fbpx
การเงินสำหรับ SMEs
อยากบริหารการเงินให้คล่องตัว มีกระแสเงินสดดี เชิญทางนี้ได้เลย

5 เคล็ดลับเพิ่มเครดิตสกอร์ (Credit Score) ขอสินเชื่อง่ายขึ้น

เครดิตสกอร์ (Credit Score) เป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการขอสินเชื่อกับธนาคาร หากคุณมีเครดิตสกอร์ต่ำ ธนาคารอาจวิเคราะห์ว่าคุณไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ เครดิตสกอร์จึงเป็นคะแนนที่เจ้าของกิจการ หรือผู้ที่ต้องการสินเชื่อทุกท่านต้องรักษาดั่งชีวิต

  • เครดิตสกอร์ คือ คะแนนประวัติเครดิตที่ธนาคารและสถาบันการเงินใช้เพื่อชี้วัดความสามารถในการชำระหนี้ โดยคำนวณคะแนนจากหลายปัจจัย
  • เครดิตสกอร์ที่ต่ำก็เหมือนเกรดเรียนที่ต่ำ ผู้ขอสินเชื่อจะไม่มีความน่าเชื่อถือในสายตาของสถาบันการเงิน ดังนั้นคุณควรรักษาเครดิตสกอร์ไว้ให้ดี
  • ปัจจุบันสามารถตรวจสอบเครดิตสกอร์ได้ใน Mobile Banking ของธนาคารหลายแห่ง โดยมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน และยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเกินไป
  • คุณสามารถเพิ่มเครดิตสกอร์ได้ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้
    • หมั่นตรวจสอบเครดิตสกอร์ของตน
    • ชำระหนี้ตรงเวลา
    • ลดจำนวนหนี้สินหมุนเวียน
    • ลดการใช้บัตรเครดิต
    • รวมหนี้บัตรเครดิตไว้ในที่เดียว

คุณอาจเคยมีประสบการณ์ขอสินเชื่อกับทางธนาคารมาก่อน โดยธนาคารจะให้คุณเซ็นยอมรับให้ธนาคารตรวจสอบข้อมูลเครดิตของคุณ เพื่อที่ธนาคารจะสามารถพิจารณาว่าควรปล่อยสินเชื่อให้คุณหรือไม่ แล้วข้อมูลเครดิตนี้มาจากไหน? หน่วยงานจัดเก็บรายงานเครดิตของลูกค้า คือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำว่า “เครดิตบูโร” โดยหน่วยงานดังกล่าวได้ก่อตั้งขึ้นโดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเครดิตของประชาชนในประเทศ

เครดิตสกอร์ (Credit Score) คืออะไร

เครดิตสกอร์ คือ คะแนนประวัติเครดิตที่สถาบันการเงินและธนาคารใช้เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการชำระหนี้ การคำนวณเครดิตสกอร์มีหลายวิธีด้วยกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงิน แต่สิ่งที่มักถูกนำมาคำนวณหลักๆ ได้แก่ สถานะทางการเงิน ประวัติการผ่อนชำระหนี้และการขอสินเชื่อ ภาระหนี้สินอื่นๆ รวมไปถึงอาชีพ และรายได้สุทธิต่อเดือน เป็นต้น

ความสำคัญของเครดิตสกอร์ (Credit Score) ต่อการขอสินเชื่อ

การให้คะแนนก็เหมือนการให้เกรดในโรงเรียน เครดิตสกอร์มีไว้เพื่อบ่งบอกว่าผู้ขอสินเชื่อคนไหนมีความสามารถในการรับผิดชอบหนี้สิน และผู้ขอสินเชื่อคนไหนมีโอกาสในการผิดนัดชำระ ดังนั้น การมีเครดิตสกอร์ที่ต่ำ จะทำให้การขอสินเชื่อกลายเป็นเรื่องยากและยังต้องเผชิญกับดอกเบี้ยที่สูงอีกด้วย หรือในกรณีร้ายแรง อาจถูก blacklist โดยสถาบันการเงินบางแห่งเลยทีเดียว

วิธีการตรวจเครดิตสกอร์ด้วยตัวเอง

คุณควรตรวจสอบเครดิตสกอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สินที่ถูกจัดเก็บโดยเครดิตบูโรมีความถูกต้อง สำหรับบัญชีที่ค้างชำระ ต้องระบุว่าค้างไม่เกิน 30 วัน และบัญชีที่ปิดไปแล้ว ต้องแจ้งว่ามียอด 0 บาท โดยในปัจจุบันนอกจากจะสามารถตรวจสอบเครดิตสกอร์ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ตู้เอทีเอ็มหรือที่เคาน์เตอร์ธนาคาร คุณยังสามารถใช้ Mobile Banking ของ ธนาคารธนชาต ธนาคารทหารไทย (TMB) ธนาคารกรุงศรี และธนาคารกรุงไทย (KTB) การตรวจสอบทุกรูปแบบส่วนมากจะรู้ผลใน 3-7 วัน และมีค่าใช้บริการ 150 บาท

credit score-5tricks

1. ATM

สิ่งจำเป็นที่คุณต้องใช้คือบัตรเดบิต บัตร ATM หรือบัตรเครดิต สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์จะต้องเลือก “SCB Easy / กองทุน / อื่นๆ” และ “สมัครบริการ / ตรวจสอบข้อมูลเครดิต (NCB)” จากนั้นเลือก “ตรวจสอบข้อมูลเครดิต (NCB)”

