4 ขั้นตอน กับ Design thinking ที่จะเปลี่ยนธุรกิจของคุณให้ดีขึ้น

แนวคิด Design Thinking คือการร่วมระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหาี่ซับซ้อนโดยยึดหลักผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อออกแบบสินค้า บริการ ที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้ใช้ได้จริง โดยใช้ 4 ขั้นตอนสำคัญในการออกแบบคือ

  • Discover ทำความเข้าใจผู้บริโภคเพื่อมองเห็นถึงปัญหา
  • Define คัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องการจะแก้ไข
  • Develop ระดมไอเดียเพื่อแก้ไขปัญหา
  • Deliver นำไอเดียที่ดีที่สุดไปพัฒนาต่อ และทดลองใช้

แนวคิดดังกล่าวจะช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณให้ดีขึ้นด้วยไอเดียของคนหลายๆ คนที่นำมาตกผลึกร่วมกัน เหมาะกับธุรกิจประเภทบริการ หรือสตาร์ทอัพ

 

ต้องบอกว่าในยุคเทคโนโลยีแบบนี้มักจะมีเรื่องราวใหม่ให้เราได้ศึกษาหรือติดตามกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Data Science หรือ Blockchain และอีกหนึ่งชื่อที่หลายคนมักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆนั่นก็คือ “Design Thinking” วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ จะพาคุณมารู้จักกับแนวคิดดังกล่าว เพื่อหาคำตอบว่าทำไมแนวคิดนี้ถึงเป็นที่นิยม และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตัวเองได้อย่างไรบ้าง

Design Thinking คืออะไร?

คือ การออกแบบความคิด เพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อน โดยยึดหลักผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง และระดมไอเดียจากหลากหลายความคิดและหลากหลายมุมมอง มาพัฒนาและแก้ไขปัญหานั้นๆ เพื่อให้ได้สินค้า บริหาร หรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้งานมากที่สุด เป็นการหยิบปัญหา ในด้านต่างๆ ทั้งความรู้สึกและประสบการณ์จากผู้ใช้ มาออกไอเดียเพื่อแก้ไข หรือพัฒนาให้ตอบโจทย์กับความต้องการกับผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้คำนึงถึงความรู้สึก หรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก มองหาปัญหา และเริ่มแก้ไข

เพราะ สิ่งที่เข้าใจยากที่สุดก็คือ “มนุษย์” โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสามารถหยั่งรู้ความคิดของทุกคนได้ และการจะออกแบบสินค้าหนึ่งเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการกับผู้ใช้งานทุกคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย Design Thinking จึงเป็นแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหานี้

มารู้จักกระบวนการและแนวคิดของ Design Thinking กัน

ความจริงแล้วนี้เป็นแนวคิดที่มีใช้กันมานานแล้วในกลุ่มของนักออกแบบ มีตำราเขียนลงบันทึกจากหลากหลายสำนักซึ่งก็อาจจะมีความกระบวนการหรือแนวคิดที่แตกต่างกันบ้าง วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ ขอหยิบแนวคิด ดังกล่าวแบบ Double Diamond มาอธิบายให้คุณเข้าใจกัน การออกแบบตามแนวคิดนี้ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน


ขอบคุณรูปภาพจาก designcouncil

1. Discover

เป็นช่วงที่ต้องทำความเข้าใจผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานและเริ่มต้นค้นหาสาเหตุของปัญหา โดยระดมความคิดและจินตนาการว่า ถ้าหากเราเป็นผู้ใช้งานจะต้องเจอกับเหตุการณ์ใดบ้างที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในการใช้งาน อาจใช้ User Persona หรือ Marketing Persona เข้ามาช่วยเพื่อให้เข้าใจปัญหาจากการใช้งานของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้ชัดเจนมากขึ้น หรืออาจจะเริ่มเขียน Journey Map หรือแผนผังเส้นทางตั้งแต่การเริ่มต้นใช้งานไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการใช้บริการขึ้นเพื่อให้เข้าถึงทุกช่วงอารมณ์และความรู้สึกของผู้ใช้เพื่อให้เห็นถึงปัญหาให้ได้มากที่สุด

