fbpx
วิเคราะห์การลงทุน
อยากรู้ว่าสถานการณ์การลงทุนตอนนี้เป็นอย่างไร เหตุการณ์อะไรส่งผลต่อการเงินอย่างไรบ้าง ลองอ่านทางนี้ได้เลย
  • ส่วนแบ่งในตลาดของรถ EV ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 30% ภายในปี 2030
  • ตัวเลือกที่เพิ่มขึ้น ราคาที่ลดลง เทคโนโลยีแบตเตอรีที่ดีขึ้น จำนวนสถานีชาร์จ มาตรการส่งเสริมที่ชัดเจนจากภาครัฐ และราคาน้ำมัน จะเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางการเติบโตของตลาดรถ EV
  • นอกจากผู้ผลิตรถ และผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องแล้ว ธุรกิจอื่นที่น่าจับตาจากเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ายังมีธุรกิจเทคโนโลยีไร้คนขับ แพลตฟอร์มเรียกรถรับส่ง และธุรกิจพลังงาน


เมื่อค่ายรถของจีนเปิดตัวรถ EV ในตลาดไทยในหน้าตาน่ารักจนเป็นที่ฮือฮา ประกอบกับมาตรการภาครัฐที่ประกาศเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมว่าให้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี (BEV) แบบนำเข้าทั้งคันลง 40% เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในตลาดไทยจึงดูมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นมาก จนศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าตลอดปีนี้ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ BEV จะเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 4 เท่า ประเด็นนี้มีอะไรน่าจับตามองบ้างในมุมผู้ประกอบการและนักลงทุน เพียร์ พาวเวอร์พาไปดูทิศทางการขยายตัวของตลาดรถ EV ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก รวมทั้งปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า

แนวโน้มการใช้รถ EV พุ่งขึ้นทั่วโลก

ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV market share forecast

นักวิเคราะห์ชี้ชัดว่าแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นมหาศาล หากดูตัวเลขรวมทั่วโลกพบว่าเมื่อปี 2020 อัตราส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 3% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด แต่ในปี 2030 จะเพิ่มเป็นกว่า 30% (หรือกรณีที่ดีสุดจะเพิ่มเป็นถึง 39%) แซงหน้ารถยนต์ไฮบริดที่คาดไว้ที่ราว 27% และพอถึงปี 2040 จะเพิ่มไปอีกเป็น 51% ในกรณีแย่ที่สุด หรือได้ถึง 91% ในกรณีดีที่สุด สรุปง่าย ๆ ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มสูงมากที่รถยนต์ไฟฟ้าจะครองส่วนแบ่งการตลาดเกินครึ่ง และในจำนวนนี้รถยนต์ไฟฟ้าแบบที่ไม่ใช่ไฮบริด หรือแบบใช้แบตเตอรี (BEV) จะมีอัตราเติบโตมากที่สุด

ปี 2020 ยุโรปทำสถิติซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV มากที่สุดในโลกโดยทำได้ถึง 1.4 ล้านคัน ตามด้วยจีนที่ 1.2 ล้านคัน ทั้งนี้ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดรถยุโรปโดยรวมเมื่อปี 2020 มีถึง 10% แต่หากดูเป็นรายประเทศจะเห็นได้ว่าประเทศที่รัฐบาลสนับสนุนอย่างจริงจัง เช่น นอร์เวย์ มีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดถึง 75% อย่างไรก็ตามหากนับรวมทั้งรถ BEV และ plug-in hybrid (รถยนต์ไฮบริดแบบเสียบชาร์จไฟได้) จะพบว่าจีนยังคงทำยอดสูงที่สุดในโลกด้วยตัวเลขขาย 3.2 ล้านคันเมื่อปี 2021 คิดเป็น 15% ของตลาดรถยนต์ทั่วประเทศ ขณะที่ยุโรปขายได้ 2.3 ล้านคัน คิดเป็น 19% ส่วนสหรัฐอเมริกาขายได้ 535,000 คันหรือคิดเป็น 4% ของตลาดรถยนต์ทั่วประเทศ

ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้ารายประเทศ EV market share by regions

