Category

สินเชื่อ SME

แผนการตลาดแบบ 5A: กลยุทธ์ใหม่ในยุค Marketing 4.0

  แผนการตลาดแบบ 5A: กลยุทธ์ใหม่ในยุค Marketing 4.0 ในยุคที่ใครๆ ก็ขายของผ่านทางออนไลน์ได้ แผนการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการอย่างยิ่งค่ะ เพราะเป็นขั้นตอนที่ทำความรู้จักกับลูกค้า ตลอดจนควบคุมทิศทางและกำหนดเป้าหมายในการประกอบธุรกิจของเราได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะขั้นตอนที่ยากที่สุด คือทำอย่างไรให้ลูกค้าซื้อของๆ เรา ซึ่งในส่วนนี้ เพียร์ พาวเวอร์มีเทคนิคการวางแผนการตลาดอีกรูปแบบหนึ่งที่ถือว่าใหม่ ได้ใจคนยุคมาร์เก็ตติ้ง 4.0 นั่นคือการตลาดแบบ 5A นั่นเองค่ะ แผนการตลาดแบบ 5A คืออะไร แผนการตลาดแบบ 5A ริเริ่มมาจาก Phillip Kotler ซึ่งเป็นนักการตลาดชื่อดังคนหนึ่งในยุคของเรา ได้แนะนำไว้ในหนังสือ Marketing 4.0 เป็นกระบวนการทำการตลาดด้วยการวางแผนการตลาดที่จะทำให้ลูกค้าที่เป็นเพียงคนแปลกหน้า กลายเป็นคนที่พร้อมจะแนะนำให้คนอื่นใช้สินค้าของเรา โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่ม ซึ่งแผนการตลาดแบบ 5A 5 ขั้นตอนนั้น ผู้ประกอบการ SME ก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองค่ะ แผนการตลาด 5A มีอะไรบ้าง แผนการตลาดแบบ 5A จะคล้ายกับการตลาดแบบ AIDA = (A)warness, (I)nterest, (D)esire, (Action) ตรงที่มีการเพิ่มกระบวนการบอกต่อเข้ามา ซึ่งเชื่อกันว่า คำแนะนำจากผู้ใช้งานจริง ยังคงทรงอิทธิพลต่อลูกค้าหรือผู้บริโภคเสมอนั่นเองค่ะ องค์ประกอบของ 5A มีอะไรบ้าง ไปดูกันได้เลย ขอบคุณรูปภาพจาก sbdc.co.th Aware (รับรู้ว่ามีสินค้านี้อยู่) ขั้นตอนแรกคือการทำยังไงให้ลูกค้ารับรู้ความมีตัวตนของสินค้าเรา ในยุคปัจจุบันทำได้ไม่ยากเลยค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟน และออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว ผู้ประกอบการสามารถใช้ช่องทางเช่นโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือการโฆษณาทางออนไลน์ให้ลูกค้ารู้ว่ามีสินค้านี้อยู่แล้ว ก็ได้เช่นกัน หลักการคือทำให้เห็นบ่อยๆ แล้วเขาจะจำได้ แต่ต้องระวังอย่าให้มากเกินไปจนกลายเป็นรำคาญค่ะ Appeal (ดึงดูดใจ) หลังจากทำให้ลูกค้าเห็นละจดจำแบรนด์หรือสินค้าของเราได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือทำอย่างไร ลูกค้าจึงจะอยากรู้จักสินค้าของเราให้มากขึ้น ในขั้นตอนนี้การพึ่งพาเว็บไวต์ เพื่อให้ข้อมูลสำคัญมากค่ะ การทำคอนเทนต์ดีๆ ที่ออกมาให้ข้อมูลสถานที่ วิธีการสั่งซื้อจึงสำคัญ Ask (สอบถาม) เมื่อลูกค้าซุ่มสังเกตดูสินค้าของเรามาระยะหนึ่งแล้ว เขาจะเริ่มต้องการข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งในกระบวนการนี้ การสอบถามจากคนใกล้ตัวที่มีประสบการณ์กับสินค้าชนิดนี้มาก่อน เป็นเรื่องสำคัญมาก หลายๆ… Read more

