fbpx
บทความนักลงทุน
สร้างความเข้าใจให้การลงทุนรูปแบบใหม่เป็นไปอย่างคุ้มค่า เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสได้มากที่สุด

Yield Curve นอกจากจะบ่งบอกถึงผลตอบแทนของหุ้นกู้แล้ว ยังทำให้เห็นว่าควรลงทุนอะไรในช่วงเวลาใดจึงจะดี รวมทั้งเป็นตัวบ่งชี้ถึงระบบเศรษฐกิจทั้งระบบอีกด้วย

  • สาเหตุที่ Yield Curve เกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจเนื่องจากค่าผลตอบแทนขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจโดยรวม
  • ค่าผลตอบแทนจะคุ้มค่าหรือไม่นอกจากอัตราผลตอบแทนแล้ว ยังต้องพิจารณาจากช่วงเวลาในการถือจนครบกำหนดไถ่ถอนอีกด้วย
  • Yield Curve มี 5 แบบ คือ Normal Yield Curve, Steep Yield curve, Flat Yield Curve,Hump Yield curve และ Inverted Yield Curve ซึ่งแต่ละแบบจะมีระยะเวลาที่เหมาะสมในการถือแตกต่างกัน
  • นอกจากจะใช้เพื่อคาดการณ์ผลตอบแทนและระยะเวลาที่คุ้มค่าในการถือหุ้นกู้แล้ว Yield Curve ยังสามารถบ่งบอกถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หรือสินค้าอุปโภคบริโภคได้ด้วย

 

Yield Curve อ่านได้ เข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจ

ในการเลือกถือหุ้นกู้ที่มีอยู่มากมายในตลาด นักลงทุนจะพิจารณาจากช่วงผลตอบแทน หรือที่เรียกว่า Yield Curve ซึ่งจะสัมพันธ์กับระยะเวลาในการถือครองและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถูกกำหนดโดยรัฐบาลและแรงกดดันจากตลาดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ผลสะท้อนที่เห็นได้จาก Yield Curve ไม่ได้มีเพียงผลตอบแทนที่จะได้รับเท่านั้น แต่ยังช่วยให้นักลงทุนสามารถมองเห็นทิศทางเศรษฐกิจ ที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการลงทุน รวมถึงการบริหารสินทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Yield Curve คืออะไร 

เพียร์ พาวเวอร์ เคยเล่าถึงทั้งหุ้นกู้ และ Yield to Maturity ไปแล้วในบทความก่อนหน้า แต่ยังไม่ได้เจาะลึกในส่วนของช่วงผลตอบแทน หรือ Yield Curve ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะบอกได้ว่าหุ้นกู้นั้นให้ผลตอบแทนในแต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร ดังนั้นค่า Yield นี้จึงอิงอยู่กับอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อในอนาคตของแต่ละช่วงเวลา ซึ่งระยะเวลาถือครองหุ้นกู้ มีตั้งแต่ระยะสั้นคือไม่เกิน 90 วัน ไปจนถึงถือครองเป็นระยะเวลานับ 10 – 30 ปี ซึ่งทั้ง 2 อัตราขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกัน

อัตราดอกเบี้ย

อัตราดอกเบี้ยจะถูกกำหนดด้วยธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ เช่นธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ควบคุมอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ถ้าประชาชนมีอัตราการยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารในอัตราต่ำ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนในประเทศเกิดการออม รวมไปถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วยวิธีอื่นๆ เช่นออกพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น

ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้จะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาลเสมอ เพราะมีความเสี่ยงมากกว่า ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดโดยธนาคารนี้จะเป็นตัวกำหนด Yield Curve ของหุ้นกู้ระยะสั้น เพราะถ้าธนาคารดึงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานเกินไป จะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น

อัตราเงินเฟ้อ

ในเมื่ออัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากหุ้นกู้ เป็นการเสนอซื้อขายด้วยค่าเงินในปัจจุบัน และมีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งมีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะมีความเปลี่ยนแปลงไปจากราคาซื้อขายในปัจจุบัน ถ้าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากดอกเบี้ยจะยิ่งน้อยลง โดยมีความเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยที่ถูกตั้งโดยธนาคารในปัจจุบัน จะเป็นอัตราเงินเฟ้อในอนาคต ด้วยวิธีการนี้ เงินเฟ้อในอนาคตจึงจะไม่มีทางสูงไปกว่าอัตราผลตอบแทนจากหุ้นกู้ อัตราผลตอบแทน หรือ Yield Curve ในหุ้นกู้ระยะยาว จึงต้องดูจากส่วนนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจ 

