การแต่งงานในโลกของธุรกิจ
เจ้าของธุรกิจบางคนเคยเล่าว่า คนที่คุยด้วยยากที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นผู้ถือหุ้นด้วยกันเอง สองกลุ่มนี้ต่างกันตรงที่การพูดคุยกับลูกค้าคือการโน้มน้าวให้เขาตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเรา แต่ถ้าลูกค้าไม่ซื้อ เราก็แค่เอาของเราไปเสนอขายคนอื่นต่อ แต่สำหรับผู้ถือหุ้น มันเป็นการพยายามหาจุดร่วมในการตัดสินใจ ภายใต้ผลประโยชน์ ความคาดหวัง และมุมมองที่ไม่ตรงกันเสมอไป ซึ่งสุดท้ายมักได้ข้อสรุปที่ไม่น่าพอใจสำหรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ปีหน้าจะขยายธุรกิจอีกกี่สาขา / จะรับเงินลงทุนเพิ่มหรือไม่ /ถ้ามีคนมาขอซื้อหุ้น ควรขายหรือเปล่า หรือแม้แต่วันที่ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งเริ่มหมดแพชชั่นกับธุรกิจ เพราะไม่อยากทำต่อแล้ว ผู้ถือหุ้นคนอื่นที่เหลือคิดว่าควรทำอย่างไร จะปล่อยให้เขาขายหุ้นตัวเองหรือไม่ แล้วเขาจะขายให้ใคร หรือตัวเองจะยอมซื้อหุ้นต่อมาถือเอง หรือจะให้เขาถือหุ้นต่อไปทั้งที่ไม่มีบทบาทในการบริหาร ในขณะที่ตัวเองทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้บริษัทประสบความสำเร็จ ทุกๆครั้งคือเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออนาคตของธุรกิจที่มีแต่ภาพความไม่แน่นอนในอนาคต
ลองคิดง่ายๆ หากเราเป็นเจ้าของบ้านหนึ่งหลังร่วมกับแฟนของเรา เราไม่ได้มีสิทธิตัดสินใจทุกอย่างได้ลำพังว่าจะต่อเติมบ้านไหม จะนำสุนัขหรือแมวมาเลี้ยง หรือหากมีคนนึงร้อนเงินจะปล่อยเช่า หรือจะยอมขายบ้านทั้งหลังหรือไม่
เราจึงเคยได้ยินคำเปรียบเทียบว่า Cap table = Marriage analogy หรือ การหาเพื่อนร่วมธุรกิจไม่ต่างกับการหาคู่ชีวิต ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ จะขอนำเสนอเคสที่น่าสนใจในโอกาสต่อๆไปนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข้อกำหนดในส่วนที่ 6–10 ไม่ว่าจะเป็น Tag-along, Drag-along, Liquidation Preference, Founder Vesting และ Deadlock Resolution เข้ามาช่วยแก้ไขในแต่ละธุรกรรม (Transaction) ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในอนาคตของบริษัทเพื่อกำหนดให้ชัดว่า เมื่อถึงวันที่ผลประโยชน์ไม่ตรงกัน ธุรกิจจะเดินต่ออย่างไร ใครมีสิทธิอะไร และแต่ละฝ่ายจะหาทางออกจากความขัดแย้งนั้นแบบไหน
6. Tag-along Rights หรือสิทธิขายหุ้นไปด้วยกัน
ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่จะขายหุ้นออกไป ผู้ถือหุ้นรายย่อยมีสิทธิขอติดสอยห้อยตามในการขายด้วยภายใต้ราคาและเงื่อนไขเดียวกัน ข้อนี้มีไว้เพื่อป้องกันปัญหาคลาสสิก เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่มักมีอำนาจต่อรองในการซื้อขายที่มากกว่าผู้ถือหุ้นรายย่อย ทำให้มักได้ผลลัพธ์ที่ต้องการในการเจรจา
Tag-along จึงเป็นเครื่องมือสำหรับคุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะถูกทิ้งไว้กับคนที่พวกเขาไม่ได้เลือก ในขณะที่บางคนสามารถทำกำไรก้อนโตได้ก่อนเพื่อน (Cash out)
7. Drag-along Rights หรือสิทธิลากไปขายด้วยกัน
หากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ตกลงจะขายบริษัท พวกเขาสามารถ "ลาก" ผู้ถือหุ้นเสียงส่วนน้อยให้ขายตามไปด้วยได้ ถ้า Tag-along คือสิทธิ “ขอร่วมขายไปด้วย” Drag-along ก็คือ”บังคับให้ขายไปด้วย”
ในโลกของการซื้อขายกิจการ มีผู้ซื้อบางประเภทที่ต้องการซื้อบริษัททั้งหมดหรือในสัดส่วนที่ใหญ่มาก เพื่ออำนาจในการบริหารแบบเบ็ดเสร็จ ข้อกำหนดนี้จึงบังคับให้เมื่อผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ตัดสินใจขายบริษัทตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยต้องขายไปพร้อมกันด้วย
เหตุผลหลักของข้อนี้เป็นการปกป้องผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ดีลที่มีมูลค่าเกิดล่มเพราะมีคนส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วย เช่น รายย่อยอยากเก็บหุ้นไว้เองเพื่อหวังขายในตอนที่มีมูลค่าสูงกว่า ซึ่งอาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้
8. Liquidation Preference (สิทธิได้รับเงินคืนก่อน)
เมื่อบริษัทถูกขายหรือเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นกลุ่มไหนจะได้เงินก่อนและได้เท่าไหร่
เวลาบริษัทประสบปัญหา ต้องเลิกกิจการทำการชำระบัญชีและปิดบริษัท จะมีเงินที่เหลืออยู่หลังจากทำการขายทรัพย์สินและชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสิทธิได้รับเงินก่อนผู้ถือหุ้น Liquidation Preference จะเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ถือหุ้น ว่าหุ้นกลุ่มไหนจะได้รับชำระเงินก่อน โดยปกติแล้วเงื่อนไขข้อนี้ นักลงทุนที่เข้ามารอบทีหลังจะมีสิทธิได้รับชำระเงินก่อน เช่น นักลงทุน Series B มีสิทธิเหนือนักลงทุน Series A แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกันในแต่ละดีล
9. Founder Vesting และกรณีคนออกจากบริษัท
เงื่อนไขที่ระบุว่า Founder จะได้หุ้น "จริงๆ" ก็ต่อเมื่อทำงานครบตามเวลา (Vesting) เช่น ทยอยได้ตามจำนวนปีที่ทำงาน เงื่อนไขนี้มีไว้เพื่อป้องกันที่ผู้ก่อตั้งคนหนึ่งออกจากบริษัทเร็ว แต่ยังเป็นผู้ถือหุ้นก้อนใหญ่อยู่และจะได้ประโยชน์จาก upside ของบริษัทในอนาคต
บางสัญญาอาจมีการระบุไว้เป็น ข้อห้ามที่ชัดเจน เช่น Founder Locked-in ห้าม CEO หรือทีมผู้บริหารของบริษัทลาออกภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากนักลงทุนในบางดีลซื้อกิจการโดยคำนึงถึงความสามารถของทีมผู้บริหารเป็นปัจจัยหลักและบวกราคาดังกล่าวเข้าไปในราคาซื้อขายแล้ว ดังนั้นความเสี่ยงที่คนเก่งไม่อยู่จึงเป็นส่วนสำคัญ
10. กลไกแก้ทางตันและข้อพิพาท (Deadlock / Dispute Resolution)
กลไกจัดการเมื่อผู้ถือหุ้นโหวต 50/50 แล้วหาทางออกไม่ได้จนบริษัทเป็นอัมพาต
สุดท้ายต่อให้ทำเอกสารคลอบคลุมทั้งจักรวาลแค่ไหน ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าคนจะไม่ทะเลาะกัน ดังนั้น Shareholder Agreement ที่ดีจึงควรกำหนดไว้ด้วยว่า “ถ้าตกลงกันไม่ได้ จะทำอย่างไร”
รูปแบบหนึ่งที่พบบ่อยในธุรกรรมการซื้อขายหุ้น คือ Russian Roulette Game: ฝ่ายหนึ่งเสนอราคามา "ฉันขอซื้อหุ้นเธอที่ราคานี้" แต่อีกฝ่ายมีสิทธิเลือกว่า "จะยอมขาย" หรือ "จะขอซื้อหุ้นของฝ่ายแรกในราคาเดียวกันนั้นแทน" เกมนี้จะบังคับให้ทุกคนเสนอราคาที่ยุติธรรมที่สุด เพราะถ้าเหลี่ยมเสนอราคาที่ต่ำเกินไปเพื่อจะหวังฮุบหุ้นเพื่อนของคุณ คุณอาจจะโดนเพื่อนใช้ราคานั้นขอซื้อหุ้นคุณแทน
