สงครามการค้าสหรัฐ-จีน USA China Tradewar

สงครามการค้าสหรัฐอเมริกา – จีน เมื่อยักษ์ใหญ่ทำสงครามผ่านเศรษฐกิจ

สงครามการค้าที่ร้อนแรงที่สุดในโลกนาทีนี้คงไม่มีศึกไหนใหญ่ไปกว่าศึกระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ที่เปิดศึกกันข้ามปี และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

  • สงครามการค้าสหรัฐ-จีน เริ่มต้นจากนโยบายหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ “Make America Great Again”
  • สหรัฐต้องการกลับมายิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งจีนที่ได้เงินจากภาษีมากที่สุดและเป็นภัยต่อความมั่นคงในสายตาสหรัฐมากที่สุด ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตี
  • สงครามการค้าสหรัฐ-จีน คือการผลัดกันขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอีกฝ่ายในอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ และแม้จะมีการเจรจาหลายครั้งก็ไม่พบว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
  • ทรัมป์ออกคำสั่งห้ามนำเข้าเทคโนโลกยีจากจีน และกระทรวงพาณิชย์อเมริกาออกคำสั่งควบคุมการสนับสนุนทางเทคโลยีจากสหรัฐไปที่จีน ส่งผลให้ Huawei โดนตัดการสนับสนุนจากกูเกิลและบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ
  • จีนประกาศไม่ส่งแร่เอิร์ธซึ่งใช้ผลิตชิปเป็นการตอบโต้ คำสั่งดังกล่าวจึงถูกชะลอออกไป
  • สงครามการค้านี้จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดต่างๆ ต่อไป 

สงครามการค้าสหรัฐอเมริกา – จีน เมื่อยักษ์ใหญ่ทำสงครามผ่านเศรษฐกิจ

สงครามการค้าหรือTrade War ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ถือเป็นความขัดแย้งที่กินเวลามาเนิ่นนานและเป็นสถานการณ์ที่ทั้งโลกต้องจับตามอง เพราะทั้งจีนและสหรัฐต่างเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หากมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผลกระทบย่อมขยายวงกว้างเกินกว่าจะเป็นเพียงกรณีพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ การออกกฎหมายห้ามองค์กรต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาไม่ให้สนับสนุนทางเทคโนโลยีแก่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นที่มาของกรณีสหรัฐแบนหัวเว่ยครั้งนี้ จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการขยายความรุนแรงของ Trade War ให้หนักขึ้นกว่าเดิม

สงครามการค้าสหรัฐ – จีน เกิดจากอะไร

แม้จะบอกว่าสงครามครั้งนี้เป็นสงครามการค้า แต่จุดเริ่มต้นของ Trade War กลับเป็นปัจจัยทางการเมืองที่ชาวอเมริกันถูกปลุกเลือดรักชาติขึ้นมาด้วยนโยบายหาเสียง “Make America Great Again” ในปี 2016 ที่ส่งให้โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ และเมื่อไปถึงจุดที่ต้องการแล้ว ประธานาธิบดีคนใหม่ก็มีความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะผลักดันนโยบายดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือนโยบายการจ้างงานภายในประเทศ สงวนเก้าอี้ทำงานไว้ให้กับคนในประเทศก่อน ตลอดจนผลักดันระบบเศรษฐกิจให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เพื่อคงสถานะความเป็นมหาอำนาจให้กับอเมริกาต่อไป

การที่นโยบายดังกล่าวจะสำเร็จได้คือต้องเพิ่มพื้นที่สำหรับอาชีพให้กับชาวอเมริกัน เราจะเห็นนโยบายกีดกันชาวต่างชาติมากขึ้นในยุคของประธานาธิบดีคนนี้ เช่น การลดความสามารถผู้ได้รับ Green Card ด้วยการสอบวัดความสามารถภาษาอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับด้านลบอย่างล้นหลาม เพราะเป็นนโยบายที่เหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรงในมุมมองของนานาอารยะประเทศ ความพยายามในการดำเนินนโยบายของทรัมป์ยังรวมไปถึงการพยายามเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาทางการค้ากับประเทศต่างๆ ที่สหรัฐเสียเปรียบอยู่ด้วย