Yield Curve มีกี่แบบ อะไรบ้าง

หน้าตาของ Yield Curve คือกราฟที่อิงกับระยะเวลาในการถือครองและอัตราผลตอบแทน ที่แตกต่างกันตามปัจจัยทั้ง 2 ด้าน ซึ่งรูปแบบของ Yield Curve แบ่งออกได้เป็น 4 แบบใหญ่ๆ คือ

Normal Yield Curve ช่วงผลตอบแทนปกติ

เป็น Yield Curve ที่เริ่มจากอัตราผลตอบแทนน้อยแล้วเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงจุดหนึ่งแล้วจะราบเรียบเท่าเดิมเป็นผลตอบแทนคงที่ไปจนครบกำหนดระยะเวลาการไถ่ถอน จะพบค่า Yield ในลักษณะนี้ได้ในหุ้นกู้ระยะสั้น โดยมีข้อสังเกตุว่า หุ้นกู้ระยะยาวจะมีช่วงผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นกู้ระยะสั้นเสมอ เพราะนักลงทุนต้องบวกความเสี่ยงและอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 

Steep Yield Curve ช่วงผลตอบแทนมีความชัน

Yield Curve ของหุ้นกู้ลักษณะนี้มองเผินๆ จะคล้ายกับ Normal Yield Curve แต่มีจุดต่างที่สำคัญ 2 จุดคือ 1. มันจะเชิดขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดสิ้นสุด และ 2. สูงกว่าค่า Yield ปกติในทุกช่วงค่าตอบแทน ซึ่งหุ้นกู้ที่มีลักษณะนี้ จะเป็นหุ้นกู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตไปในทางบวกและเป็นไปในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงตามไปด้วย

Hump Yield Curve ช่วงผลตอบแทนแบบหลังเขา

คือค่า Yield ที่เริ่มด้วยอัตราที่ต่ำ แล้วสูงขึ้นมาระยะหนึ่งก่อนจะลดลง และอยู่ในช่วงผลตอบแทนคงตัว ช่วงที่ทอัตราผลตอบแทนพุ่งขึ้นมักจะอยู่ในช่วงเวลา 6 เดือน – 1 ปี มักเป็นหุ้นกู้ทั่วไปที่มีราคาซื้อขาย รวมถึงอัตราผลตอบแทนไม่ต่างจากหุ้นกู้ตัวอื่นในตลาด

Flat Yield Curve ช่วงผลตอบแทนแบบราบเรียบ

ค่า Yield ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในผลตอบแทนไม่ว่าจะถือเป็นช่วงเวลาสั้นๆ หรือถือในระยะยาว Yield ลักษณะนี้จะบอกถึงเศรษฐกิจที่มีความสมดุล

Inverted Yield Curve ช่วงผลตอบแทนแบบลาดลง

คิดภาพว่าเป็น Yield Curve ที่ตรงกันข้ามกับ Yield แบบมีความชัน เพราะช่วงผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่มี Yield ประเภทนี้จะเป็นผลตอบแทนที่สูงสุดตอนแรกแล้วค่อยๆ ลดลงจนคงที่ในปีหลังๆ มักพบได้ในหุ้นกู้ระยะยาว 

Yield Curve ประเภทต่างๆ
Yield Curve ประเภทต่างๆ

 

ซึ่งค่าผลตอบแทนจะเป็น Yield ประเภทใด นักลงทุนจะสามารถพิจารณาได้จากหนังสือชี้ชวนการลงทุน (Fact Sheet) ของการเสนอขายหุ้นกู้นั้นๆ และจะสามารถคำนวณผลตอบแทนในแต่ละช่วงเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ 

Yield Curve เปลี่ยนแปลงได้ด้วยปัจจัยใดบ้าง

ตามที่เพียร์ พาวเวอร์เล่าไว้ข้างต้นว่าอัตราผลตอบแทนจากหุ้นกู้นั้น มีความเกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจทั้งระบบด้วย ซึ่งปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อ Yield Curve มีทั้งหมด 4 ปัจจัยสำคัญ

