ถ้าปี 2021 คือยุคที่เงินทุนไหลเข้า startup เหมือนน้ำท่วมทุ่ง ปี 2025–2026 คือช่วงที่น้ำลดลง และเผยให้เห็นชัดขึ้นว่าใครที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้จริง
ข้อมูลจาก DealStreetAsia ระบุว่าสตาร์ทอัพอาเซียนระดมทุนรวมได้ประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 แม้ตัวเลขจะดูเหมือนฟื้นจากปีก่อน แต่ก็ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดของปี 2021 ถึง 75% สวนกระแสที่ funding ทั่วโลกกลับฟื้นตัวเร็วกว่าชัดเจน
วันนี้มี startup จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ตาย แต่ก็ไม่ได้โต ไม่มีเงินทุนใหม่ และอยู่ในโหมด “ประคองตัว” หรือเรียกว่า “ซอมบี้” ดังนั้นการระดมทุนจึงไม่ควรจะใช่เรื่องที่ “ค่อยว่ากันตอนเงินใกล้หมด” อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องที่ผู้ก่อตั้งต้องเข้าใจตั้งแต่วันแรก
เพราะการระดมทุนคือ การวางจังหวะให้ถูก เลือก valuation ให้เหมาะสม และมองหานักลงทุนที่ใช่ มากกว่าการทำยังไงก็ขอแค่ได้เงิน
ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในการระดมทุน
การระดมทุนคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนที่สุดรูปแบบหนึ่งระหว่าง “ผู้ประกอบการ” กับ “นักลงทุน”
สำหรับนักลงทุนบางคน การลงทุนในสตาร์ทอัพคือหน้าที่ในงานประจำ บางคนมองว่าเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ทางเลือก และบางคน…ก็เป็นงานอดิเรกที่ช่วยให้ได้พบเจอกับคนใหม่ๆ แต่สำหรับผู้ก่อตั้ง มันคือเรื่องของ “ความอยู่รอดของบริษัท”
นักลงทุนมักจะได้เจอผู้ก่อตั้งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ช่วงเวลาที่เริ่มตระหนักว่า รายได้ยังไม่มา แต่มีค่าใช้จ่ายมหาศาลกำลังรออยู่ และ Runway หรือ เงินสดที่เหลือในมือกำลังค่อยๆ หมดลง
ในมุมที่สวยงามที่สุด นี่คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายได้มาเจอกัน แลกเปลี่ยนความคิดและพูดคุยถึงภาพอนาคต และอาจได้ช่วยให้ใครสักคนเริ่มต้นเส้นทางของความฝัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือจุดที่ “ความจริง” เริ่มปรากฏ ทั้ง ความผิดหวัง ความไม่เข้าใจ หรือแม้กระทั่งความโกรธ เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกปฏิเสธ
หรือแม้แต่ตอนที่ทั้งสองฝ่าย “ตอบตกลง” พวกเขาก็ยังต้องนั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะ เจรจาว่าบริษัทนี้มีค่าเท่าไหร่ เงินจะแลกกับหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และนักลงทุนมีสิทธิ์ควบคุมแทรกแซงอะไรบ้าง
นักลงทุนที่ดีจะไม่ “เอาเปรียบผู้ก่อตั้งตั้งแต่ต้น” เพราะพวกเขาต้องทำงานร่วมกันไปอีกหลายปี การทำแบบนั้นเหมือนการวางยาพิษในบ่อของตัวเอง แต่ก็จะมีนักลงทุนบางคนที่พยายามใช้ประโยชน์จากความไร้เดียงสาของผู้ก่อตั้งเสมอ
โลกของรอบการระดมทุน
หากมองการสร้างสตาร์ทอัพเหมือนการเล่นเกมยาว การระดมทุนก็คือการเติมเสบียงระหว่างทาง ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ แต่ค่อยๆ เกิดเป็น “รอบ” (round) ตามพัฒนาการของบริษัทในแต่ละช่วงเวลา ชื่อของแต่ละรอบอาจเปลี่ยนไปตามยุค ตามประเทศ หรือแม้แต่ตามภาษาที่นักลงทุนแต่ละกลุ่มใช้เรียกกัน จึงไม่ใช่กฎตายตัวเสียทีเดียว แต่โดยภาพรวมแล้ว ลำดับของการระดมทุนมักไล่จากรอบเล็กที่อิงความเชื่อส่วนตัว ไปสู่รอบใหญ่ที่อิงข้อมูล ผลงาน และศักยภาพในการขยายธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

1.Friends and Family: เงินตั้งต้นจาก “ความเชื่อใจ”
ตรงตัวตามชื่อ คือเงินจากเพื่อน คนใกล้ตัว หรือครอบครัวของผู้ก่อตั้ง จุดสำคัญของรอบนี้ไม่ใช่เรื่อง valuation ที่ซับซ้อนหรือแบบจำลองทางการเงินที่สมบูรณ์ แต่คือ “ความเชื่อใจในตัวคน”