ข้อมูลจาก Canalyst

ด้านตลาดยานยนต์ไทยแม้ปีที่ผ่านมา (2021) จะทำยอดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกด้วยยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV ที่ 1,958 คัน คิดเป็นประมาณ 0.02% ของยอดขายรถยนต์โดยรวม แต่ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า (2020) ถึง 51.7% และด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นโยบายอุดหนุนจากรัฐบาล ประกอบกับการเปิดตัวของผู้เล่นรายใหม่ ๆ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณตัวเลขไว้ว่าในปี 2022 นี้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าจะสูงถึงกว่า 10,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 412% เลยทีเดียว

ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย EV registration in Thailand

ปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

แม้เทรนด์รักษ์สิ่งแวดล้อม หรือความสนใจปัญหา climate change จะมีมาสักพักแล้ว แต่ที่ผ่านมารถยนต์ไฟฟ้าก็ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ผู้บริโภคสนใจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในประเทศไทย แล้วทำไมในตลาดบางประเทศจึงได้รับความนิยมสูงกว่าเรามาก และแนวโน้มในอนาคตตลาดรถ EV ไทยจะมาแรงจริงไหม มาดูปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากัน

1. ราคาและตัวเลือก

เมื่อพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้า แบรนด์แรกที่หลายคนนึกถึงคงจะเป็น Tesla ซึ่งราคาเริ่มต้นในไทยประมาณ 3 ล้านบาท (*ราคาอย่างไม่เป็นทางการ ขึ้นกับตัวแทนจำหน่าย) ส่วนที่มีการนำเข้าอย่างเป็นทางการจากค่ายรถ แม้จะมีหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Nissan, Hyundai, Mini Cooper, BMW, Audi ไปจนถึง Jaguar และ Porsche แต่รถ BEV ส่วนมากก็ยังราคาเกือบ 2 ล้านไปจนถึง 7 ล้าน ดังนั้นเมื่อค่ายจีนอย่าง MG เปิดตัวที่ราคาล้านต้น ๆ ตลาดจึงดูจะคึกคักขึ้นมาบ้าง และเป็นที่สนใจยิ่งขึ้นไปอีกเมื่ออีกค่ายจีน GWM นำเสนอรถไฟฟ้าหน้าตาน่าเอ็นดูอย่าง ORA ที่ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท เมื่อประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐทำให้ราคาลงมาอยู่ที่ 8 แสนกว่าบาท ใกล้เคียงกับรถยนต์ปกติที่ใช้น้ำมัน ด้วยเหตุนี้นักวิเคราะห์จึงคาดว่าในปี 2022 นี้รถ BEV สัญชาติจีนน่าจะครองตลาดในประเทศไทยถึง 80% เพิ่มขึ้นจาก 58% เมื่อปีที่แล้ว

ส่วนแบ่งตลาดรถ BEV ตามสัญชาติ/ BEV market share in Thailand by country forecast 2022

2. เทคโนโลยีแบตเตอรี

แบตเตอรีเรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจัยนี้เกี่ยวพันกับทั้งราคาและการใช้งาน ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้หลายคนยังลังเลที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคือจำนวนกิโลเมตรที่รถวิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และระยะเวลาในการชาร์จ เพราะต่อให้เป็นคนที่ไม่ค่อยขับรถทางไกล แต่แค่กรุงเทพฯ – หัวหิน ไปกลับก็ 400 กิโลเมตรแล้ว หากเป็นเมื่อ 10 ปีก่อนที่ระยะทางที่วิ่งได้เฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 100 กว่ากิโลเมตรคงไม่ไหวแน่ 

ปัจจุบันระยะทางเฉลี่ยของรถอีวีที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ 1 ครั้งอยู่ที่ 313 กิโลเมตร ขณะที่รถรุ่นที่วิ่งได้ไกลที่สุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ณ วันนี้ (20 พฤษภาคม 2022) คือ Mercedes EQS 450+ ที่วิ่งได้กว่า 700 กิโลเมตร เรียกว่าชาร์จทีเดียวขับได้จากกรุงเทพฯ​ ถึงเชียงใหม่ 