เศรษฐกิจระดับมหภาค 

ทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ หากเป็นไปในทิศทางบวก เศรษฐกิจดี มีแนวโน้มการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่ดี ช่วงผลตอบแทนในขณะนั้นย่อมมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน ถ้าเศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี การปล่อยกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้เพียงระยะสั้นๆ หุ้นกู้ระยะยาวก็จะมีช่วงผลตอบแทนที่ไม่ดีตามไปด้วย

อัตราเงินเฟ้อ

เพียร์ พาวเวอร์ กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าอัตราเงินเฟ้อมีผลต่อค่า Yield Curve ของหุ้นกู้โดยตรง เพราะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับ ยิ่งอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นผลตอบแทนที่เป็นอัตราคงตัวจะยิ่งลดน้อยลงตามไปด้วย

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ถ้าประชาชนมีเงินมาก เกิดการใช้จ่าย ขอสินเชื่อมาก เท่ากับว่ามีเงินหมุนเวียนในระบบมากตามไปด้วย การให้ผลตอบแทนจากหุ้นกู้ก็จะให้ได้ตามอัตราการเติบโตของเงินในระบบตามไปด้วย

ดุลการค้า

นอกจากจะเกี่ยวข้องกับค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแล้ว ดุลการค้ายังส่งผลต่อช่วงผลตอบแทนของหุ้นกู้ เพราะหมายถึงแรงดึงดูดต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้จากต่างประเทศ และเงินที่จะแลกเปลี่ยนกันระหว่างประเทศด้วย

ซึ่ง Yield Curve จะเปลี่ยนรูปร่างไปตามสิ่งเกิดขึ้นกับปัจจัยทั้ง 4 ตัวที่กล่าวมา นักลงทุนจะคาดเดาได้ไม่ยากเลยว่าหุ้นกู้มี่ตนถืออยู่นั้นมีแนวโน้มจะออกมาเป็น Yield ในรูปแบบใด ทำให้คาดการณ์การลงทุนและระยะเวลาในการถือหุ้นกู้แต่ละตัวได้ไม่ยากเลย

Yield Curve กับปัจจัยการเปลี่ยนแปลง
Yield Curve กับปัจจัยการเปลี่ยนแปลง

 

Yield Curve กับการคาดการณ์เศรษฐกิจและการลงทุน

เราใช้ Yield Curve ของหุ้นกู้เพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภท เพราะผลตอบแทนของหุ้นกู้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย ที่กำหนดโดยรัฐบาลเพื่อให้สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นๆ และเช่นเดียวกันมันย่อมสอดคล้องกับกลไกทางเศรษฐกิจที่ต้องถูกควบคุมให้เกิดสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์อื่นๆ อัตราการขึ้นลงของผลตอบแทนจากสินทรัพย์เหล่านั้น จะขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเสมอ

ในขณะเดียวกันเราสามารถใช้ Yield Curve ในการวางแผนใช้จ่าย หรือวางแผนสภาพคล่องทางการเงินได้ด้วย เพียร์ พาวเวอร์ ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด เช่น ถ้าเราจะซื้อบ้านในปีนี้ แต่พบว่าตราดอกเบี้ยบ้านต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายปีย้อนหลัง รวมทั้งภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปในทิศทางบวก ตามกลไกทางเศรษฐกิจ ธนาคารไม่สามารถตรึงดอกเบี้ยให้ต่ำแบบนี้ในระยะยาวได้ เพราะจะเกิดอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความมว่าในอีกไม่เกิน 1 – 2 ปีข้างหน้าดอกเบี้ยบ้านต้องเพิ่มสูงขึ้นมากแน่นอน เป็นต้น 

 

จะเห็นได้ว่า Yield Curve มีประโยชน์ไม่น้อย เพราะทำให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจและทำนายการลงทุนในอนาคตได้เป็นอย่างดี การเข้าใจ Yield Curve จึงไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะกับนักลงทุนเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์โดยรวมสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการใช้เงินทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วย

Ref: InvestoPedia.com

_______________________________________________________________________

คำเตือน : การลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงผ่านเพียร์ พาวเวอร์ เป็นการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอทั้งด้านความเสี่ยง และความสามารถในการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ความเสี่ยงในที่นี้หมายถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์และความเสี่ยงในการสูญเสียเงินจากการลงทุน การลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน นักลงทุนจะสามารถเริ่มลงทุนได้ต่อก็ต่อเมื่อนักลงทุนทำการลงทะเบียนและผ่านแบบประเมินความรู้ความเข้าใจในการลงทุนแล้ว

PeerPower Team