Financial Inclusion

Financial Inclusion ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินด้วย Fintech | PeerPower

Financial Inclusion เป็นการพยายามแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการเงินโดยภาครัฐและธนาคาร ที่จับมือกับเอกชนเพื่อเข้าถึงผู้คนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน

  • Financial Inclusion คือความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้
  • Financial Inclusion แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ 1)ธนาคารให้การสนับสนุน Fintech เพื่อทำธุรกรรมได้แทนธนาคาร  2) Fintech ที่ช่วยเหลือกลุ่มคนที่ไม่มีเครดิตกับธนาคารให้สามารถทำธุรกรรมได้
  • พาร์ทเนอร์ที่ธนาคารให้การสนับสนุน จะเป็นองค์กรที่ให้บริการเรื่องเทคโนโลยีโดยตรง หรือเป็นองค์กรอื่นที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ก็ได้
  • หลายประเทศในเอเชียมีอัตราการเติบโตของ Fintech อันเป็นผลมาจาก Financial Inclusion ซึ่งมีข้อบ่งชี้ว่ามีผลต่อการเติบโตของ GDP ภายในประเทศ
  • ในประเทศไทยเริ่มดำเนินการ Financial inclusion ในรูปแบบของ Banking Agent เมื่อปี 2010 ผ่านตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งทำธุรกรรมทุกอย่างแทนธนาคารได้ ยกเว้นการถอนเงินสด

Financial Inclusion ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินด้วย Fintech

ถ้าเป็นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว การทำธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มคนที่ไม่มีบัญชีออมทรัพย์หรืออยู่ห่างจากธนาคารเป็นเรื่องยุ่งยาก และกลายเป็นต้นทุนที่ไม่มีใครอยากจ่าย ลองนึกภาพคนงานเก็บใบชาค่าแรงวันละ 200 บาท บนดอยที่ใช้เวลาในการเดินทาง 8 ชั่วโมงลงมาในเมืองเพื่อไปทำธุรกรรมกับทางธนาคารเพื่อฝากเงินไม่กี่พันบาท จะพบว่าต้นทุนไม่น้อยเลย เพราะนอกจากต้นทุนเรื่องเวลาแล้ว แน่นอนว่าย่อมมีค่าใช้จ่ายอื่นรวมเข้าไปด้วย แต่ในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีเป็นใจ ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น เราเรียกการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินนี้ว่า Financial Inclusion

Financial Inclusion คืออะไร

แนวคิด Financial Inclusion  คือการเพิ่มโอกาสทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยที่ไม่จำกัดว่าต้องทำผ่านธนาคารเท่านั้น เพื่อให้คนที่อยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ และมีฐานะยากจน สามารถบริหารจัดการการเงินของตัวเองได้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล ที่ดำเนินการผ่านธนาคารพาณิชย์ในการแต่งตั้งตัวแทนเอกชน(Agent Bank ซึ่งจะพูดถึงในโอกาสต่อไป) ให้ดำเนินการให้บริการและจัดการการเงิน ให้สินเชื่อ โอน จ่าย หรือธุรกรรมต่างๆ แทน  ซึ่งเป็นได้ทั้งร้านสะดวกซื้อ องค์กรไปรษณีย์ เคาท์เตอร์เซอร์วิส หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ และแบบที่เป็นการให้บริการทางการเงินผ่านเทคโนโลยี(Fintech) ที่เกิดขึ้นโดยเอกชน

Financial Inclusion เกี่ยวข้องอย่างไรกับ Fintech

Financial Inclusion เกี่ยวข้องอย่างไรกับ Fintech

จากแนวคิดดังกล่าวจะพบว่า Financial Inclusion จะเป็นอะไรก็ได้ที่เข้าถึงผู้ด้อยโอกาสทางการเงิน ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การนำ Fintech เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ง่าย เนื่องเหตุผลหลายประการ ดังต่อไปนี้

Fintech เข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่าย และครอบคลุม

ประชาชนส่วนมากในประเทศเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งช่วยลดต้นทุนทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