ในทางปฏิบัติ เงินก้อนนี้มักถูกใช้เพื่อพิสูจน์ว่าไอเดียพอจะตั้งต้นได้จริง เช่น ทำต้นแบบ ทดลองตลาด จ้างทีมชุดแรก หรือประคองบริษัทให้อยู่รอดในช่วงที่ทุกอย่างยังไม่ชัดเจน ตัวอย่างคลาสสิกคือ Amazon ที่ Jeff Bezos ระดมเงินจากพ่อแม่ราว ~$250,000 ในช่วงเริ่มต้น โดยบอกตรงๆ ว่ามีโอกาสล้มเหลวสูง หรือ Facebook ที่ช่วงแรกก็พึ่งเงินจากเครือข่ายใกล้ตัวก่อนจะขยายไปสู่ angel investors
2.Pre-Seed: เงินสำหรับพิสูจน์ว่าปัญหานี้มีอยู่จริง และทีมนี้แก้ได้จริง
เมื่อบริษัทเริ่มพ้นจุดที่เป็นเพียงไอเดียบนกระดาษ การระดมทุนรอบ Pre-Seed จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยแหล่งเงินอาจมาจาก angel investor นักลงทุนรายบุคคล หรือกองทุนขนาดเล็กที่รับความเสี่ยงได้สูง รอบนี้ตลาดยังไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ แต่ต้องการเห็น “สัญญาณ” บางอย่างแล้ว เช่น ปัญหาที่ต้องแก้ชัด ทีมที่ดูเชื่อถือได้ ผลิตภัณฑ์ตั้งต้นที่เริ่มใช้งานได้ หรือ traction ระดับต้นที่พอทำให้เชื่อว่าบริษัทนี้มีสิทธิ์ไปต่อ ถ้าจะเปรียบแบบตรงไปตรงมา Pre-Seed คือช่วงที่ผู้ก่อตั้งยังขาย “ความเป็นไปได้” เป็นหลัก แต่ความเป็นไปได้นั้นต้องเริ่มมีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่แค่คำพูดล้วนๆ
ตัวอย่างเช่น Airbnb ที่ช่วงแรก founders ต้องขายซีเรียลในช่วงเลือกตั้งเพื่ออยู่รอด (Obama O’s) ก่อนจะได้ funding accelerator ชื่อดังอย่าง Y Combinator หลังจากอธิบายอยู่นานว่าโมเดลให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ที่บ้านเติบโตได้อย่างไร
3.Seed: การพิสูจน์ว่าเริ่มมีตลาดรองรับแล้ว
นักลงทุนในรอบนี้มักเป็นกองทุนที่เชี่ยวชาญด้าน Seed โดยเฉพาะ หรือเป็น Seed program ของกองทุนขนาดใหญ่ที่ต้องการเข้ามาทำความรู้จักบริษัทตั้งแต่ต้น ก่อนจะตามลงทุนในรอบถัดไปหากบริษัทพัฒนาได้ตามที่หวัง นี่คือรอบที่บริษัทต้องแสดงให้เห็นได้ว่า สินค้าหรือบริการของตัวเอง “มีคนต้องการจริง” และความต้องการนั้นมีโอกาสขยายเป็นธุรกิจได้ชัดเจน
ดังนั้น เงินในรอบ Seed จึงไม่ได้ใช้เพียงเพื่อ “อยู่รอด” แต่ใช้เพื่อเร่งการเรียนรู้ของบริษัท เช่น หาความเหมาะสมระหว่างสินค้าและตลาด (product-market fit) ปรับโมเดลธุรกิจ สร้างทีมหลัก และเริ่มวางระบบการเติบโตที่จริงจังขึ้น ตัวอย่างในรอบนี้คือ Uber ที่ seed round ปี 2010 ระดมทุนจำนวน ~$1.25 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนที่ตอนนั้นโมเดลคือ UberCab ที่ให้บริการในไม่กี่เมือง
4.Series A และ B: จากการพิสูจน์แนวคิด สู่การพิสูจน์ว่าโตเป็นธุรกิจจริงได้
เมื่อบริษัทผ่านช่วงทดลองตลาดมาได้ระดับหนึ่ง การระดมทุนจะขยับเข้าสู่ Series A และ Series B ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเงินจากกองทุนสถาบันมากขึ้น หลายคนมักเรียกรวม Seed, A และ B ว่าเป็นช่วง early stage แต่ถ้ามองให้ลึก คำว่า early stage ไม่ได้แปลว่า “เพิ่งเริ่ม” เสมอไป มันหมายถึงบริษัทที่ยังอยู่ในช่วงสร้างฐานและพิสูจน์โมเดลว่าจะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพหรือไม่
Series A มักเป็นรอบที่นักลงทุนอยากเห็นว่า บริษัทไม่ได้มีแค่สินค้าและลูกค้าเริ่มต้น แต่เริ่มมีเครื่องยนต์ธุรกิจที่พอจะขยายได้แล้ว เช่น รายได้เติบโตได้ดี มี retention หรือการใช้ซ้ำงานจริง และมีโครงสร้างทีมที่พร้อมรองรับการขยับขยาย
ส่วน Series B จะขยับจากคำถามว่า “โตได้ไหม” ไปสู่ “โตเร็วและโตใหญ่ได้แค่ไหน” เงินในรอบนี้จึงมักถูกใช้เพื่อขยายทีม ขยายพื้นที่ตลาด ลงทุนในเทคโนโลยี เสริมระบบปฏิบัติการ และเร่งการเติบโตให้บริษัทก้าวจาก startup ไปสู่ธุรกิจที่มีโครงสร้างชัดขึ้น