4 ขั้นตอน กับ Design thinking ที่จะเปลี่ยนธุรกิจของคุณให้ดีขึ้น

แนวคิด Design Thinking คือการร่วมระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหาี่ซับซ้อนโดยยึดหลักผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อออกแบบสินค้า บริการ ที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้ใช้ได้จริง โดยใช้ 4 ขั้นตอนสำคัญในการออกแบบคือ Discover ทำความเข้าใจผู้บริโภคเพื่อมองเห็นถึงปัญหา Define คัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องการจะแก้ไข Develop ระดมไอเดียเพื่อแก้ไขปัญหา Deliver นำไอเดียที่ดีที่สุดไปพัฒนาต่อ และทดลองใช้ แนวคิดดังกล่าวจะช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณให้ดีขึ้นด้วยไอเดียของคนหลายๆ คนที่นำมาตกผลึกร่วมกัน เหมาะกับธุรกิจประเภทบริการ หรือสตาร์ทอัพ   ต้องบอกว่าในยุคเทคโนโลยีแบบนี้มักจะมีเรื่องราวใหม่ให้เราได้ศึกษาหรือติดตามกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Data Science หรือ Blockchain และอีกหนึ่งชื่อที่หลายคนมักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆนั่นก็คือ “Design Thinking” วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ จะพาคุณมารู้จักกับแนวคิดดังกล่าว เพื่อหาคำตอบว่าทำไมแนวคิดนี้ถึงเป็นที่นิยม และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตัวเองได้อย่างไรบ้าง Design Thinking คืออะไร? คือ การออกแบบความคิด เพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อน โดยยึดหลักผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง และระดมไอเดียจากหลากหลายความคิดและหลากหลายมุมมอง มาพัฒนาและแก้ไขปัญหานั้นๆ เพื่อให้ได้สินค้า บริหาร หรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้งานมากที่สุด เป็นการหยิบปัญหา ในด้านต่างๆ ทั้งความรู้สึกและประสบการณ์จากผู้ใช้ มาออกไอเดียเพื่อแก้ไข หรือพัฒนาให้ตอบโจทย์กับความต้องการกับผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้คำนึงถึงความรู้สึก หรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก มองหาปัญหา และเริ่มแก้ไข เพราะ สิ่งที่เข้าใจยากที่สุดก็คือ “มนุษย์” โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสามารถหยั่งรู้ความคิดของทุกคนได้ และการจะออกแบบสินค้าหนึ่งเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการกับผู้ใช้งานทุกคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย Design Thinking จึงเป็นแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ มารู้จักกระบวนการและแนวคิดของ Design Thinking กัน ความจริงแล้วนี้เป็นแนวคิดที่มีใช้กันมานานแล้วในกลุ่มของนักออกแบบ มีตำราเขียนลงบันทึกจากหลากหลายสำนักซึ่งก็อาจจะมีความกระบวนการหรือแนวคิดที่แตกต่างกันบ้าง วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ ขอหยิบแนวคิด ดังกล่าวแบบ Double Diamond มาอธิบายให้คุณเข้าใจกัน การออกแบบตามแนวคิดนี้ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ขอบคุณรูปภาพจาก designcouncil 1. Discover เป็นช่วงที่ต้องทำความเข้าใจผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานและเริ่มต้นค้นหาสาเหตุของปัญหา โดยระดมความคิดและจินตนาการว่า ถ้าหากเราเป็นผู้ใช้งานจะต้องเจอกับเหตุการณ์ใดบ้างที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในการใช้งาน อาจใช้ User Persona หรือ Marketing Persona… Read more