ในด้านระยะเวลาการชาร์จ รถ EV ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมงในการชาร์จแบบปกติด้วยไฟบ้านกระแสสลับ (AC) หรือที่เรียกว่าสถานีชาร์จ “Level 2” แต่หากชาร์จในจุดชาร์จความเร็วสูง (เช่น ระบบ Supercharging ของ Tesla) ซึ่งใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ก็สามารถชาร์จแบตเตอรีไปถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 30-45 นาทีเท่านั้น และสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตคาดว่าจะใช้เวลาเพียง 20 นาที ซึ่งหมายความว่าต่อไปถ้ามีจุดชาร์จความเร็วสูงระหว่างเส้นทาง การแวะชาร์จแต่ละทีก็จะใช้เวลาแทบไม่ต่างจากการแวะปั๊มเข้าห้องน้ำซื้อขนมอย่างทุกวันนี้

ไม่เพียงเรื่องประสิทธิภาพ แต่ราคาของแบตเตอรีก็เป็นปัจจัยใหญ่เช่นกันเพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายและกำไรของผู้ผลิต นักวิเคราะห์ประเมินว่าราคาแบตเตอรีคิดเป็นประมาณ 30% ของราคาขายรถยนต์ทั้งคัน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่เทคโนโลยีแบตเตอรีพัฒนาอย่างก้าวกระโดดส่งผลให้ราคาต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ของแบตเตอรีรถ EV ลดลงไปแล้วถึง 10 เท่า หรือประมาณ 19% ต่อปีตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา นั่นหมายความว่าผู้ผลิตรถ EV จะทำกำไรได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จากต้นทุนแบตเตอรีที่ลดลง แม้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022 นี้เราจะเห็นราคาแบตเตอรีเพิ่มขึ้นถึง 30% จากทั้งความต้องการที่มีมากเกินกำลังการผลิต รวมทั้งปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เป็นผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนและการล็อกดาวน์ของจีน (รัสเซียเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักของนิกเกิลซึ่งเป็นแร่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี Lithium-ion ที่ใช้ในรถ EV) แต่มองจากแนวโน้มการพัฒนาแบตเตอรีที่ราคาถูกลงเรื่อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ใช้พัฒนาแบตเตอรีในหลายรูปแบบ นักวิเคราะห์จึงคาดว่าการขึ้นราคาครั้งนี้น่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น

3. โครงสร้างพื้นฐาน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนยังลังเลที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานคือเรื่องความสะดวกในการหาจุดชาร์จนอกบ้าน โดยเฉพาะถ้าต้องเดินทางไกล ๆ ในยุโรปส่วนมากอัตราส่วนระหว่างจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าและจุดชาร์จสาธารณะอยู่ที่ 100 หัวจ่าย (charger) ต่อรถ 1 คัน แต่เฉพาะในนอร์เวย์ (ซึ่งรถ EV มีส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์สูงถึง 75%) มีจำนวนหัวจ่ายสาธารณะรองรับให้ถึง 3,300 หัวจ่ายต่อรถ 1 คัน! 

มาดูที่บ้านเรา ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยระบุว่าเมื่อปลายปีที่แล้วประเทศไทยมีสถานีชาร์จสาธารณะอยู่ 693 สถานี รวม 2,285 หัวจ่าย หรือประเมินแบบคร่าว ๆ ได้ว่า 0.5 หัวจ่ายต่อรถ 1 คัน บริการชาร์จกว่า 70% เป็นของบริษัทเอกชน ที่เหลือเป็นสถานีชาร์จของการไฟฟ้า และปั๊มน้ำมัน เช่น ปตท.​ และบางจาก มาในปีนี้ทั้งค่ายรถและบริษัทเอกชนต่างพากันประกาศแผนขยายสถานีชาร์จไฟกันให้คึกคัก ไม่ว่าจะเป็น EA Anywhere ที่ตั้งเป้าสร้างสถานีให้ครบ 1,000 แห่ง SHARGE ตั้งเป้า 600 แห่ง ด้านค่ายรถทุกเจ้าต่างมีแผนขยายสถานีชาร์จที่โชว์รูมของตัวเอง แต่ที่ประกาศเป้าหมายแล้วอย่างจริงจังคือ MG ที่ตั้งใจจะมีสถานีชาร์จอย่างน้อย 1 แห่งทุก 150 กิโลเมตร ส่วน GWM ตั้งเป้าที่ 100 แห่งภายในปี 2023 …​ รวมแล้วภายในปีนี้ประเทศไทยน่าจะมีสถานีชาร์จรถ EV ให้เห็นเกิน 2,000 แห่ง 