ดังนั้นในแง่เศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ทรัมป์ต้องทำคือหาให้เจอว่าเงินของชาวอเมริกันไหลไปทางไหน และพบว่า ที่ที่เงินของสหรัฐถูกดึงไปมากที่สุดคือชาติมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออก “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน” ซึ่งรับคำสั่งสินค้าจากอเมริกาเป็นเงินจำนวนมหาศาลในแต่ละปี จีนจึงตกเป็นเป้ามานับแต่นั้น

โดยสิ่งแรกที่ทรัมป์เลือกจะทำเพื่อผลักดันนโยบายที่วางไว้คือการตั้งภาษีนำเข้าสินค้าขึ้นมา เริ่มจากเหล็กไปสู่สินค้าประเภทอื่นๆ รวมไปถึงการตั้งคำถามในแง่ความมั่นคงระหว่างประเทศ ดังนั้นสงครามการค้าครั้งนี้ จึงดูราวกับว่าทรัมป์ไม่ได้แค่ต้องการถ่วงดุลทางการค้ากับจีนเท่านั้น แต่เป็นการมองจีนเป็นภัยทั้งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงในเวลาเดียวกัน

ซึ่งจะโทษว่าทรัมป์ชั่วร้ายใจแคบแต่เพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะนอกจากตัวเลขทางการค้าที่ต้องเสียไปแล้ว ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็รับภาระจากการประชากรแฝงจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าของทรัพยากรและสวัสดิการไม่น้อย ข้างฝ่ายจีนเอง แม้จะดูเหมือนเป็นรองจากสถานการณ์นี้ แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะการทำการค้าของจีนต่อประเทศอื่นๆ จะพบว่าจีนผลิตเทคโนโลยีส่งออกต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่เปิดรับเทคโนโลยีจากประเทศอื่นมากนัก ทั้งระบบอินเทอร์เน็ตที่เป็นระบบปิด และโซเชียลมีเดียที่ผลิตขึ้นใช้เองในประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวจึงคล้ายกับว่าจีนสามาถเข้าถึงประเทศใดก็ได้ ในขณะที่ประเทศอื่นไม่สามารถมองเห็นได้ว่าจีนทำอะไรอยู่บ้าง จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จีนถูกตั้งคำถามจากนานาประเทศในแง่การเป็นภัยต่อความมั่นคง

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน เกิดจากอะไร

สงครามการค้าสหรัฐ – จีนไทม์ไลน์จากเริ่มต้นสู่ปัจจุบัน

อาวุธสำคัญที่ชาติมหาอำนาจทั้งสองใช้ฟาดฟันกัน คือภาษีสินค้านำเข้า ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องจ่ายเพื่อซื้อสินค้าจากอีกฝ่าย โดยฝ่ายที่เริ่มก่อนคือฝั่งสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของสงครามการค้าครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนและง่ายขึ้น เพียร์ พาวเวอร์ ขอไล่เป็นไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้

6 กรกฎาคม 2018 :: สหรัฐอเมริกาเริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภท 1 จากจีน มูลค่ารวม 34,000 ล้านเหรียญ และทบทวนการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภท 2 ในอัตราภาษี 25% มูลค่ารวม 16,000 ล้านเหรียญ จีนโต้กลับด้วยการประกาศเก็บภาษีจาสหรัฐด้วยอัตราภาษีเดียวกัน มูลค่ารวม 34,000 ล้านเหรียญ

 

10 กรกฎาคม 2018 :: สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ(USTR) เตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภท 3 จากจีนกว่า 6,000 รายการ มูลค่ารวม 200,000 ล้านเหรียญและเห็นควรขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนประเภทที่ 3 ในอัตรา 25% จากเดิม 10% พร้อมทั้งกำหนดให้บริษัทจากประเทศจีน 44 แห่ง เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงมากต่อความมั่นคงภายในประเทศ เท่ากับเป็นการแบล็คลิสต์บริษัทเหล่านี้

