10 เทรนด์อีคอมเมิร์ซต้องรู้ในปี 2561

ผลสำรวจจาก Statista แสดงให้เห็นการคาดการณ์ว่า ผลการขายสินค้าในตลาดออนไลน์ทั่วโลก จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 246.15 ภายในปี 2021 หรือ จาก 1.3 ล้านล้านบาท สู่ 4.5 ล้านล้านบาทในปี 2021 ธุรกิจออนไลน์กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างที่สุด และยังไม่มีสัญญาณว่าจะลดระดับลง

ในปัจจุบัน ร้านค้าต่างๆ ที่ไม่ทำการตลาดออนไลน์กับผู้บริโภคมักไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ เพราะกว่าร้อยละ 56 ของการซื้อสินค้าในร้านนั้นมาจากการตลาดออนไลน์ทั้งสิ้น นั่นหมายความว่า หากคุณไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าออนไลน์ได้ คุณอาจสูญเสียรายได้จากการขายสินค้าไปมากกว่าครึ่ง

แล้วเทรนด์อีคอมเมิร์ซจะมีแนวโน้มไปในทิศทางไหน มาดู “10 เทรนด์อีคอมเมิร์ซในปี 2018” กันค่ะ

1. Omnichannel Marketing

การตลาดที่อาจเป็นทางรอดของธุรกิจค้าปลีกในอนาคต ได้ เพราะรูปแบบการตลาดนี้พยายามรวบรวมการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้อยู่ในช่องทางเดียวกัน นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่ว่าเพราะเหตุใด ตลาดออนไลน์อย่าง Amazon ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของโลกยังต้องแพ้ให้กับธุรกิจค้าปลีกอย่าง Walmart เพราะธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์นี้ ก็พยายามรวบรวมเข้ากับการขายออนไลน์ด้วยเช่นกัน “JD.com” ก็พยายามทำการตลาดลักษณะนี้ และยังดำเนินการจัดการแบบ “ครบวงจร (Full Supply Chain Management)” ตั้งแต้ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เรียกได้ว่า ผู้บริโภคจะได้รับบริการทุกอย่างจาก JD ตั้งแต่การสั่งสินค้าไปจนสินค้าส่งถึงหน้าบ้านทีเดียว

2. การพยายามเข้าถึงทุกกลุ่มลูกค้า

คุณคงทราบดีว่า ผู้จัดจำหน่ายสินค้าในปัจจุบัน พยายามแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ได้รับสารจำนวนมากในแต่ละวันให้ได้ คำถามคือ สินค้าแบบใดจะได้พื้นที่ทางการตลาดนั้นไป? “JD.com” ทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคผ่าน Big Data และ AI พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การทำให้เข้ากับพื้นที่ท้องถิ่นและเหมาะสม/ ตรงตามความต้องการของแต่ละบุคคลจึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด

3. Mobile First

จากผลการสำรวจของ Hootsuite พบว่า คนไทยเสพติดการใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก และคนไทยมีอัตราการช็อปปิ้งออนไลน์เป็นอันดับ2 รองจากจีน ทั้งนี้ การซื้อขายผ่านตลาดออนไลน์จะเติบโตถึงร้อยละ 70 ภายในปีนี้อีกด้วย Starbucks ที่มีการปรับเปลี่ยนเข้าสู่การตลาดออนไลน์มากขึ้น โดยจัดให้มีการชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่นตั้งแต่ปี 2015 และได้พบว่า ผู้บริโภคใช้การชำระเงินผ่าน App มากขึ้นถึงร้อยละ 70 ในปี 2017

4. Augmented Reality (AR) and Virtual Reality (VR)

ในอนาคต AR และ VR จะเข้ามามีบทบาททางการตลาดมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น IKEA ที่เริ่มนำเอา AR เข้ามาใช้ในการทดลองใส่เฟอร์นิเจอร์เข้ากับห้องของเรา AR จะช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพชัดเจนอันมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ และแน่นอนว่า AR นี้จะสามารถเข้าถึงประชากรหลายล้านคนบนโลกได้ เพราะพวกเขามีอุปกรณ์ AR หรือ สมาร์ทโฟน ในมืออยู่แล้วนั่นเอง