4. นโยบายรัฐบาล

การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้ในการตัดสินว่าแนวโน้มการใช้รถ EV จะแพร่หลายได้จริงหรือไม่ รายงานของ IEA ชี้ว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปที่พุ่งขึ้นสวนกระแสเศรษฐกิจซบเซาเมื่อปี 2020 เป็นผลจากการที่ปีนั้นเป็นปีเป้าหมายที่ EU จำกัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลเมตรของรถยนต์ใหม่ และรัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปได้ออกมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติมสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ตัวอย่างมาตรการสนับสนุนของบางประเทศในยุโรป เช่น ยกเว้นภาษีจดทะเบียนและภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนลดภาษีรถยนต์รายปี ให้เงินชดเชยสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า งดเว้นค่าจอดในที่สาธารณะ หรือให้ชาร์จไฟในจุดชาร์จสาธารณะกันไปเลยก็มี ส่วนในประเทศจีนก็มีนโยบายให้เงินอุดหนุน ลดค่าที่จอดสาธารณะ และฟรีค่าผ่านทางเช่นกัน

สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติตั้งเป้าให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ารวมกว่า 1.05 ล้านคันภายในปี 2025 รวมทั้งผลิตยานยนต์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (zero emission) ให้ได้ 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด หรือคิดเป็น 725,000 แสนคันภายในปี 2030 และในที่สุดเมื่อต้นปีเราก็ได้เห็นมาตรการจริง ๆ จัง ๆ ของรัฐบาลเป็นครั้งแรกในการช่วยลดราคารถยนต์ไฟฟ้า เช่น 

  • มาตรการเงินอุดหนุนรถยนต์และรถกระบะคันละ 70,000-150,000 บาท 
  • ลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์จาก 8% เหลือ 2% 
  • ลดอากรเขาเข้าสำหรับรถ BEV ที่นำเข้าทั้งคัน (Completely Built Up หรือ CBU) สูงสุด 40%

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่ามาตรการนี้เป็นการกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้น และเป็นมาตรการที่เน้นดึงดูดด้านราคา แต่ยังขาดมาตรการระยะยาวที่ชัดเจนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งควรเน้นการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี

5. ราคาน้ำมัน

นับเป็นปัจจัยกระตุ้นที่มีผลชัดเจนขึ้นอย่างมากในช่วงหลังมานี้ที่ราคาน้ำมันพากันพุ่งแบบหยุดไม่อยู่ ล่าสุดที่ E20 ราคาเกือบ 42 บาทต่อลิตร คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 2.8 บาทต่อกิโลเมตร ขณะที่ค่าใช้จ่ายของรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 1 บาทต่อกิโลเมตรเท่านั้น 

ธุรกิจที่น่าสนใจจากเทรนด์การเติบโตของตลาดรถ EV

Businesses that could profit from EV investment. ธุรกิจทำกำไรน่าลงทุนจากรถยนต์ไฟฟ้า EV

1. ผู้ผลิตรถยนต์

แน่นอนว่าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง ปัจจุบันความต้องการรถยนต์ EV ยังมีมากกว่าความสามารถในการผลิต และยังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งบริษัทที่ผลิตรถ EV โดยเฉพาะ และผู้ผลิตรถยนต์เครื่องสันดาปภายในที่ต้องปรับตัวมาทำรถ EV ด้วย ล่าสุด Tesla ยังครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่ง แต่ก็ถูกตีตื้นขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยผู้นำในตลาดโลกปี 2021 มีดังนี้