Fintech ให้บริการเฉพาะเรื่อง

Fintech แต่ละประเภทจะตอบโจทย์ความต้องการใดความต้องการหนึ่งของผู้ใช้งาน ไม่ครบวงจรจบในที่เดียวเหมือนกับธนาคาร เช่นการจ่ายค่าบริการเล็กๆ น้อยๆ การแลกเปลี่ยนเงินต่างสกุล การฝากหรือโอนเงิน การให้สินเชื่อรายย่อย ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมาเคยทำได้เฉพาะที่ธนาคาร ซึ่งไม่จำเป็นในปัจจุบัน สำหรับผู้ใช้งานบางกลุ่มการเดินทางไปธนาคารเพื่อจ่ายบิลใบเดียว ในเวลา 15 นาที นั่นคือต้นทุนที่สามารถหายไปได้ด้วยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้

Fintech แก้ปัญหาเรื่องเครดิต

การไม่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารกระทบไปถึงเรื่องการขอสินเชื่อ เพราะธนาคารพิจารณาให้สินเชื่อจากหลักฐานทางการเงิน ซึ่งทำให้กลุ่มที่ไม่มีบัญชีถูกตัดขาดจากบริการในส่วนนี้โดยอัตโนมัติ แต่ Fintech ช่วยให้การขอสินเชื่อมีความเป็นไปได้ เพราะ Fintech ที่ให้บริการด้านสินเชื่อมักพัฒนาระบบการตรวจสอบวินัยทางการเงินหรือเครดิตขึ้นมาในองค์กร เช่นเพียร์ พาวเวอร์เองก็มีระบบเครดิตสกอร์ ให้บริการในส่วนนี้ จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินหรือ Financial Inclusion รูปแบบหนึ่ง

Fintech มีความยืดหยุ่น

เพราะเป็นการบริการตัวเองจึงเข้าถึงได้ในทุกที่ทุกเวลา แค่มีอินเทอร์เนต และสมาร์ทโฟนเท่านั้น ไม่มีการเปิดปิดเหมือนธนาคาร

Financial Inclusion ในต่างประเทศ

Financial Inclusion ในต่างประเทศเป็นอย่างไร

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเงินเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ และหลายประเทศมีนโยบายนำ Financial Inclusion เข้ามาปรับใช้ เป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล เช่นประเทศจีน ที่เข้าสู่สังคมไร้เงินสด เมื่อมี Alipay เข้ามาใช้ หรือเป็นในประเทศเคนยา ที่มีการนำแอปพลิเคชั่น M-Pesa เข้ามาใช้ ทั้งสองแอปพลิเคชั่นเป็นบริการการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ

ในขณะที่ในมาเลเซีย Fintech ที่รัฐบาลนำมาปรับใช้เพื่อสร้างระบบ Financial Inclusion ให้เป็นจริง เป็นลักษณะของ Agent Banking ทำทุกอย่างแทนธนาคารได้ โดยในปี 2018 ในมาเลเซียมีตัวแทนธนาคารในลักษณะดังกล่าวถึง 7,984 ราย เน้นไปที่ให้บริการจ่ายบิลและฝากเงิน

ส่วนที่อินเดีย ระบบ Financial Inclusion ในอินเดียเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 1960 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้มีการเข้าถึงบริการทางเงินของคนที่ไม่อยู่ในเมืองใหญ่มากขึ้น จึงดำเนินการให้ธนาคารพาณิชย์ขยายพื้นที่ให้บริการในพื้นที่ยากจนของอินเดียมากขึ้น โดยชะลอการขยายสาขาในเมืองใหญ่ของธนาคารลง ซึ่งธนาคารแห่งแรกที่เกิดขึ้คือ Bombay Banker โดยรูปแบบ Financial Inclusion ในอินเดียนั้น แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือแบบ Business Facilitators เป็นการช่วยเหลือ วางแผน ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้สินเชื่อ รวมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติผู้กู้เบื้องต้น และให้คำแนะนำในการจัดการหนี้สิน เช่นกลุ่มชมรม สหกรณ์ต่างๆ และองค์กรที่อยู่ภายใต้ธนาคารพาณิชย์ และแบบ Business Corespondents ที่เป็นหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่ให้บริการการทำธุรกรรมเหมือนธนาคาร แต่ด้วยนโยบายการเพิ่มสาขาในพื้นที่ห่างไกลความเจริญของธนาคารที่ดำเนินการควบคู่ไปด้วย ทำให้แบบหลังไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก

ไม่เพียงแต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือมีประชากรจำนวนมากเท่านั้นที่มีความตื่นตัวด้าน Financial Inclusion เพราะ ในประเทศเวียดนาม ความพยายามในการผลักดันระบบเศรษฐกิจที่ประชาชนเข้าถึงได้ โดยมีนโยบายที่ชัดเจนว่า Fintech ต้องมีการกำกับดูแลโดยกรรมการจากธนาคาร ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาเป็นรูปแบบของแอปพลิเคชั่น MOMO ระบบ E- Wallet เพื่อการใช้จ่าย โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคาร Standard Sharterd

Financial Inclusion กับวิธีดำเนินการ Agent Banking ในประเทศไทย

Financial Inclusion ในประเทศไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

ประเทศไทยเองก็มีนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลเช่นกัน และเริ่มมาตั้งแต่ปี 2010 นโยบายดังกล่าวสร้างความเท่าเทียมทางการเงินด้วย Financial Inclusion ในประเทศเราปรากฏออกมาในรูปแบบของการขยายสาขาของธนาคารพาณิชย์ และ Banking Agent ที่ธนาคารแห่งประเทสไทยให้อำนาจธนาคารพาณิชย์ในการแต่งตั้งตัวแทนเพื่อดำเนินการต่างๆ แทนธนาคาร  สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่ให้บริการทุกอย่างได้ ยกเว้นการถอนเงินสด ที่ทำได้เฉพาะไปรษณีย์เท่านั้น แต่เราจะพบว่ามีการให้บริการแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ให้บริการในด้านการจัดการทางการเงินมากขึ้น และดำเนินการโดยเอกชน

Financial Inclusion กับ GDP

Financial Inclusion ส่งผลต่อ GDP ในแง่การเพิ่ม Consumption ด้วยอัตราการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มมากขึ้น ผ่านแอปพลิเคชั่น และระบบ Mobile Payment ที่ช่วยให้โลกของการค้าไม่ต้องพึ่งพาหน้าร้านและเงินสดอีกต่อไป โดยธุรกิจประเภท E-Commerce ในปี 2017 ของประเทศไทยมีตัวเลขสูงถึง 2,812,592.03 ล้านบาท ซึ่งการเกิดขึ้นและเติบโตของธุรกิจประเภทนี้ ยังช่วยเพิ่มการเติบโตและเกิดใหม่ของสายธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต นำเข้า ส่งออก ที่ล้วนแต่เพิ่มผลิตผลมวลรวมภายในประเทศทั้งสิ้น ยิ่ง Financial Inclusion เติบโตเข้าถึงผู้ใช้งานได้มากเท่าไหร่ อัตราการเติบโตของ GDP ก็ยิ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น โดยมีสถิติบ่งชี้ว่า ในปี 2017 GDP มวลรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นราวๆ 6% จากผลของการนำเทคโนโลยีมาใช้ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน –สพธอ.

จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมให้เกิด Financial Inclusion ส่วนใหญ่เกิดจากการสนับสนุนของรัฐบาล โดยนำเอาเทคโนโลยี Fintech ที่เข้าถึงประชาชนเข้ามาปรับใช้ภายใต้การกำกับดูแลและฟังก์ชั่นเดียวกับธนาคารที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเอง ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น มีความรู้เรื่องการเงินเพิ่มขึ้น สิ่งที่รัฐบาลจะได้กลับมาคืออัตราการเติบโตของ GDP ภายในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

เปิดบัญชีนักลงทุน

Ref.

https://www.worldbank.org/en/topic/financialinclusion/overview

https://www.botlc.or.th/item/kc_recommendation/00000000010

http://www.dv.co.th/blog-th/financial-inclusion-fintech-in-remote-area/

ลงทุนใน SME

Leave a Reply