financing option sme

อยากเริ่มต้นธุรกิจ หาแหล่งเงินทุนอย่างไร

หากถามคนสมัยนี้ ส่วนใหญ่ก็อยากมีธุรกิจส่วนตัวกันทั้งนั้น เราจะเห็นเด็กจบใหม่จับกลุ่มรวมกับเพื่อนแล้วทำธุรกิจ โดยสร้างแบรนด์ของตัวเอง ไม่ว่าจะขายเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หรืออาหาร ถ้าไปเดินตามงานมาร์เก็ตต่างๆ เราจะเจอไอเดียดีๆ มากมาย หลายคนเกิดแรงบันดาลใจอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจออกจากสิ่งที่ทำอยู่เพื่อมาเริ่มธุรกิจ เราอยากให้คุณตั้งคำถามต่อไปนี้ก่อน

เป้าหมายในการทำธุรกิจคืออะไร?

หลายคนอยากทำธุรกิจของตัวเอง แต่มักจะละเลยคำถามที่สำคัญมากๆ ไป นั่นก็คือ “เราทำธุรกิจเพื่ออะไร?”

ทำเพราะใจรัก?
ทำเพราะอยากรวย?
ทำเพราะอยากมีอิสระ?
ทำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง?

เราจะเห็นหลายคนฝันมีธุรกิจร้านกาแฟเป็นของตัวเอง เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัว การออกแบบร้านกาแฟก็เป็นสิ่งที่คูลมากๆ ของคนรุ่นนี้ อย่างไรก็ดี การสร้างร้านกาแฟมีต้นทุนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ค่าของตกแต่งร้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องทำกาแฟ ยิ่งอยากให้กาแฟละเอียด รสชาติดี ก็ต้องลงทุนเครื่องที่มีราคาสูงหน่อย ถึงแม้ว่าต้นทุนกาแฟ 1 แก้วอาจจะไม่มากนัก มีแค่ค่าแก้ว น้ำแข็ง ชอตกาแฟ และสิ่งที่ปรุงแต่งเพิ่ม แต่อย่าลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายแฝง ได้แก่ ค่าแรงพนักงาน ค่าเช่าร้าน (สำหรับคนที่ไม่ได้มีที่เป็นของตัวเอง) ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ลองบวกลบค่าใช้จ่ายดูแล้ว อาจจะเหลือกำไรไม่เท่าไหร่

แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าการจะเป็นเศรษฐีจากร้านกาแฟนั้น ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการ “วางแผนแต่ต้น”

เราจะเห็นปรากฏการณ์ร้านกาแฟผุดขึ้นมามากมาย แต่ซักพักก็จะเริ่มเห็นทยอยปิดกันไป สาเหตุไม่ใช่เพราะสู้คู่แข่งไม่ไหวทั้งหมด แต่เพราะตอบเป้าหมายตัวเองแต่แรกไม่ได้ต่างหากว่าอยากเปิดร้านกาแฟเพราะอะไร ถ้าคุณเปิดร้านกาแฟเพราะหวังรวย คุณอาจจะคิดผิดแต่ต้น เรามองว่าการเปิดร้านกาแฟเป็นเหมือนการตอบสนองความต้องการของเจ้าของร้านมากกว่า หลายคนมีความสุขที่เห็นลูกค้าชื่นชอบในรสชาติกาแฟของตัวเอง หรือถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับบรรยากาศในร้าน แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าการจะเป็นเศรษฐีจากร้านกาแฟนั้น ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการ “วางแผนแต่ต้น” การมีเงินร้อยล้านเพราะร้านกาแฟนั้น จะต้องมีโมเดลธุรกิจที่สามารถสเกลได้ นั่นหมายถึง เจ้าของได้ทำการออกแบบธุรกิจที่มี “แบบแผน” และเน้นสร้างระบบที่สามารถทำซ้ำได้นั่นเอง เราจะเห็นว่าร้านกาแฟแบรนด์สีเขียวจากอเมริกามีแนวทางในการตกแต่งร้าน วิธีการทำกาแฟ การเทรนพนักงาน ที่เป็นมาตรฐาน จึงสามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว

แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่คนเราจะมีมากกว่า 1 เป้าหมายในการทำธุรกิจ? หลายคนอยากมีอิสระจากธุรกิจส่วนตัว แต่ก็อยากรวยด้วย แน่นอนว่าคนเราสามารถมีเป้าหมายมากกว่า 1 อย่างได้ แต่ทั้งนี้คุณควรจะดูว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นไปด้วยกันได้หรือไม่