5 เว็บไซต์ ที่เจ้าของกิจการสามารถหาพนักงานคุณภาพให้กับบริษัทได้ง่ายๆ

การหาพนักงานที่เก่ง และตรงคุณสมบัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับยุคที่ประเทศไทยของเราต้องประสบกับภาวะขาดแคลนแรงงานแบบนี้ แถมการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงทำให้หลายๆบริษัทนั้นต่างก็พากันแย่งชิงบุคลากรที่มีฝีมือกันด้วยราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเจ้าของกิจการคนใดที่กำลังมองหาพนักงานบริษัทคุณภาพก็อย่าเพิ่งท้อใจไป วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ มี 5 เว็บไซต์คุณภาพที่ให้คุณสามารถเข้าไปหาพนักงานที่ตรงกับความต้องการของคุณได้ จะมีเว็บไซต์อะไรบ้างไปติดตามกันค่ะ 1. LinkedIn เว็บไซต์หางานคุณภาพระดับโลก LinkedIn ไม่ใช่เพียงแค่เว็บไซต์สำหรับการสมัครงงานเท่านั้น แต่ LinkedIn นั้นเป็นอีกหนึ่งคอมมูนิตี้ที่คุณสามารถเข้าไปสร้างโปรไฟล์ ลงบันทึกประวัติการเรียน การทำงาน หรือประสบการณ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถแสดงความคิดเห็น และเชื่อมต่อกับผู้คนได้หลากหลาย สำหรับเจ้าของกิจการก็สามารถเข้าไปสร้างโปรไฟล์บริษัทของคุณและลงประกาศรับสมัครงานบนเว็บไซต์ของ Linkined ได้ ซึ่งถ้าหากว่าคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน งานตำแหน่งระดับ Senior หรืองานที่ต้องใช้พื้นฐานภาษาที่เน้นแล้วล่ะก็ LinkedIn นี้เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่ HR และ Recuiter หลายๆบริษัทเลือกใช้ 2. JobsDB รู้จักเว็บไซต์ฝั่งเมืองนอกกันไปแล้ว กลับมาที่เว็บไซต์ของคนไทยกันบ้าง JobsDB อีกหนึ่งเว็บไซต์หางานที่คนไทยหลายๆคนเลือกใช้ เพราะมีรูปแบบเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย มีการแบ่งตำแหน่งหรือสถานที่ทำงานที่สะดวกอย่างชัดเจนรวมถึง บริษัทที่สนใจ ระดับเงินเดือนที่ต้องการ และ ทำให้มีบริษัทรายใหญ่หลายเจ้าเลือกใช้บริการจากเว็บไซต์นี้ เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มหัวหน้างานระดับอาวุโส หรือ ระดับผู้จัดการได้มากกว่า และสำหรับเจ้าของกิจการสามารถซื้อแพคเกจเพื่อลงประกาศรับสมัครงานและเข้าถึงเรซูเม่หรือใบสมัครงานผ่าน JobsBD ได้ 3. JobTH มาต่อกันที่อีกหนึ่งเว็บไซต์ยอดนิยม และสะดวกสำหรับเจ้าของกิจการอย่างมาก เพราะสามารถเข้าไปกรอกคุณสมบัติของพนักงานที่คุณต้องการได้ไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ การศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และ ระดับเงินเดือน ให้คุณสามารถทราบถึงประวัติโดยคร่าวของผู้ที่มาฝากประวัติได้ก่อนที่จะตัดสินใจชำระเงินเพื่อขอดูใบสมัครหรือเรซูเม่ฉบับเต็ม นอกจากนี้ยังมีบริการส่ง SMS แจ้งเตือนสำหรับเจ้าของกิจการที่ไม่ค่อยมีเวลาเช็คอีเมล์ และที่สำคัญ อัตราค่าบริการก็ราคากันเองที่ไม่ว่ากิจการรายย่อยหรือรายใหญ่ก็สามารถจ่ายได้แบบสบายๆ 4. GetLInks 3 เว็บไซต์ชั้นนำผ่านไปแล้ว ลองมารู้จักกับ สตาร์ทอัพ น้องใหม่ที่กำลังมาแรง อย่าง GetLinks หากจะให้อธิบายแล้ว GetLinks นั้นมีความคล้ายกับ LinkedIn ตรงที่สามารถเข้ามาสร้างโปรไฟล์ เป็นแหล่งคอมมูนิตี้อีกหนึ่งช่องทาง แต่สำหรับ Getlinks แล้วเป็นเหมือนตลาดเฉพาะสำหรับสายธุรกิจเทคโนโลยี เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการที่สตาร์ทอัพ หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่กำลังต้องการพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตรงสาย 5. Fastwork อีกหนึ่งแพลต์ฟอร์มที่เหล่า freelancer ทั้งหลายรู้จักกันดี ในบางครั้งที่บริษัทของคุณต้องการพนักงานแต่ไม่สามารถหาพนักงานประจำได้… Read more

สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้ก่อนตัดสินใจเลือกจ้างงานเอเจนซี่

