Bitcoin ซื้อขายอย่างไร

Bitcoin ซื้อลมได้ลมหรือสุดยอดผลตอบแทนจากการลงทุน

Bitcoin(Bitcoin) เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่นักลงทุนจำนวนหนึ่งให้ความสนใจในการลงทุน แม้จะรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง

  • Bitcoin เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดย “ซาโตชิ นากาโมโตะ” ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยตัวตนว่าเป็นบุคคลหรือกลุ่มใด
  • สร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การทำธุรกรรมทางการเงินไม่ต้องถูกควบคุมโดยธนาคาร ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมธนาคารสูงๆ และสามารถตรวจสอบได้โดยสาธารณะ
  • มีลักษณะเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ ที่จะถอดสมการได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพและอยู่ในเครือข่ายของBitcoin
  • การทำธุรกรรมจะถูกเก็บไว้ในเครือข่ายที่เรียงต่อกับเป็นบล็อค ซึ่งเรียกว่า Blockchain 1 บล็อคใช้เวลาถอดสมการ 10 นาที ทุกการยืนยันบล็อคเชนจะให้ผลตอบแทน 50 BTC และมูลค่าผลตอบแทนจะลดลงครึ่งหนึ่งทุกบล็อคที่ 21,000
  • Bitcoinทั้งโลกมีทั้งหมด 21,000,000 BTC ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาขุดทั้งหมด 123 ปี ผลตอบแทนของBitcoin ณ ปัจจุบัน(มีนาคม 2562)อยู่ที่ 120,964.55 บาท
  • บิตคอยน์ใช้จ่ายออนไลน์ได้ และแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลท้องถิ่นได้ด้วย
  • Bitcoinไม่ใช่เงินดิจิตอลสกุลเดียวในโลก เงินดิจิตอลเรียกรวมๆ กันว่า Cryptocurrency มีหลายสกุลที่ได้รับความนิยมเช่นBitcoin(BTC) Euratherum(ETH) และ Ripple(XRP)
  • การลงทุนในBitcoinทำได้ 2 วิธีคือการทำเหมือง(Minner) และการค้าในตลาด Cryptocurrency
  • กลต. รับรองเงินสกุลดิจิตอลจำนวน 7 สกุลรวมทั้ง Bitcoin ให้สามารถค้าขายได้ตามกฎหมาย แต่ ธปท. ออกกฎหมายไม่ให้ธนาคารพาณิชย์สนับสนุนการค้าเงินสกุลดิจิตอล

 

Bitcoin ซื้อลมได้ลมหรือสุดยอดผลตอบแทนจากการลงทุน

เดิม “เงิน” ถูกควบคุมโดยรัฐบาลแต่ละประเทศด้วยกฎหมายการเงินการคลัง และดำเนินการผ่านสถาบันการเงินในประเทศนั้นๆ จนเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า เทคโนโลยีทางการเงินเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่สามารถมีสกุลเงินดิจิตอลขึ้นมาได้ Bitcoin จึงเป็นเงินสกุลดิจิตอลสกุลแรกที่เกิดขึ้น และได้รับความนิยมจากผู้ใช้จนมูลค่าสูงสุดแตะ 200,000 บาทต่อ BTC มาแล้ว ในขณะที่หลายคนลงทุนกับ Bitcoin และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มานานปี แต่ก็ยังมีทั้งคนที่สนใจลงทุนและคนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร เพียร์ พาวเวอร์ จึงอยากพาทุกคนมารู้จักและเข้าใจ Bitcoin กันก่อนที่จะตัดสินใจว่ามันน่าลงทุนหรือไม่ อย่างไรดี

Bitcoin คืออะไร

Bitcoin คือสกุลเงินดิจิตอล ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย “ซาโตชิ นากาโมโตะ” (ในปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นบุคคลหรือกลุ่มใดกันแน่) มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ทำธุรกรรมทางการเงินไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมธนาคารเป็นมูลค่าสูงๆ โดยการจะได้มาซึ่งเหรียญเงินดิจิตอล หรือ Bitcoin นั้นจะต้องมีการถอดสมการคณิตศาสตร์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในเครือข่ายนั้นๆ ก่อน เรียกว่าการ “ขุด”

เมื่อขุดหรือถอดสมการสำเร็จจะเกิดบล็อคใหม่ขึ้นมา 1 บล็อค เรียกว่าบล็อครางวัล (Blockreward) ผู้ที่จะได้บล็อคนี้ไปจะต้องเป็นผู้ที่ถอดสมการเพื่อยืนยันการมีอยู่ของบล็อคนี้ได้ โดยได้รับค่าตอบแทนสูงสุดที่ 50 BTC รางวัลจะลดลงครึ่งหนึ่งทุกครั้งที่มีการขุดครบ 21,000 BTC การขุดบิทคอยน์ในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 ซึ่งจะให้ค่าตอบแทนต่อการยืนยันธุรกรรมครั้งละ 12.5 BTC