เริ่มต้นอย่างไร

หลังจากที่คุณตอบคำถามตัวเองได้แล้วว่าคุณทำธุรกิจเพื่ออะไร เรามาเริ่มวาดแผนผังกัน

เราขอแนะนำ Lean Canvas ซึ่งเป็นการเขียนแผนธุรกิจในแผ่นเดียว ใช้เวลาไม่นาน เพียง 15-20 นาที คุณสามารถร่วมระดมสมองกับเพื่อนหรือพาร์ทเนอร์ได้ด้วย หากคุณมีหลายไอเดียที่ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มทำอันไหนก่อน การทำ Lean Canvas จึงเหมาะมาก เพราะคุณสามารถ “validate idea” ของคุณได้ในระยะเวลาสั้น ทำให้รู้ว่าอันไหนเวิร์ค อันไหนไม่เวิร์ค หากเปรียบเทียบกับการเขียนแผนธุรกิจ 30 หน้า การทำ Lean Canvas ทำให้เห็นภาพชัดและรวดเร็วกว่าเยอะมาก เรียกได้ว่าใครที่จะเริ่มธุรกิจใหม่ ไม่รู้จักเครื่องมือนี้ไม่ได้เลยแหละค่ะ

เมื่อคุณได้เขียนไอเดียของคุณออกมาเป็นภาพ คุณจะเห็นชัดถึงความเป็นไปได้ของธุรกิจที่คุณต้องการจะทำ นอกจากนี้ ยังเป็นการสังเกตตัวเองด้วยว่าในส่วนไหนที่คุณรู้คำตอบอย่างดี และในส่วนไหนที่คุณยังขาด และต้องทำการศึกษาเพิ่มเติม

ก่อนที่จะลงมือทำ เราขอให้คุณละทิ้งสมมติฐานในใจ และอคติทั้งหลาย แล้วโฟกัสที่ปัญหาของลูกค้าจริงๆ ก่อน พยายามตั้งโจทย์ให้กว้าง แล้วค่อยๆ ลงลึกเพื่อหาคำตอบ ทีนี้เรามาเริ่มลงมือทำกันเถอะ …

  • Problem (ปัญหา)
  • แน่นอนว่าการทำธุรกิจ สิ่งแรกที่ทำคือ แก้ปัญหาให้ลูกค้า ลองคิดดูว่าธุรกิจของเรานั้นช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างไร 2-3 เรื่องที่สำคัญที่สุด หากสินค้าคุณไม่ได้แก้ปัญหาให้ลูกค้า นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้สินค้าหรือบริการที่เป็นที่ต้องการมากพอ

    แล้วเราจะรู้ไปปัญหาของลูกค้าได้อย่างไร? สำหรับคนที่ทำธุรกิจที่ตนเองถนัด แต่ลูกค้าเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการของเราเลย เช่น เราเป็นพนักงานประจำ แต่เราต้องทำธุรกิจให้เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการ เราอาจจะไม่ได้เข้าใจปัญหาที่แท้จริง จะทำอย่างไร? ลองใช้วิธีเหล่านี้ดู

    1. ทำแบบสอบถามออนไลน์ สมัยนี้มี เครื่องมือทำแบบสอบถามออนไลน์ให้ใช้ฟรี และใช้ง่ายเยอะมาก คุณสามารถไปตั้งคำถามที่คุณต้องการหาคำตอบและโพสแบบสอบถามในกลุ่มที่มีเป้าหมายของคุณ
    2. ถามเพื่อนที่มีโปรไฟล์ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย อีกวิธีที่ทำได้ง่ายมากๆ คือการถามเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักที่มีโปรไฟล์คล้ายกับลูกค้าของคุณ เชื่อเลยว่าถ้าคนรู้จักรู้ว่าคุณกำลังสร้างโซลูชั่นที่มาตอบโจทย์พวกเค้า เค้าย่อมยินดีให้ข้อมูลแน่นอน
    3. หาข้อมูลในอินเตอร์เนต
      สมัยนี้คุณสามารถเสิร์ชข้อมูลออนไลน์และค้นพบเว็บบอร์ดที่มีกลุ่มลูกค้าของคุณอยู่ คุณสามารถเข้าไปอ่านโพสและคอมเม้นท์ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าของคุณมากขึ้น

    ตัวอย่างปัญหาของการทำเอเจนซี่สำหรับการทำโฆษณา

    • เจ้าของกิจการไม่มีเวลาเรียนรู้เครื่องมือโฆษณาด้วยตนเอง
    • เจ้าของกิจการไม่มีพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ
  • Customer Segments

    ในส่วนนี้ย่อมสัมพันธ์กับ “ปัญหา” เพราะคุณไม่สามารถระบุถึงปัญหาได้ หากคุณไม่รู้ว่าคุณกำลังแก้ปัญหาให้ใคร

  • Unique Value Proposition (UVP) คุณค่าที่แตกต่าง

    คุณต้องตอบให้ได้ว่า ธุรกิจของคุณสร้างประโยชน์อะไรให้กับลูกค้า และนี่คือสิ่งที่ลูกค้าจะซื้อจากคุณ สิ่งที่คุณควรคิดต่อยอดคือ คุณค่าที่คุณนำเสนอต่างจากคุณค่าที่คู่แข่งของคุณส่งมอบต่อลูกค้าอย่างไร