กรณีของ Grab น่าสนใจมาก เริ่มจากบริการเรียกแท็กซี่ในมาเลเซียภายใต้ชื่อ MyTeksi ก่อนจะค่อยๆ ขยายตัวออกไปในในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการระดมทุนรอบ Series B มูลค่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ จนกลายเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคได้จริง

5.Series C และหลังจากนั้น: เงินก้อนใหญ่ที่มาพร้อมแรงกดดัน
เมื่อบริษัทเดินมาถึง Series C หรือรอบที่ลึกกว่านั้น ขนาดของดีลมักจะใหญ่ขึ้นมาก เพราะโจทย์ไม่ใช่แค่การพิสูจน์ธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็นการเร่งบริษัทให้ครองตลาด ขยายไปต่างประเทศ ซื้อกิจการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือเตรียมตัวสู่การ Exit เช่น IPO หรือ M&A
ในมุมหนึ่ง การมาถึงรอบลึกแปลว่าบริษัทสามารถอยู่รอดและเติบโตมาได้ไกลพอสมควร แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้ความคาดหวังสูงขึ้นอย่างมากเช่นกัน เพราะทุกเงินก้อนใหม่ที่ใส่เข้ามา มักมาพร้อมแรงกดดันให้บริษัทต้องโตต่อเนื่องในระดับที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
WeWork เป็นตัวอย่างอีกด้านหนึ่งที่สำคัญมาก การล่มสลายของบริษัท Co-working space ชื่อดังชี้ให้เห็นว่า การระดมทุนรอบใหญ่และ valuation ที่พุ่งสูง ไม่ได้แปลว่าธุรกิจแข็งแรงเสมอไป
ในเดือนมกราคม 2019 SoftBank ลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่มูลค่ากิจการราว 47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่ร้อนแรงที่สุดของโลกในเวลานั้น เมื่อบริษัทเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ IPO นักลงทุนกลับได้เห็นภาพอีกด้าน ทั้งเรื่องการขาดทุนจำนวนมาก ภาระสัญญาเช่าระยะยาว และปัญหา governance จากผู้ก่อตั้ง
นี่คือเหตุผลที่หลายคนมองว่า หากบริษัทไปถึง Series F หรือไกลกว่านั้นโดยยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจน ก็อาจเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังติดอยู่ในเกมที่ต้องระดมทุนเพิ่มไปเรื่อยๆ เพื่อประคองมูลค่าและการเติบโต โดยที่ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านผลตอบแทนจากการลงทุนได้จริง
รอบการระดมทุนไม่ใช่แค่ชื่อเรียก แต่เป็นภาพสะท้อนของสถานะบริษัท
สุดท้ายแล้ว การดูว่าบริษัทอยู่รอบไหน “ชื่อรอบ” อาจไม่ได้บอกอะไรเราได้มากนัก สิ่งที่สำคัญกว่าคือ บริษัทได้พิสูจน์อะไรมาแล้วบ้าง กำลังใช้เงินไปเพื่ออะไร และนักลงทุนกำลังคาดหวังอะไรจากบริษัทในช่วงนั้น ในฐานะผู้ประกอบการหรือนักลงทุนเองก็ตาม เราควรตอบให้ได้ว่า “โจทย์ของบริษัท ณ ตอนนี้คืออะไร” กำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ตัวเอง หรือกำลังอยู่ในช่วงที่ถูกทดสอบว่าจะไปต่อไหวหรือไม่
เพราะในโลกที่เงินทุนไม่ได้ไหลง่ายเหมือนเดิม ความเข้าใจเรื่องเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ความรู้เสริมอีกต่อไป แต่มันคือ “พื้นฐาน” ที่ต้องเข้าใจตั้งแต่วันแรกของการสร้างบริษัท
คำเตือน : การลงทุนในหุ้นคราวด์ฟันดิงผ่านเพียร์ พาวเวอร์ เป็นการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอทั้งด้านความเสี่ยง และความสามารถในการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ความเสี่ยงในที่นี้หมายถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์และความเสี่ยงในการสูญเสียเงินจากการลงทุน การลงทุนในหุ้นคราวด์ฟันดิงเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน นักลงทุนจะสามารถเริ่มลงทุนได้ต่อก็ต่อเมื่อนักลงทุนทำการลงทะเบียนและผ่านแบบประเมินความรู้ความเข้าใจในการลงทุนแล้ว





-resized.png)