จากบทความเรื่อง “5 สัญญาณที่บอกว่า บริษัทของคุณจำเป็นต้องใช้บริการจาก “เอเจนซี่” แล้ว ” น่าจะสามารถตอบคำถามของเจ้าของกิจการหลายๆ ท่านได้แล้วว่าธุรกิจของคุณนั้นถึงเวลาที่ต้องใช้บริการจาก บริษัทเอเจนซี่แล้วหรือยัง? สำหรับเจ้าของกิจการท่านใดที่ตัดสินใจได้อย่างแน่ชัดแล้วว่าธุรกิจของคุณนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้บริการจากบริษัทเอเจนซี่ วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ มี 6 คำแนะนำที่คุณควรรู้เพื่อให้การทำงานของคุณกับเอเจนซี่นั้นราบรื่นไม่มีสะดุด จะมีอะไรที่คุณต้องเตรียมตัวบ้างไปดูกันได้เลยค่ะ 1.ขอบเขตของงานต้องชัดเจน ก่อนติดต่อบริษัทเอเจนซี่ คุณควรจะรู้ Scope ของงานที่คุณต้องการคร่าวๆก่อน เพื่อให้การคุยของคุณกับบริษัทเอเจนซี่นั้นสามารถเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาในการทำความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น เพราะในบางครั้งบางบริษัทเอเจนซี่อาจจะไม่สามารถให้บริการหรือตอบโจทย์ในสิ่งที่คุณต้องการได้ทั้งหมด หรือถ้าหากเกิดการเข้าใจผิดในระหว่างการดำเนินการหรือการทำข้อตกลง อาจจะทำให้เกิดผลเสียกับงานหรือบริษัทของคุณได้ ทางดีที่ ควรจะมีการนัดคุยหรือเจรจากันแบบเห็นหน้าอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และหลังจากการคุยหรือทำข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว การส่งอีเมล์หรือเอกสารสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อสรุปถึงข้อตกลงในการเจรจากันนั้นก็เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สามารถเน้นย้ำความเข้าใจที่ตรงกันในรายละเอียดและข้อตกลงของงานเพื่อไม่ให้มีการตกหล่นหรือข้อผิดพลาดในภายหลังได้ 2. งบประมาณ ต้องสัมพันธ์กับความต้องการของคุณ การดำเนินธุรกิจนั้นไม่ได้ง่ายเสมอไป หากคุณหาเอเจนซี่ที่จะตอบโจทย์ความต้องการคุณได้ทั้งหมดนั้นอาจไม่ได้หมายความว่า ข้อตกลงหรือการดีลงานของคุณจะจบลงแค่นั้น เพราะการบริการที่ดีและครบวงจรนั้นอาจมาพร้อมกับราคาที่สูงลิ่วก็เป็นได้ คุณควรประเมินงบประมาณที่คุณสามารถจ่ายไหวอย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะทำการนัดคุยกับบริษัทเอเจนซี่ เพราะ ในระหว่างการคุยเรื่องรายละอียดหรือ Scope ของงานนั้นอาจจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราคา หรืองบประมาณในการดำเนินการด้วยเช่นกัน การเตรียมงบประมาณโดยคร่าวไปก่อนนั้นจะช่วยให้คุณสามารถลดค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นออกได้ หรือถ้าหากว่างบประมาณนั้นเกินกว่าที่คุณคิดไว้เป็นจำนวนมาก คุณจะได้มีเวลาในการบริหารและจัดการเงินทุนมากขึ้น 3. ขอใบเสนอราคาหลายๆเจ้าไว้เปรียบเทียบ ทุกธุรกิจนั้นย่อมมีคู่แข่งและการแข่งขันเสมอ ในฐานะที่เป็นลูกค้าก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีและคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปให้ได้มากที่สุด ถ้าหากว่าคุณได้ติดต่อและลองคุยกับเอเจนซี่แล้ว อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ ลองติดต่อสอบถามเอเจนซี่ในเจ้าอื่นๆ ทั้งรายใหญ่และรายย่อยหลายๆเจ้าดู เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีอของแต่ละบริษัท และเลือกเอเจนซี่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด 4. ความน่าเชื่อถือของบริษัทก็สำคัญเช่นกัน ปัจจุบันมีธุรกิจเอเจนซี่เปิดให้บริการเยอะมากขึ้น ซึ่งก็มีทั้งน้องใหม่ไฟแรงและเจ้าเก่าที่เก๋าเกมมากกว่า ซึ่งภาพลักษณ์ภายนอกนั้นอาจจะไม่สามารถบอกได้ชัดว่าการทำงานของบริษัทเป็นอย่างไร มีหลายครั้งที่หลังจากที่ทำข้อตกลงไปแล้วบริษัทไม่สามารถดำเนินการให้ได้อย่างที่ทำสัญญาไว้ ดังนั้นคุณควรเช็คข้อมูลของบริษัทนั้นให้ดีก่อน อาจจะเช็คกับคนในวงการที่คุณรู้จัก หรือลองดูจากผลงานที่ผ่านมาของบริษัทว่ามีความน่าเชื่อถือหรือมีผลงานที่ดีหรือไม่ 5. กำหนดระยะเวลา การทำงานหรือการส่งงานให้ชัดเจน นอกจากงบประมาณและขอบเขตของงานแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่คุณควรทำการตกลงให้เรียบร้อยก่อนทำสัญญานั้นก็คือกำหนดการส่งงาน หรือ ระยะเวลาในการทำงาน รวมถึงขั้นตอนในการทำงานร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการส่งงานล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด หรือปัญหาในการทำงานร่วมกัน ควรแบ่งให้ชัดเจนว่าฝ่ายไหนเป็นคนดูแลเรื่องอะไรและมีระยะเวลาในการทำงานหรือ Feedback ภายในกี่วัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการทำงาน และไม่ให้เกิดการล่าช้าขึ้น 6. ข้อตกลงเรื่องจ่ายเงิน ควรจะตกลงเรื่องรายละเอียดการจ่ายเงินให้เรียบร้อย ซึ่งควรสัมพันธ์กับตัวงานที่ตกลงกันไว้ ยกตัวอย่างเช่น หากระยะเวลาในทำงานที่ตกลงกันคือ 3 เดือน อาจทำสัญญาการจ่ายเงินกับบริษัทเอเจนซี่ เป็น ครึ่งแรกก่อนเริ่มงาน และจ่ายอีกครึ่งหลังเมื่อตรวจรับงานเรียบร้อยแล้ว หรือ แบ่งจ่ายเป็น 3 งวด จ่ายรายเดือนที่ไม่แนะนำการจ่ายเงินล่วงหน้าทั้งหมด นั้นก็เพื่อเป็นการป้องกันการได้รับเงินแล้วหนีหรือหากมีการทำผิดสัญญาการเรียกร้องเงินคืน นั้นสามารถทำได้ยากกว่า… Read more

