาแล้ว นั่นคือ หากนักลงทุนไทยยังรอโอกาสอยู่แค่ในตลาดหลักทรัพย์ เราอาจได้เจอกับบริษัทน่าสนใจ “ช้าเกินไป” เสมอ

แม้ว่าการเข้าถึงโอกาสเร็วขึ้นไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงลดลง แต่ในโลกที่บริษัทไทยบางแห่งอาจไม่เริ่มต้นการเป็นบริษัทมหาชนในตลาดไทยอีกต่อไป การมีช่องทางเข้าถึง private market อย่างเป็นระบบ ก็อาจกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นสำหรับนักลงทุนไทย

Author
PeerPower Team

สู่เป้าหมายทางการเงินที่ไกลขึ้น

ลงทุนและระดมทุนเพื่อธุรกิจผ่านคราวด์ฟันดิงกับ PeerPower
สมัคร