 

3 สิงหาคม 2018 :: กระทรวงพาณิชย์ของจีนเสนอให้เก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มเป็น 25% จากสินค้า 5,207 รายการ เป็นการโต้กลับ

 

8 สิงหาคม 2018 ::ประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภท 2 จากจีน มูลค่า 16,000 ล้านเหรียญ เริ่มในวันที่ 23 สิงหาคม ประกาศเก็บภาษีจากสินค้าอเมริกาที่ส่งออกมาจีนมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญเริ่มวันเดียวกัน

 

14 สิงหาคม 2018 :: จีนร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องการเก็บภาษีโซล่าร์เซลล์ของสหรัฐ

22 – 23 สิงหาคม 2018 :: เกิดการเจรจาทางการค้าครั้งแรก หลังเกิดสงครามการค้าโดยเดวิด มอนพาส รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ กับหวังเซ่าเหมิน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ของจีน เพื่อหาวิธีจัดการความขัดแย้งทางการค้าที่กรุงวอชิงตันดีซี ผลคือไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้

ในวันเดียวกัน ทั้งสองประเทศต่างประกาศเก็บภาษีเพิ่ม โดยสหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มาจากจีน 279 รายการในอัตรา 25% คิดเป็นมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญ ฝ่ายจีนจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มาจากสหรัฐอเมริกา 333 รายการ มูลค่ารวม 16,000 ล้านเหรียญเช่นกัน พร้อมทั้งร้องต่อ WTO เพื่อคัดค้านการขึ้นภาษีครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ

7 กันยายน 2018 :: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะเก็บภาษีเพิ่มจากสินค้าจีนมูลค่ารวม 267,000 ล้านเหรียญ

12 กันยายน 2018 :: สหรัฐอเมริกาเชิญจีนมาเจรจาการค้าอีกครั้ง

17 กันยายน 2018 :: สหรัฐอเมริกาประกาศเตรียมเก็บภาษีสินค้าประเภทที่ 3 โดยแบ่งเป็น 2 อัตราภาษี 2 ช่วงเวลา คือเก็บเพิ่ม 10% ในวันที่ 24 กันยายน 2018 และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มกราคม 2019

18 กันยายน 2018 :: จีนตอบโต้ด้วยการประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐเช่นกัน โดยการตอบโต้ครั้งนี้มีมูลค่ารวม 60,000 ล้านเหรียญ

22 กันยายน 2018 :: จีนยกเลิกการเจรจาทางการค้าที่กำลังจะมีขึ้น ด้วยเหตุผลว่าสหรัฐเก็บภาษีเพิ่มก่อนมีการเจรจา

24 กันยายน 2018 :: สหรัฐเริ่มเก็บภาษีสินค้าประเภท 3 จีนปรับขึ้นภาษีนำเข้าตามในวันเดียวกัน ในอัตราเพิ่มขึ้น 5% และ 10% ตามประเภทสินค้าจากสินค้าสหรัฐประเภท 3

25 ตุลาคม 2018 :: มีการรายงานความเคลื่อนไหวว่า จนท.ของทั้งสองประเทศมีการติดต่อเพื่อเตรียมการเจรจาที่อาร์เจนติน่าในการประชุม G20 เป็นการนอกรอบ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน

30 ตุลาคม 2018 :: มีการรายงานว่าสหรัฐฯ เตรียมประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนภายในเดือนธันวาคม เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ในกรณีที่การเจรจาระหว่างสองผู้นำไม่ประสบความสำเร็จ

9 พฤศจิกายน 2018 :: มีการรายงานว่าเกิดการเจรจาทางโทรศัพท์ระหว่างสตีฟ มานูวิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ และหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีของจีน

19 พฤศจิกายน 2018 :: สำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคงสหรับ(BIS) ของสหรัฐเปิดแผนควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีเพื่อควบคุมการส่งออกเทคโฯโลยีใหม่ เพื่อป้องกันการรั่วไหลไปยังชาติอื่น(ซึ่งหมายถึงจีน) โดยจะมีการจัดทำประชาพิจารณ์ต่อไป

2 ธันวาคม 2018 :: การเจรจานอกรอบจากการประชุม G20 ที่อาร์เจนติน่าประสบความสำเร็จ ทั้งสองประเทศตกลงพักสงครามการค้าชั่วคราว โดยจะไม่มีการเพิ่มอัตราภาษีหรือเพิ่มมาตรการภาษีใหม่เป็นเวลา 90 วัน โดยสหรัฐอเมริกาต้องไม่เพิ่มภาษีสินค้าประเภท 3 ของจีน และจีนจะซื้อสินค้าสหรัฐเพิ่มขึ้น

14 ธันวาคม 2018 :: เพื่อรักษาข้อตกลง จีนประกาศลดภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐจาก 25% ให้เหลือ 15% เท่าเดิม โดยชะลอการขึ้นภาษีจากสินค้าดังกล่าวเป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2019 พร้อมกับสั่งถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 1.5 ล้านตัน

7 – 9 มกราคม 2019 :: เกิดการเจรจาระหว่างตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ของทั้ง 2 ประเทศ โดยตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ของจีนออกมาให้ข่าวว่าเป็นการเจรจาที่ยาวนาน แต่จะนำไปสู่ทิศทางการแก้ปัญหาในอนาคต

 สงครามการค้าสหรัฐ-จีนไทม์ไลน์

22 มกราคม 2019 :: เดิมตัวแทนสหรัฐอเมริกากับจีนมีการนัดหมายเจรจากันอีกครั้งที่กรุงวอชิงตันดีซี แต่สำนักประธานาธิบดีสหรัฐได้ยกเลิกแผนดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่ามีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการบังคับใช้ระเบียบทรัพย์สินทางปัญญา

30 – 31 มกราคม 2019 :: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีการพบปะกับรองนายกรัฐมยตรี หลิว เหอ ของจีน ทิศทางการเจรจาเป็นไปในทางที่ดี โดยจีนขอซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐเพิ่มอีก 5 ล้านตัน ผลจากการเจรจาครั้งนี้ทำให้ทรัมป์ประกาศว่าจะขอพบประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในเดือนกุมภาพันธ์

7 กุมภาพันธ์ 2019 :: ประธานาธิบดีทรัมป์เปลี่ยนใจ ไม่ขอพบประธานาธิบดีจีน

11 – 15 กุมภาพันธ์ 2019 :: ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงพบปะกับตัวแทนระดับสูงของสหรัฐ จากการพูดคุยมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันหลายเรื่อง และมีกำหนดจะพูดคุยอีกครั้งในสัปดาห์ต่อไปที่กรุงวอชิงตันดีซี

21 – 24 กุมภาพันธ์ 2019 :: เกิดการเจรจาจากตัวแทนทั้ง 2 ฝ่ายที่กรุงวอชิงตันดีซี โดยประธานาธิบดีของทั้ง 2 ประเทศมีการพบปะกันต่อหน้าสื่อมวลชนและเปิดเผยว่ามีสัญญาณการค้าที่ดี โดยสหรัฐประกาศขยายเวลาการยุติสงครามการค้าออกไปจากเดิมจะเริ่มต้นในวันที่ 1 มีนาคม 2019 พร้อมทั้งมีการชักชวนให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมาเยือนมาร์อะลาโกในเดือนมีนาคมเพื่อทำสัญญา

28 – 29 มีนาคม 2019 :: มีการพูดคุยกันอีกครั้งที่กรุงปักกิ่งระหว่างตัวแทนของจีนและสหรัฐ

31 มีนาคม 2019 :: จีนมีการประกาศชะลอการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐจากเดิมมีกำหนดจะเก็บในวันที่ 11 เมษายน 2019