เมื่อขุดได้และมีการทำธุกรรม ข้อมูลการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นจะถูกนำมาเก็บไว้ในบล็อคที่เรียกต่อกันเป็นลูกโซ่ เรียกว่า Blockchain ทุกธุรกรรมที่ถูกบันทึกไว้ในบล็อคเชนทุกคนที่มีบัญชีสามารถตรวจสอบธุรกรรมได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการโอนเกิดขึ้น

อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มเข้าใจ Concept ของการผลิตBitcoinแล้ว ว่ามันคือการปล่อยคอมพิวเตอร์ให้ทำงานไปเรื่อยๆ จนถอดสมการเสร็จ แล้วรับผลตอบแทนจากการถอดสมการนั้น และการยืนยันการมีอยู่ของมัน วิธีการแบบนี้เรียกว่าการทำเหมือง(Mining)

นอกจากการยืนยัน Bitcoin เกิดใหม่แล้ว การยืนยันธุรกรรมที่เกิดขึ้นก็มีผลตอบแทนให้ด้วย เป็นค่าธรรมเนียมที่แล้วแต่ผู้ทำธุรกรรมจะตั้งขึ้นมา ดังนั้นบล็อคไหนที่ให้ค่าธรรมเนียมสูง คนก็จะไปช่วยยืนยันมาก แต่คนที่ถอดรหัสจนได้กล่องรางวัลในกรณีนี้คือคนที่ถอดได้ก่อนเท่านั้น

Bitcoin สามารถถอนออกมาเป็นเงินสดได้ โดยแลกผ่านธนาคารเหมือนเงินทั่วไป มูลค่าของ Bitcoin ปัจจุบัน(มีนาคม 2019)อยู่ที่ราวๆ 120,000 บาทต่อBTC โดย Bitcoin มีการป้องกันการเกิดภาวะเงินเฟ้อด้วย 2 สิ่งคือ อัลกอริทึ่มให้ถอดสมการได้ 1 บล็อคในทุก 10 นาที โดยสมการดังกล่าวจะเรียนรู้เครื่องมือ จำนวนผู้ใช้ เพื่อพัฒนาตัวเองให้มีความยากในการถอดสมการที่ 1 หน่วย/10 นาทีเสมอ ไม่ว่าผู้ขุดจะมีจำนวนเท่าไหร่หรือใช้เครื่องมือที่มีความสามารถมากขนาดไหนก็ตาม และมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า Bitcoin ทั้งโลกมีจำนวน 21,000,000 BTC หมายความว่ามันมีวันหมดไปนั่นเอง หลังจากที่ Bitcoin ถูกขุดจนหมด นักขุดจะยังสามารถทำเงินได้จากการช่วยยืนยันธุรกรรม จากค่าธรรมเนียมที่เจ้าของธุรกรรมนั้นเป็นผู้จ่าย

Bitcoin คืออะไร

Bitcoin มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ตามประสานักลงทุนแล้ว มักจะตั้งข้อสงสัยสำหรับผลตอบแทนที่ดีมากๆ แบบนี้ ว่าอะไรที่ดีเกินจริงมันมักจะไม่จริง สำหรับ Bitcoin ก็ไม่ต่างกัน คือมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีของ Bitcoin

  • เป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับในการใช้จ่ายออนไลน์ทั่วโลก
  • โกงไม่ได้ เพราะต้องได้รับการยืนยันก่อนว่าบัญชีผู้โอนโอนมีเงินจำนวนนั้นอยู่จริง จึงจะเกิดการโอนได้เพราะต้องได้รับการยืนยันจากผู้ใช้รายอื่นก่อนทำให้สามารถตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังได้ตั้งแต่ครั้งแรก
  • แลกเป็นเงินสดสกุลท้องถิ่นได้ โดยมีค่าธรรมเนียมต่างกันตามสกุลเงิน แต่ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างสกุลอื่นๆ
  • สามารถลงทุนแบบ Peer to Peer ในตลาดบิทคอยน์ได้
  • เมื่อโอนแล้วจะเอา Bitcoin คืนจากผู้รับโอนไม่ได้