2. Mobile Banking

การตรวจเครดิตสกอร์ผ่าน Mobile Banking ก็มีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นแอป Krungthai NEXT ที่คุณเพียงเข้าไปที่ “บริการธนาคาร” เลือก “ตรวจสอบเครดิตบูโร” แล้วเลือกรูปแบบการจัดส่งรายงานตามที่เราสะดวก (ระยะเวลาจัดส่งจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบที่เลือก)

หากพบว่าขณะนี้มีคะแนนเครดิตต่ำ และเสี่ยงต่อการที่จะไม่ผ่านอนุมัติ คุณเองควรเริ่มต้นเพิ่มเครดิตสกอร์ของคุณเองตั้งแต่วันนี้ ต่อไปนี้ PeerPower จะพูดถึง 5 เคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้เพื่อเพิ่มคะแนนเครดิตของคุณ มาดูกันว่ามีวิธีใดบ้างครับ

credit score-5-tricks

1. หมั่นตรวจสอบเครดิตสกอร์ของคุณ

การรู้ว่าเรามีเครดิตสกอร์เท่าไร ทำให้เราสามารถหาทางเพิ่มเครดิตสกอร์ของเราได้ โดยเฉพาะถ้าเรามีแผนที่จะขอสินเชื่อในอนาคต ซึ่งปัจจุบันการตรวจสอบเครดิตสกอร์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะเราสามารถทำได้ใน Mobile Banking ซึ่งถือว่าเหมาะกับการทำธุรกิจในโลกยุค New Normal มากเพราะเราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ทำการธนาคาร

2. ชำระหนี้ตรงเวลา

ส่วนใหญ่แล้ว การจ่ายหนี้บัตรเครดิตให้ตรงเวลาถูกคิดเป็นสัดส่วนที่มากถึง 30-40% ของเครดิตสกอร์เลยทีเดียว ดังนั้น คุณควรทำการตั้งเตือนสำหรับการชำระหนี้ทุกครั้ง บางธนาคารยังมีบริการแจ้งเตือนทาง SMS หรือทางอีเมล เมื่อใกล้ถึงวันกำหนดครบชำระ สำหรับท่านที่ไม่มีเวลา อาจจะใช้บริการตัดผ่านบัญชีอัตโนมัติของธนาคารเลยก็ได้

3. ลดจำนวนหนี้สินหมุนเวียน

การมีหนี้สินน้อยย่อมเป็นผลดีต่อเครดิตสกอร์ของคุณ เนื่องจากจะช่วยลดสัดส่วนหนี้ต่อวงเงินอนุมัติ ดังนั้นคุณจึงควรผ่อนหนี้บัตรเครดิตที่เกิดจากการซื้อสินค้าที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่ให้หมดโดยเร็ว

4. ลดการใช้บัตรเครดิต

การมีบัตรเครดิตหลายใบ มีความเสี่ยงต่อการใช้จ่ายเกินจำเป็น ส่งผลให้เกิดการผิดนัดชำระ หากคุณชำระบัตรเครดิตไม่เต็มวงเงินทุกใบ และเริ่มชำระขั้นต่ำ นั่นเป็นสัญญาณที่ไม่ดีและอาจก่อหนี้ให้คุณได้ในอนาคต คุณจึงควรใช้บัตรเครดิตเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

5. รวมหนี้บัตรเครดิตไว้ในที่เดียว

การรวมยอดหนี้ หรือศัพท์ทางการเงินเรียกว่าการรีไฟแนนซ์มีผลดีต่อเครดิตสกอร์ของคุณ โดยจะช่วยลดดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่าย หากคุณเลือกที่จะรีไฟแนนซ์หนี้สินบัตรเครดิตเพื่อให้คุณผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เกิดจากบัตรเครดิตได้ คุณก็จะสามารถลดความเสี่ยงในการโดนลดเครดิตสกอร์ได้

จะเห็นได้ว่าคุณเองก็สามารถปรับปรุงคะแนนเครดิตของตัวเองให้ดีขึ้นได้ แต่ทั้งนี้คุณต้องทำความเข้าใจว่าการเพิ่มคะแนนเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา และไม่ใช่สิ่งที่สามารถเห็นผลทันที ฉะนั้นคุณจึงต้องฝึกตนเองให้มีวินัยทางการเงินและหมั่นตรวจสอบรายงานเครดิตบูโรของคุณเมื่อจะทำการขอสินเชื่อครับ

สุดท้ายนี้ การศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ในขั้นตอนการขอระดมทุน เช่นวิธีการเพิ่มเครดิตสกอร์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ท่านระดมเงินทุนสำเร็จ หากนักลงทุนท่านใด สนใจที่จะระดมทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม หรือออกหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงกับเพียร์ พาวเวอร์ได้จากลิงก์ด้านล่างเลยครับ

credit score--CrowdFunding

PeerPower Team