5 สัญญาณที่บอกว่า บริษัทของคุณจำเป็นต้องใช้บริการจาก “เอเจนซี่” แล้ว

ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกิจการที่ต้องดูแลการดำเนินการในทุกๆส่วนเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหรือขาดตกพกพร่อง แต่เชื่อว่าก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณนั้นไม่ถนัดหรือไม่เชี่ยวชาญนักจนหลายครั้งอยากที่จะมองหาคนที่คุณไว้วางใจเพื่อเข้ามาช่วยในส่วนที่คุณไม่ถนัดให้การบริหารจัดการนั้นง่ายขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาใคร หรือเริ่มต้นหาจากที่ไหนดี วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ มีอีกหนึ่งธุรกิจพาร์ทเนอร์ที่หลายธุรกิจเลือกใช้บริการ นั้นก็คือ “เอเจนซี่” เพราะสามารถเข้ามาช่วยผ่อนแรงของคุณให้มีเวลาดูแลส่วนอื่นๆของกิจการได้อย่างเต็มที่และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น มาทำความรู้จักกับ “ธุรกิจเอเจนซี่” กันก่อน “เอเจนซี่” หรือ Agency คือธุรกิจประเภทนายหน้า ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และให้บริการทั้งติดต่อประสานงาน ให้คำปรึกษา รวมถึงการทำสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ ทำให้ธุรกิจขอคุณสามารถดำเนินการในกิจการรมส่วนอื่นๆต่อไปได้ ซึ่งการจ้างงานเอเจนซี่ก็จะสามารถช่วย ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดแรงงาน หรือเวลาในการทำงาน ทำให้คุณมีเวลาไปพัฒนาและแก้ปัญหาส่วนอื่นๆของธุรกิจต่อได้ ซึ่งเอเจนซี่นั้นก็มีหลายรูปแบบทั้ง ให้คำปรึกษาด้าน การวางแผนการตลาด โฆษณา จัดอีเว้นท์ รับทำบัญชี วางแผนภาษี จัดทำเว็บไซต์ และอื่นๆอีกมากมายให้คุณสามารถเลือกใช้บริการได้ตามความต้องการ เมื่อไหร่ที่บริษัทคุณ ส่งสัญญาณว่าจำเป็นต้องจ้างเอเจนซี่? สำหรับเจ้าของกิจการท่านใดที่ยังลังเล หรือไม่แน่ใจว่ากิจการของคุณนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้บริการจากเอเจนซี่แล้วหรือยัง ลองมาดู 5 สัญญาณนี้กันได้เลยค่ะ 1.แรงงานไม่พอในการทำงาน การดำเนินธุรกิจนั้นมักจะต้องมีจังหวะที่ขึ้นบ้างลงบ้างเป็นธรรมดา แต่สำหรับบางธุรกิจจังหวะที่กิจการการกำลังดำเนินไปด้วยดีแต่คนงานกลับไม่พอซะงั้น จะให้จ้างคนงานเพิ่มก็กลัวว่าธุรกิจจะไม่ได้ดีแบบนี้ไปตลอด แต่ถ้าไม่จ้างคนเพิ่มก็อาจจะทำให้ธุรกิจของคุณชะลอตัวหรือต้องผิดสัญญาส่งงานให้ลูกค้าช้าไปกว่าเดิม การแก้ไขปัญหาของวิธีนี้ ก็คือ การจ้างพนักงานชั่วคราว หรืออีกหนึ่งทางเลือกนั้นก็คือการเลือกใช้บริการจาก “เอเจนซี่” ที่มีความถนัดและเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ก็จะทำให้พนักงานของคุณสามารถไปดำเนินการส่วนอื่นให้มีประสิทธิภาพได้ดีกว่า ช่วยทุ่นแรงหรือทุ่นเวลาให้กับกิจการของคุณได้ 2.แรงงานขาดความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน ถ้าหากว่ากิจการของคุณกำลังมองหาช่องทางในการขยายหรือต่อยอดกิจการ แต่ว่าไม่มีความรู้และความสามารถในด้านนั้นๆ การจ้างเอเจนซี่หรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญจะสามารถช่วยผ่อนแรงของคุณและได้งานที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่า บริษัทของคุณอยากจะทำเว็บไซด์บริษัทใหม่เพื่อให้กลุ่มลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าหรือบริการของคุณได้มากขึ้น แต่ว่าบริษัทของคุณไม่มีบุคคลากรที่สามารถทำเว็บไซต์ได้ หรือการจ้างพนักงานเพื่อเข้ามาทำเว็บไซต์หรือดูแลเว็บนั้นอาจจะมีต้นทุนที่สูงเกินไป การเลือกใช้บริการจาก เอเจนซี่ที่เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์ SEO หรือ Online marketing อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อยสำหรับธุรกิจของคุณ 3.ต้นทุนสูงเกินไป ในหลายๆครั้งถึงแม้ว่าคุณจะรู้จักวิธีและขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าการดำเนินการทุกอย่างด้วยตัวเองนั้นมีต้นทุนที่สูงเกินกว่าที่คุณจะรับไหว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากคุณอยากที่จะลงป้ายโฆษณา ตามสถานที่ต่างๆสัก 10 แห่ง การติดต่อหรือหาสถานที่ทั้ง 10 แห่งนั้นคุณอาจจะสามารถทำได้ แต่ว่าการเลือกใช้บริการจากบริษัทเอเจนซี่โฆษณาอาจจะทำให้คุณประหยัดแรงงานที่ต้องใช้ติดต่อและในบางครั้งบริษัทโฆษณาเหล่านี้ก็จะมี ดีล หรือ แพคเกจราคาที่ถูกกว่าที่คุณติดต่อเองโดยตรงอีกด้วย 4.งานที่ทำงานไม่ค่อยเดินหน้าหรือไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คุณคาดหวัง ถ้าหากว่าบริษัทของคุณดำเนินกิจการมาได้สักพัก และลองทำอะไรหลายๆอย่าง ทั้งการขยายกิจการ ปรับกลยุทธ์หรือเปลี่ยนแผยการตลาดใหม่แล้ว แต่กลับรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่เป็นตามที่คาดหวังไว้ การเลือกใช้บริการจากบริษัทเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาจจะทำให้การดำเนินการของคุณนั้นเกิดประสิทธิผลมากขึ้นได้ เช่น บริษัทของคุณใช้เงินจำนวนหนึ่งในการโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย แต่กลับไม่เห็นผลลัพธ์เท่าที่ควร การเลือกใช้บริการจากบริษัท… Read more