ข้อเสียของ Bitcoin

  • เป็นสกุลเงินที่ไม่มีกฎหมายรองรับในหลายประเทศ(ในประเทศไทย กลต.รับรอง 7 สกุลเงิน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ให้ธนาคารพาณิชย์สนับสนุน)
  • แม้ Bitcoin จะเกิดขึ้นจากการทำธนาคารให้ปลอดค่าธรรมเนียม แต่กลับพบว่าค่าธรรมเนียมการโอน Bitcoin ในปัจจุบันสูงกว่าการทำธุรกรรมผ่านธนาคารโดยตรง ทั้งยังกินเวลานานกว่า
  • ค่าเงินมีความผันผวนมาก
  • ถ้าเป็นการขุด ณ ตอนนี้อาจจะไม่คุ้มค่า เพราะมีผู้เล่นในสนามเป็นจำนวนมาก

Bitcoin มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

Bitcoin ลงทุนได้กี่วิธีอะไรบ้าง

วิธีการลงทุนกับ Bitcoin ทำได้หลักๆ 2 วิธีคือ

ทำเหมือง(Bitcoin Mining)

คือการใช้คอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูงๆ มาตั้งให้ถอดอัลกอริทึ่มไปเรื่อยๆ ยิ่งมีคอมพิวเตอร์จำนวนมากก็ยิ่งมีโอกาสได้เงินมาก สิ่งที่ต้องลงทุนสำหรับวิธีนี้คือ เครื่องขุดมีทั้งแบบที่เป็นคอมพิวเตอร์และเครื่องขุดเฉพาะ ห้องแอร์กว้างๆ เพราะขณะที่เครื่องทำงานจะเกิดความร้อนขึ้น และค่าไฟฟ้า

ซึ่งตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า Bitcoin สามารถถูกขุดขึ้นมาได้ทั้งหมด 21,000,000 BTC และปัจจุบันมีจำนวนผู้ลงทุนทำเหมืองเป็นจำนวนมาก การลงทุนด้วยวิธีนี้อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เพราะมีแค่คนที่สามารถถอดรหัสได้สำเร็จก่อนเท่านั้นที่จะได้บล็อครางวัล(Blockreward) มูลค่า 12.5 BTC ไป คนอื่นที่ขุดแล้วไม่สำเร็จจะไม่ได้อะไรเลย ทำให้เกิดการรวมทีมขุดกันมากขึ้น

เทรดค่าเงิน

เช่นเดียวกับตลาด Forex ซึ่งเทรดได้กว่า 200 คู่สกุลเงิน ในเมื่อ Bitcoin ก็เป็นสกุลเงิน ทำไมจะเทรดไม่ได้ วิธีการเทรดก็เหมือนวิธีการลงทุนใน Forex แต่ต้องอย่าลืมว่า Forex นั้น เราใช้เงินจริงๆ แลกกับเงินอีกสกุลที่ก็เป็นเงินจริงเหมือนกัน แต่สำหรับ Bitcoin ค่าเงินนี้จะพูดเต็มปากว่ามีจริงก็อาจจะไม่ได้ ดังนั้นระดับความเสี่ยงจึงถือว่าสูงมาก

สำหรับด้านค่าเงิน แม้ปัจจุบันมูลค่าของ Bitcoin จะอยู่ที่ราวๆ 120,000 บาท แต่ Bitcoin เคยมีมูลค่าสูงสุดเมื่อต้นปี 2559 ราวๆ 240,000 บาท และเคยตกลงมาต่ำสุดที่ 50,000 กว่าบาทเมื่อปลายปี 2561 ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนใน Bitcoin ด้วยการเทรดค่าเงินคือการลงทุนบนความผันผวน ความเสี่ยงมีมาก ถ้ารักจะลงทุนต้องกุมสติให้ดี เพราะโอกาสกำไรทีเดียวเยอะๆ มีมากพอกับโอกาสจะขาดทุนทีเดียวเช่นกัน

Bitcoin เปิดบัญชียังไง

วิธีการเป็นเจ้าของบัญชี Bitcoin นั้นง่ายมาก สามารถทำผ่านออนไลน์ได้เลย และเมื่อเปิดบัญชีแล้วจะได้รับตัวเลขมา 2 ชุด ชุดละ 34 ตัว ซึ่งทำหน้าที่ต่างกัน คือ

Public Key :: เลขบัญชีสาธารณะที่เปิดเผยได้ ให้คนอื่นๆ โอนเงินให้เราได้ และเข้ามาตรวจสอบธุรกรรมของเราได้ด้วย