1 เมษายน 2019 :: จีนประกาศห้ามผลิตและจำหน่ายยาเฟนทานิล เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2019

Quote :: “เฟนทานิล เป็นยาระงับประสาท ที่ออกฤทธิ์รุนแรงกว่ามอร์ฟีน 800 เท่า จึงถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากการรักษาทางการแพทย์ แต่จะเกิดอาการติดยาถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เดิมสหรัฐมองว่าการที่จีนยังผลิตยาชนิดนี้อยู่ ส่งผลต่อการทำลายสังคมและประชาชน”

3 – 5 เมษายน 2019 :: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับรองนายกรัฐมนตรีหลิว เหอ มีการพูดคุยกันที่กรุงวอชิงตันดีซี หลังการเจรจาทรัมป์ประกาศให้รอฟังข่าวดีเกี่ยวกับการทำสัญญาในอีก 4 สัปดาห์ข้างหน้า

10 เมษายน 2019 :: สตีเวน มานูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ทั้ง 2 ประเทศมีข้อตกลงร่วมกันในการจะแต่งตั้งองค์กรขึ้นมากำกับดูแลการบังคับใช้สัญญาการค้า

30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2019 :: มีการเจรจาที่กรุงปักกิ่ง โดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐออกมาให้ข่าวว่าผลการพูดคุยออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการพูดคุยอีกครั้งที่กรุงวอชิงตันดีซีในสัปดาห์ถัดไป

5 พฤษภาคม 2019 :: การเจรจาที่กรุงดีซีไม่เป็นผลเนื่องจากสหรัฐกล่าวหาว่าจีนพยายามเจรจาเงื่อนไขใหม่ซึ่งอาจขัดต่อสัญญาเดิม ดังนั้นสหรัฐอเมริกาจึงประกาศขึ้นภาษีสินค้าประเภท 3 จากจีน หลังจากชะลอมานาน โดยเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตรา 10% เป็น 25% คิดเป็นมูลค่า 200,000 ล้านเหรียญ และอาจมีการเก็บภาษีจากสินค้าจีนเพิ่มเป็น 25% มูลค่ารวม 325,000 ล้านเหรียญ

10 พฤษภาคม 2019 :: สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีสินค้าประเภทที่ 3 จาก 10% เป็น 25% ทางการจีนประกาศแสดงความเสียใจและจะตอบโต้เท่าที่จำเป็น

13 พฤษภาคม 2019 :: สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ(USTR) จะมีการจัดประชาพิจารณ์เรื่องการขึ้นภาษีโทรศัพท์มือถือและแล็บท็อปในอัตรา 25 % มูลค่ารวม 300,000 ล้านเหรียญ ในวันที่ 17 มิถุนายน 2019 จีนตอบโต้ด้วยการประกาศจะขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐมูลค่ารวม 60,000 ล้านเหรียญในวันที่ 1 มิถุยายน 2019

ทำไมสงครามการค้าจึงต้องเป็นเรื่องการตอบโต้กันทางภาษี อาจเป็นเพราะภาษีเป็นรายได้ทางตรง และอยู่ภายใต้การควบคุมโดยรัฐบาล ทำให้การขึ้นอัตราภาษีหมายถึงรายได้ที่ชัดเจนซึ่งจะไหลเวียนภายในประเทศต่อไปในอนาคต และเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการต่อรองทางการค้าที่รัฐบาลมีอยู่ในมือ

เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษี ดูเผินๆ จึงคล้ายกับว่าเป็นเรื่องระหว่าง 2 ประเทศเท่านั้น แต่เนื่องจากระบบเศรษฐกิจโลกมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงิน การค้า ต้นทุนการผลิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อย้อนไปมองสินค้าที่ทั้ง 2 ประเทศประกาศขึ้นภาษีต่อกันจะพบว่า มีทั้งสินค้าที่เป็น End Product วัตถุดิบการเกษตร รวมถึงต้นทุนประเภทค่าแรงของสินค้าบางประเภทที่ไม่ได้ผลิตได้ภายในประเทศในขั้นตอนเดียว เช่นประเทศไทยเองเป็นประเทศฐานการผลิตสินค้าประเภทชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบได้หากมีการพิจารณาเพิ่มหรือลดต้นทุนการผลิตลง หรืออาจมีผลเป็นทางบวก หากทั้ง 2 ประเทเลือกสั่งวัตถุดิบจากประเทศอื่น เป็นต้น

สงครามการค้าสหรัฐ – จีนกับกรณีแบน Huawei

ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าสหรัฐไม่ได้มองจีนในแง่คู่แข่งทางการค้าเท่านั้น แต่มองในแง่การเป็นภัยต่อความมั่นคงด้วย กรณีแบน Huawei เป็นการเปิดศึกในรูปแบบหลัง คือการออกคำสั่งบริหาร(Executive Order) ห้ามนำเข้าอุปกรณ์โทรคมนาคมของจีน และคำสั่งจากกระทรวงพาณิชย์ควบคุมบริษัทหรือประเทศที่เกี่ยวข้องกับ Huawei ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐก่อนจึงสามารถสั่งซื้อสินค้าหรือบริการด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐได้ นั่นเท่ากับเป็นการสั่งห้ามทั้งนำเข้าและส่งออกเทคโนโลยีไปที่ประเทศจีน ผลคือทุกบริษัทด้านเทคโนโลยีของสหรัฐที่ซื้อขายสินค้าและบริการกับ Huawei และ ZTE จำต้องยุติการค้าระหว่างกัน นั่นหมายถึงกูเกิล ไมโครซอฟต์ และอื่นๆ จะไม่มีการซื้อขาย สนับสนุน หรือร่วมดำเนินการใดๆ กับ Huawei อีกต่อไป ซึ่งนอกจากตัวบริษัทที่ต้องสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ไปแล้ว ผู้ใช้งานจำนวนมากก็เกิดคำถามขึ้นมาเช่นกัน ว่าคำสั่งนี้จะส่งผลอย่างไรต่อพวกเขาบ้าง

โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้ประกาศจะไม่ส่งแร่เอิร์ธ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิปให้กับสหรัฐฯ หากไม่ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเป็นการตอบโต้ รวมทั้งเหริน เจิ้ง เฟย CEO ของ Huawei เปิดเผยว่าเรื่องนี้ไม่กระเทือนกับการดำเนินธุรกิจ เพราะมีการพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองชื่อ Hongmeng มาตั้งแต่ปี 2012 คาดว่าจะพร้อมใช้งานในไตรมาสแรกปี 2020

สาเหตุที่คำสั่งนี้เป็นลักษณะคำสั่งบริหาร ต้องย้อนกลับไปที่เส้นทางการเติบโตของ Huawei บริษัทเทคโนโลยีของจีนที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายและอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก รวมทั้งได้รับสัมปทานในการเข้าวางเครือข่ายโทรคมนาคม หรือเครือข่าย 5G ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่นแคนาดา เยอรมัน ออสเตรเลีย ฟิลลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งหมายถึงข้อมูลจำนวนมากของประชากรในหลายประเทศทั่วโลก กำลังถูกจัดระบบและเข้าถึงได้โดย Huawei ที่สหรัฐเมริกาพบข้อบ่งชี้ว่ามีความสัมพันธ์ในระดับลึกกับรัฐบาลจีน ซึ่งในมุมมองของสหรัฐแล้วถือเป็นภัยต่อความมั่นคง

นอกจากจะแบนในบ้านตัวเองแล้ว สหรัฐยังส่งคำเตือนถึงประเทศต่างๆ ที่มีสัมปทานหรือสัญญากับ Huawei ให้ตัดขาดทางการค้ากับบริษัทสัญชาติจีนดังกล่าวด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคงอีกด้วย เมื่อพี่ใหญ่ส่งคำเตือนแกมบังคับมากลายๆ หลายประเทศจึงต้องแสดงท่าทีตอบรับด้วยการร่างข้อเสนอความปลอดภัยจาก Huawei