การระดมทุนคือการวางแผนตั้งแต่ day 1
ในมุมของบริษัทที่เลือกระดมทุนโดยเปิดรับนักลงทุนภายนอก ควรให้ความสำคัญกับการกำหนดเงื่อนไขเหล่านี้ไว้ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น และอย่างที่เคยบอกว่า ข้อกำหนดแต่ละข้อเหมาะกับโครงสร้างที่ต่างกัน
อย่าง Equity Crowdfunding เอง เมื่อบริษัทต้องบริหารผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมากขึ้น การมีกติกาที่ชัดเจนย่อมช่วยลดความคลุมเครือในการตัดสินใจ และช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า หากมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในอนาคต บริษัทจะดำเนินการต่ออย่างไร
ตัวอย่างเช่น ข้อกำหนดอย่าง Founder Lock-in หรือ Founder Vesting อาจมีความจำเป็น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนว่าผู้ก่อตั้งหรือทีมหลักจะยังคงอยู่ขับเคลื่อนธุรกิจต่อในช่วงเวลาสำคัญหลังการระดมทุน เช่นเดียวกับ Tag-along และ Drag-along ที่มีประโยชน์อย่างมากในโครงสร้างที่มีผู้ถือหุ้นหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่มักมีอำนาจต่อรองในการซื้อขายหุ้นมากกว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยอยู่แล้ว
นอกจากการป้องกันปัญหาในปัจจุบันแล้ว การกำหนดกติกาเหล่านี้ให้รัดกุมยังช่วยยกระดับมาตรฐานของบริษัทเพื่อรองรับการเติบโตและการระดมทุนในรอบถัดไปได้อีกด้วย โดยเฉพาะบริษัทที่มีเป้าหมายจะขยายไปสู่การระดมทุนในรูปแบบที่ใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตในเอกสาร IPO ของหลายบริษัทก็จะมีการเปิดเผยโครงสร้างสิทธิของผู้ถือหุ้นและรายละเอียดของข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นไว้ในระดับหนึ่งให้ผู้ลงทุนสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้
สำหรับบริษัทที่สนใจระดมทุน ในส่วนนี้ PeerPower สามารถช่วยให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการออกแบบโครงสร้างและประเด็นทางเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนได้
ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องดำเนินการร่วมกับสำนักงานกฎหมายธุรกิจ เพื่อความรัดกุมและทำให้ข้อกำหนดต่าง ๆ สอดคล้องกับลักษณะของดีล นักลงทุน และแผนการเติบโตของบริษัทในระยะยาว
ดังนั้น Shareholder Agreement จึงไม่ใช่แค่เอกสารทางกฎหมาย แต่ควรถูกมองว่าเป็นการออกแบบโครงสร้างการระดมทุนและความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้นทุกกลุ่ม
คำเตือน : การลงทุนในหุ้นคราวด์ฟันดิงผ่านเพียร์ พาวเวอร์ เป็นการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอทั้งด้านความเสี่ยง และความสามารถในการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ความเสี่ยงในที่นี้หมายถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์และความเสี่ยงในการสูญเสียเงินจากการลงทุน การลงทุนในหุ้นคราวด์ฟันดิงเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน นักลงทุนจะสามารถเริ่มลงทุนได้ต่อก็ต่อเมื่อนักลงทุนทำการลงทะเบียนและผ่านแบบประเมินความรู้ความเข้าใจในการลงทุนแล้ว





-resized.png)