Primary Key :: เลขที่เก็บไว้ใช้ในการโอนจ่าย ซึ่งเจ้าของจะรู้อยู่คนเดียวเท่านั้น

หนึ่งคนจะมีบัญชี Bitcoin กี่บัญชีก็ได้ และจะเป็นบัญชีที่ไม่เปิดเผยตัวตนทั้งหมดก็ได้เช่นกัน เพราะแม้บิทคอยน์จะตรวจสอบได้จากเลข Public Key ว่าโอนไปไหน จำนวนเท่าไหร่ แต่ไม่มีใครรู้ว่าที่จริงแล้วคนที่ถือบัญชีนั้นอยู่คือใครกันแน่

ด้วยเหตุที่ระบุตัวตนเจ้าของไม่ได้แบบนี้ ทำให้ Bitcoin ถูกจับตามองจากรัฐบาลหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยว่าจะเป็นช่องทางในการฟอกเงิน หรือช่องทางหาเงินของมิจฉาชีพหรือไม่ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นกันมาหลายกรณี เช่นการสร้างไวรัสมาเรียกค่าไถ่ข้อมูลเป็นต้น

Bitcoin วิธีลงทุนและการเปิดบัญชี

Bitcoin ไม่ใช่เงินดิจิตอลสกุลเดียวที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อซาโตชิทำได้ ใครในโลกนี้ก็ทำได้ จึงมีเหรียญอื่นๆ เกิดขึ้นมาในโลกอีกมากมาย โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างเหรียญที่แตกต่างกัน มูลค่าของแต่ละเหรียญก็แตกต่างกันด้วย เงินสกุลดิจิตอลนี้เรียกรวมกันว่า Cryptocurrency ซึ่งเหรียญที่นิยมในปัจจุบันนอกจาก Bitcoin(BTC) ก็จะเป็น Euretherum(ETH), Euretherum Classic (ETC),Litecoin(LTC), Ropple(XRP)

ดังนั้นถ้าสนใจลงทุนกับCryptocurrency แต่ Bitcoin ดูไม่คุ้มค่า จะลองสกุลเงินอื่นดูก็ได้เหมือนกัน

Bitcoin ได้รับการรองรับทางกฎหมายหรือไม่

มีหลายประเทศที่ชัดเจนว่ายอมรับ Bitcoin ให้เป็นสกุลเงินหนึ่ง ใช้จับจ่ายและชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เช่นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่ชัดเจนว่า Bitcoin เป็นสิ่งผิดกฎหมายเช่นประเทศอังกฤษ(ลิงค์ไป) ในขณะที่ของประเทศไทยนั้น มีความขัดแย้งระหว่างผู้มีอำนาจในการจัดการการเงินภายในประเทศ 2 ฝั่งเกี่ยวกับสถานะของ Bitcoin และเงินสกุลดิจิตอลอื่นๆ กล่าวคือ

กลต. รับรองเงินสกุลดิจิตอล 7 สกุลให้เป็นสิ่งที่ซื้อขายได้ตามกฎหมาย ได้แก่ Bitcoin (BTC), Bitcoin Cash (BCH), Ethereum (ETH), Ethereum Classic (ETC), Litecoin (LTC), Ripple (XRP), Stellar (XLM) แต่มีข้อแม้ว่าต้องซื้อขายจากผู้ค้าที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ในขณะที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีท่าทีที่ชัดเจนว่าไม่สนับสนุนเงินสกุลดิจิตอลหรือคริปโตเคอเรนซี่ เพราะเหตุผลหลักๆ 2 ข้อคือ ไม่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐชาติประเทศใดประเทศหนึ่ง และอาจเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้ จึงมีมาตราการ 5 ข้อ สำหรับธนาคารพาณิชย์เพื่อไม่ให้มีการสนับสนุนการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี่ คือ ห้ามรับลงทุน ห้ามรับแลกเปลี่ยน ห้ามสร้างแพลตฟอร์มให้บริการ ห้ามรับชำระด้วยบัตรเครดิต และห้ามให้คำปรึกษา หมายความว่าถ้าจะลงทุนกับสินทรัพย์ชนิดนี้ ทางธนาคารแห่งประเทสไทยไม่ขอมีส่วนในการรับรู้และดำเนินการนั่นเอง

Bitcoin ถือเป็นเทคโนโลยีทางการเงินที่เกิดมาในโลกไร้พรมแดน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงและจับต้องได้ยาก ทั้งยังต้องลงทุนในมูลค่าสูงๆ จึงจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ดังนั้นถ้าอยากลงทุนกับ Bitcoin เพียร์ พาวเวอร์ก็คงต้องขอว่า โปรดพิจารณาความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก่อนการลงทุน

เปิดบัญชีนักลงทุน

ลงทุนใน SME

Leave a Reply