  1. Tesla เจ้าเก่าเจ้าเดิม ครองส่วนแบ่ง 14% อานิสงส์จากรถรุ่น Tesla Model 3 ที่ครองแชมป์ขายดีอันดับหนึ่งในยุโรปเมื่อปี 2021 ปัจจุบันมีฐานการผลิตในจีนและกำลังจะเริ่มผลิตในยุโรปด้วย 
  2. Volkswagen Group ครองส่วนแบ่ง 12% แต่ครองตลาดอันดับหนึ่งในยุโรป มีแบรนด์ในเครืออย่าง Audi, Porsche, Cupra, SEAT และ Skoda 
  3. SAIC เจ้าของแบรนด์ GM และ Wuling ครองส่วนแบ่ง 11% ได้อานิสงส์อย่างมากจาก Wuling Hongguang Mini EV ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในตลาดจีน
  4. BYD ครองส่วนแบ่ง 9% อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในตลาดประเทศไทย แต่ในระดับโลกเรียกว่ามาแรงเพราะทำยอดขายได้เพิ่มถึง 200% ในปี 2021
  5. Stellantis เจ้าของแบรนด์รถขนาดกะทัดรัดยอดฮิตในยุโรปอย่าง Peugeot, Opel/Vauxhall และ Fiat ครองส่วนแบ่ง 6%
  6. BMW Group เจ้าของ BMW และ Mini Cooper ถือส่วนแบ่ง 5% ปีที่แล้วทำยอดขาย EV โต 70% แต่ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับเจ้าอื่น ๆ ที่พุ่งแรงแซงหน้า
  7. Hyundai Motor Group ถือส่วนแบ่ง 5% เช่นกัน โดยมีแบรนด์ในเครือคือ Hyundai และ Kia

 

2. ผู้ผลิตส่วนประกอบในรถยนต์และธุรกิจห่วงโซ่อุปทาน

การเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปภายในมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในรถ EV หมายความว่าจำนวนชิ้นส่วนต่าง ๆ ในรถจะลดลงจากราว 1,400 เหลือเพียง 200 ชิ้นส่วนเท่านั้น เทรนด์รถ EV จึงไม่กระทบแค่เพียงผู้ผลิตรถยนต์ แต่ยังจะกระทบไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอีกนับพันเจ้า บางชิ้นส่วนจะไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป เช่น ระบบไอเสีย วาล์ว เพลาข้อเหวี่ยง ในขณะที่บางชิ้นส่วนจะต้องมีการเปลี่ยนสเป็คเพื่อให้เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้า เช่น จานเบรกที่รับน้ำหนักได้มาก (เพราะ EV มีน้ำหนักมากกว่ารถเครื่องสันดาปภายใน) อาจต้องเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่ทนทาน ตัดยากมากขึ้น ซึ่งก็ส่งผลไปถึงผู้ผลิตเครื่องจักรด้วยว่าความต้องการเครื่องตัดประสิทธิภาพสูงจะเพิ่มมากขึ้น 

ส่วนผู้ผลิตที่น่าจะได้รับผลเชิงบวกจากการเปลี่ยนไปใช้รถ EV นั่นก็คือผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และแบตเตอรีรวมทั้งสถานีชาร์จ ทั้งนี้ แบตเตอรีเรียกได้ว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อการผลิตและจำหน่ายรถ EV ปัจจุบันผู้ผลิต 5 เจ้าหลักครองส่วนแบ่งถึงกว่า 80% ในตลาดจึงมีอำนาจต่อรองสูง ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่บรรดาผู้ผลิตจะพยายามหันมาผลิตแบตเตอรีเองกันมากขึ้น ที่เห็นตอนนี้แล้วเช่น Tesla และผู้ผลิตค่ายจีน นับเป็นจุดปรับตัวที่ภาคอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยต้องเตรียมปรับความสามารถให้รองรับการผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น มีข่าวดีคือ MG ประกาศเมื่อต้นปี 2022 ว่าจะลงทุน 2,500 ล้านบาทเพื่อสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรีในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยซึ่งภาคการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์คิดเป็น 18% ของตัวเลขการส่งออก ถือว่าอาจอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงจากแนวโน้มการเปลี่ยนไปใช้รถ EV ทั่วโลก นักวิเคราะห์มองว่าอุตสาหกรรมไทยยังไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยเพียงพอรองรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังเสียเปรียบเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียที่นอกจากจะมีค่าแรงถูกกว่าแล้ว ยังเป็นแหล่งแร่นิเกิลที่จำเป็นต่อการผลิตแบตเตอรีถึง 30% ของโลก

 

3. เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ

ถึงแม้เทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (autonomous vehicle) จะเป็นคนละเรื่องกันกับความเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสองเทคโนโลยีนี้เติบโตไปในทางเดียวกัน และการใช้พลังงานไฟฟ้าก็เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ทรงพลังกว่าทั้งด้วยการที่มีแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เสถียร และการตอบสนองที่รวดเร็วกว่าไม่ว่าจะเป็นการเร่งหรือเบรก 

ผู้ผลิตอย่าง Tesla ที่เกิดมากับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะนั้นมีการพัฒนาเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติเป็นของตนเอง แต่ก็มีบริษัทอื่น ๆ ที่ขายเฉพาะเทคโนโลยีอัจฉริยะให้กับผู้ผลิตรถยนต์ เช่น Infineon และ Aptiv ที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่บริษัทเทคโนโลยีเจ้าใหญ่จะหันมาจับมือกับบริษัทรถยนต์เพื่อผลิตรถยนต์อัจฉริยะของตนเอง เช่น Apple ที่มีข่าวว่ากำลังเจรจากับผู้ผลิตรถอย่าง Hyundai เพื่อพัฒนารถยนต์ไร้คนขับเป็นของตนเอง 

 

4. แพลตฟอร์มเรียกรถรับส่ง

เมื่อพิจารณาราคาพลังงานต่อกิโลเมตรที่ถูกกว่าของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะเห็นว่ากลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์ด้านต้นทุนจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือรถรับจ้างที่แต่ละวันวิ่งระยะทางเฉลี่ยเยอะกว่าผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวทั่วไป หลายแพลตฟอร์มเริ่มจับมือกับค่ายรถแล้วเพื่อส่งเสริมการนำรถ EV มาใช้รับส่งผู้โดยสาร แต่มองไปไกลกว่านั้น หากเทคโนโลยีไร้คนขับนำมาใช้ได้จริงเมื่อไหร่จะเป็นการเปลี่ยนโฉมวงการแท็กซี่และแพลตฟอร์ม ride sharing อย่างมาก และก็อาจไม่ใช่ฝันที่ไกลจนมองไม่เห็น เพราะทุกวันนี้หลายแพลตฟอร์มในสหรัฐกำลังแข่งกันทดสอบโครงการรถรับส่ง ‘ไร้คนขับ’ แล้วโดยเปิดให้ผู้ใช้งานในบางเมืองสามารถเรียกใช้รถเหล่านี้ได้จริง (แต่ยังมีพนักงานนั่งหลังพวงมาลัยอยู่เพื่อทำหน้าที่จอดรถหรือบังคับรถในกรณีฉุกเฉิน)

 

5. ผู้ผลิตพลังงาน

หากมีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจริง ๆ ความต้องการน้ำมันทั่วโลกก็มีแนวโน้มจะลดลง ส่วนความต้องการไฟฟ้าก็คงจะเพิ่มขึ้น คำถามข้อหนึ่งที่หลายคนกังขาก็คือการเปลี่ยนจากน้ำมันไปใช้พลังงานไฟฟ้าจะดีต่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือ ถ้าเรายังใช้พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ใช่พลังงานสะอาด คำตอบคือ รถ EV ยังคงดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ารถยนต์เครื่องสันดาปภายใน ต่อให้คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมครบทั้งห่วงโซ่อุปทานแล้วก็ตาม ตัวเลขการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากรถที่วิ่งด้วยน้ำมันในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 236 กรัมต่อกิโลเมตร ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 124 กรัม/ก.ม. และหากใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้มากขึ้นก็มีโอกาสจะลดการปล่อยก๊าซเหลือเพียง 31 กรัม/ก.ม. ในปี 2050

แน่นอนว่าหากจะให้ดียิ่งขึ้นเราคงต้องตั้งเป้าเปลี่ยนการผลิตไฟฟ้าให้หันไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นด้วย 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

พลังงานหมุนเวียน : โอกาสในวิกฤตเมื่ออียูเตรียมเก็บภาษี CBAM กับสินค้านำเข้า

 

และนี่ก็คือแนวโน้มที่น่าสนใจจากเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นที่จับตาทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในหลากหลายธุรกิจรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เปิดให้ลงทุนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ สมัครเป็นนักลงทุนกับเพียร์ พาวเวอร์ได้ฟรี

 

 

ลงทุนธุรกิจ พลังงานสะอาด Green Energy

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
PeerPower Team