2. Define

หลังจากที่คุณค้นพบปัญหาจากผู้ใช้งานแล้ว ต้องยอมรับว่าบางครั้งนั้นคุณก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้ ในขั้นตอนนี้คุณจำเป็นที่จะต้องเลือกและคัดกรองปัญหาที่มีความสำคัญเพื่อ หยิบมาแก้ไขและพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

3. Develop

หลังจากที่คุณตัดสินใจเลือกปัญหาที่ต้องการจะแก้ไขแล้ว ส่วนนี้คือขั้นตอนที่ทุกคนควรจะระดมสมอง ใส่ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยเน้นวิธีที่หลากหลายและไม่ปิดกั้นความคิดฝึกการคิดนอกกรอบ หรือต่อยอด เพื่อให้ได้วิธีการแก้ปัญหาที่มากที่สุด แต่ยังเน้นการโฟกัสที่การแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องที่เลือกมาเท่านั้น

4. Deliver

หลังจากที่ทราบทั้งสาเหตุของปัญหา ในขั้นตอนที่ 1 เลือกปัญหาที่จะโฟกัสเพื่อมาแก้ไขในขั้นตอนที่ 2 และ ระดมไอเดียเพื่อหาทางแก้ไขในขั้นตอนที่ 3 แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายนั้นคือการเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่คิดว่าดีที่สุด และสามารถจะตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด และ นำวิธีการนี้ไปทำเป็นแบบจำลอง หรือ ไปทดสอบกับผู้ใช้จริง หรือดำเนินการเพื่อให้การพัฒนานี้ไปถึงผู้ใช้อย่างแท้จริง

เคล็บลับง่ายๆ ในการทำความเข้าใจ Design Thinking แบบ Double Diamond นั้นก็คือ จำนวนปัญหา หรือ ไอเดียที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนนั้นควรจะสัมพันธ์กับรูปทรงของ สี่เหลี่ยมทรงไดม่อนที่มีความสูงที่เพิ่มขึ้นและลดลงตามขั้นตอนในแต่ละช่วง

หลังจากที่ดำเนินการจบไปแล้ว 4 ขั้นตอน ยังควรที่จะเก็บผลลัพธ์และหาข้อบกพร่องเพื่อนำมาพัฒนาต่อ และยังสามารถกลับมาทำซ้ำๆ เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดกับผู้ใช้

Design Thinking ใช้ในธุรกิจของคุณได้อย่างไร?

ในปัจจุบันมีหลายบริษัทชั้นนำระดับโลก ได้ทำแนวคิด Design Thinking ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโปรดักส์ต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เน้นด้านการให้บริการอย่าง Airbnb, Google หรือ Apple เพื่อให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน ซึ่งก็จะส่งผลให้ผู้ใช้อยากจะใช้บริการต่อไปเรื่อยๆ หรือเป็นลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ (Brand Royalty) หรือแม้กระทั่งบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง Philips ก็ได้นำแนวคิดนี้มาใช้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใหม่ๆ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาด้านกระบวนการผลิตของธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ เพราะถ้าหากว่าต้นทุนในการดำเนินที่มากเกินไปนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาที่ธุรกิจต้องเผชิญ ก็สามารถที่จะหยิบปัญหานี้มาหาไอเดียและแนวทางเพื่อแก้ไขให้สามารถ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือปรับโครงสร้างต้นทุนให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้เช่นกัน

สำหรับเจ้าของกิจการที่ประสบกับปัญหาต้นทุนสูงที่ต้องแบกรับ และกำลังมองหาเงินทุนหมุนเวียนเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจก็สามารถรับเสนอสินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ จากเพียร์ พาวเวอร์ได้นะคะ

สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

Leave a Reply