5. การค้นหาด้วยเสียงหรือรูปภาพ

ปัจจุบัน ผู้คนใช้การค้นหาด้วยเสียงหรือรูปภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ลูกค้าจะหันไปใช้ตลาดออนไลน์หรือแอพพลิเคชั่นที่สนับสนุนฟังก์ชั่นเหล่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้บริโภคมักนำรูปสินค้าชิ้นหนึ่งมาค้นหารูปใน Ebay เพื่อเปรียบเทียบราคาก่อนการตัดสินใจซื้อ

6. จัดทำวิดีโอคุณภาพสูง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่วางแผนการโฆษณาสินค้าผ่านวิดีโอแล้ว ขอให้มั่นใจว่าวิดีโอของคุณมีคุณภาพสูงมากพอที่จะทำให้ลูกค้าเห็นรายละเอียดและเข้าใจการทำงานของสินค้านั้น ๆ ได้ การโฆษณาจะยิ่งดีไปกว่านั้นหากคุณสามารถทำให้เรื่องราวเหล่านั้นสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้ อย่างโฆษณารถเข็นเด็กนี้

7. การตอบแชทลูกค้าอัตโนมัติโดย Chatbots

จากผลการสำรวจพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ “ไม่ชอบการรอคอย” โดยกว่าร้อยละ 59 ของผู้บริโภคมีความพึงพอใจมากกว่าหากพวกเขาสามารถติดต่อผ่านช่องทางการติดต่อใด ๆ ได้ระหว่างการช็อปปิ้ง ดังนั้น การเปิด Chat ตอบโต้อัตโนมัติเพื่อรองรับลูกค้าที่อาจทักเข้ามาในช่วงเวลาใดก็ได้ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้

8. ROPO (“Research Online, Purchase Offline”)

เป็นหนึ่งในเทรนด์การใช้เครื่องมือทางการตลาดที่กำลังมาแรงในปีนี้ สำหรับวิธีนี้ ผู้ประกอบการจะต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางการตลาดทั้งหลายให้เกิดประโยชน์ที่สุด เช่น การรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ตลอดจนการทำการตลาดหรือ แคมเปญ ผ่าน Social Media, การ tracking ลูกค้า และการจัดให้มีช่องทางการชำระเงินผ่านมือถือ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าในสต็อกสินค้า (ออฟไลน์) ให้ได้

9. ลดช่องว่างระหว่างการซื้อขายและการจัดส่งสินค้า

ผู้บริโภคจะต้องสามารถหาซื้อสินค้าและรับสินค้าได้จากทุกที่ ในทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อผ่านในสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ สำหรับ “JD.com” มีความพยายามที่จะลดช่องว่างนั้นโดยการขยายสาขาเพื่อกระจายการเข้าถึงลูกค้า และยังนำโดรนมาใช้ เพื่อส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ในทุกสถานการณ์ แม้ในหมู่บ้านที่ใช้ระยะเวลานานกว่าสินค้าไปถึง แต่ “JD.com” สามารถข้ามช่องว่างนั้นไปได้ด้วยระยะเวลาไม่ถึง 5 นาที

10. รูปแบบการจัดส่งต้องรวดเร็ว และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าส่งฟรี!

ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้ามีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า และกว่าร้อยละ50 เห็นว่าทั้งสองปัจจัยนี้มีความสำคัญเท่ากัน ผู้บริโภคบางส่วนถึงขั้นยอมซื้อสินค้าให้ครบตามกำหนดเพื่อการจัดส่งสินค้าฟรี นอกเหนือจากการจัดการอย่างครบวงจร (Full Supply Chain Manage) แล้ว สังเกตได้ว่า ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนที่รับ-ส่งสินค้าอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมากเพื่อตอบสนองและเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคให้ได้

การเข้ามาของเทคโนโลยีและการตลาดมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด เพียงแต่บางช่วงของการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามเทรนด์และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ให้ทันอยู่เสมอเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปได้

peerpower sme loan

Leave a Reply