ล่าสุดสหรัฐยอมขยายเวลาในการแบน Huawei ออกไปอีก 90 วัน เพราะมีการขอร้องให้ทบทวนจากหลายฝ่าย เนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่าการแบนครั้งนี้ คนที่เสียเปรียบอาจไม่ใช่จีนแต่เพียงฝ่ายเดียว เพียร์ พาวเวอร์ขอไม่ลงลึกในรายละเอียดส่วนนี้มากนัก เนื่องจากเหตุการณ์ยังมีความยืดเยื้อ อีกทั้งเป็นปัญหาระดับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมีผู้เสียหายโดยตรงคือ Huawei กับคู่ค้ามากกว่าการลงทุนโดยรวม

สงครามการค้าสหรัฐ-จีนกับกรณีแบน Huawei

สงครามการค้าสหรัฐ – จีนส่งผลต่อการลงทุนอย่างไร

มีการคาดการณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ว่า สงครามการค้าครั้งนี้ยิ่งยืดเยื้อต่อไปยิ่งสร้างความเสียหายต่อทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น ตลาดการลงทุนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์นี้คือตลาดตั๋วเงินสด (Tresury Bill) ของสหรัฐ และตลาด Forex สำหรับคนที่ถือเงินหยวนไว้เป็นจำนวนมากๆ เพราะหลังการประกาศแบน Huawei และการตัดความช่วยเหลือของ Google ค่าเงินหยวนร่วงลงไปทันที และยังคงมีท่าทีที่จะแย่ลงเรื่อยๆ

รวมทั้งตลาดหุ้นที่ Huawei ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะต้องรับศึกทั้งความเชื่อถือจากผู้ที่มีหุ้นอยู่ในมือ ผู้ใช้งานที่เกิดคำถามถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในอนาคต คำถามเรื่องความมั่นคงจากประเทศต่างๆ และความกดดันด้านเทคโนโลยี เมื่อต้องเสียคู่ค้าคนสำคัญแบบกูเกิลซึ่งเปรียบได้กับสมองที่คอยสั่งการทำงานของอุปกรณ์ไป เส้นทางของ Huawei ในอนาคตจึงไม่ราบรื่นนัก แม้ CEO ของ Huawei จะประกาศพร้อมรับมือ และให้ความมั่นใจต่อผู้ใช้ในปัจจุบันด้วยการประกาศว่ามีชิปที่เพียงพอต่อการผลิตถึง 1 ปี และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเองก็ตาม ในขณะเดียวกันกูเกิลเองก็สูญสัญญามูลค่ามหาศาลซึ่งหมายถึงเม็ดเงินที่จะเข้าบริษัทในสหรัฐไปเช่นกัน รวมไปถึงซัพพลายเออร์ต่างๆ ของ huawei ที่มูลค่าหุ้นในตลาดตกลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศที่มีแหล่งสินค้าทดแทนที่ทั้ง 2 ประเทศต้องนำเข้า เช่น แร่เอิร์ธ ที่ประเทศไทยและอีกหลายประเทศ ที่มีรายชื่อติดเป็นแหล่งผลิตแร่ดังกล่าว หรือจะเป็นประเทศที่ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตสินค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศนี้ก็อาจมีทั้งโอกาสและอุปสสรรคไปในเวลาเดียวกัน เกมส์นี้จึงบอกได้ว่ายังต้องดูกันต่อไป

 

Ref.

A quick guide to the US-China trade war

หัวเว่ยจะไปต่อได้ไหม เมื่อกูเกิลและบริษัทผลิตชิปหลายเจ้าพร้อมใจกันแบน

หมัดต่อหมัด! เทควอร์ "Apple-Google VS Huawei" ใครแผลเยอะกว่ากัน
เปิดบัญชีนักลงทุน
ลงทุนใน SME

Leave a Reply