    ยกตัวอย่างเช่น คุณจัดคลาสเทรนนิ่งให้กับพนักงานของเจ้าของบริษัทเดือนละครั้ง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือวิธีการคิดราคาที่แตกต่าง แทนที่จะเรียกเก็บเป็นโปรเจค คุณอาจจะคิดเงินเป็นค่าบริการรายเดือน เป็นต้น แต่ละธุรกิจจะมี UVP ที่แตกต่างกันไป โดยเรามีลิสต์ให้คุณพอเห็นภาพคร่าวๆ ดังนี้

    • ไม่มีค่าส่งสินค้า
    • ลูกค้าได้รับของในวันเดียวกับที่สั่งของ
    • ไม่มีค่าติดตั้ง
    • ไม่มีสัญญาผูกมัด สามารถยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้
    • มีนโยบายคืนเงิน
  • Solution (ทางออกของปัญหา)

  • การหาคำตอบให้กับโจทย์ของคุณได้ถือเป็นเรื่องดีมากๆ แต่ไม่จำเป็นว่าคุณจะเจอคำตอบภายในครั้งแรกเสมอไป วิธีการคือ คุณจะต้องออกไปเจอลูกค้าของคุณแล้วพยายามตั้งคำถาม และคุ้ยข้อมูล insights มาให้ได้มากที่สุด จากโจทย์ของคุณที่ว่าต้องการเปิดเอเจนซี่ทำโฆษณา คุณอาจจะพบว่าเจ้าของกิจการที่เป็นลูกค้ากลุ่มแรกกลุ่มหลักของคุณนั้น เน้นทำการตลาดออนไลน์เป็นหลัก และแพลทฟอร์มที่ใช้คือ Facebook ไม่ใช่ Google คุณอาจเริ่มจากการทำโฆษณา Facebook ก่อน และในอนาคตค่อยขยายไปที่แพลทฟอร์มอื่นเมื่อลูกค้าของคุณพร้อม

  • Channels (ช่องทาง)

    ช่องทางคือเครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คุณต้องรู้ว่า Search and Discovery process ของลูกค้าในการเข้าถึงบริการหรือผลิตภัณฑ์ของคุณคืออะไร เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องเข้าใจ อย่างแรกเลยคุณต้องระบุกลุ่มลูกค้าของคุณให้ชัดเจนมากๆ เราขอแนะนำให้วาด Persona ของลูกค้าของคุณ เพื่อที่จะรู้ว่าคนประเภทนี้ มักจะเสพสื่อแบบไหน และคุณสามารถเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร

  • เช่น ผู้ประกอบการที่อายุย่าง 30 มักจะอ่านข่าวใน Facebook แทนที่จะอ่านหนังสือพิมพ์หรือแมกกาซีน, หรือหากคุณพบว่า ลูกค้าของคุณอาศัยตามคอนโดและถนัดเดินทางด้วยรถไฟฟ้า คุณอาจพิจารณาลงสื่อในรถไฟฟ้า เป็นต้น

  • Revenue Streams (แหล่งรายได้)

    เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้หัวข้ออื่นๆ เลย ในการคิดแหล่งรายได้และการตั้งราคาสินค้านั้น ย่อมมาคู่กับการรู้ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ ซึ่งเราจะอธิบายในหัวข้อต่อไป

    ในอดีตสมัยที่สตาร์ทอัพยังใหม่มากๆ นั้น มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าการคิดเงินแบบไหนที่ดีที่สุด หลายบริษัทก็ทดลองโมเดลใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอวิธีที่ใช่ของตัวเอง สมัยนี้ เราจะเห็นตัวอย่างที่ดีและไม่ดี ให้มาปรับใช้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะทำตามวิธีใคร คุณควรดูว่าต้นแบบของคุณอยู่ในสถานะเดียวกับคุณหรือไม่ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าบริษัทคู่แข่งมีเงินทุนหนามาก มีนักลงทุนพร้อมนำเงินมาเสี่ยงกับธุรกิจ บริษัทนี้สามารถทำธุรกิจแบบเน้นหาลูกค้าก่อนหารายได้ คุณจะเห็นหลายธุรกิจจัดโปรโมชั่นเกือบจะทุกเดือน จนอดสงสัยไม่ได้ว่าธุรกิจเหล่านี้มีกำไรหรือไม่ ในขณะที่คุณเองใช้เงินทุนของตัวเอง และไม่สามารถรับความเสี่ยงระดับนั้นได้ คุณอาจจะต้องเลือกวิธี

  • Cost Structure (ค่าใช้จ่าย)

    คุณควรลิสต์รายการของค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าที่จะคิดได้ เพื่อรู้ว่าภายในหนึ่งเดือนคุณต้องใช้เงินเท่าไหร่ และเงินเก็บที่มีทั้งหมดสามารถดำเนินธุรกิจได้มากที่สุดกี่เดือน คุณควรคิดเผื่อในกรณีฉุกเฉินด้วย เช่น คอมพิวเตอร์เสีย ต้องซื้อใหม่ เจ้าของที่ขึ้นค่าเช่า ฯลฯ จากนั้นคุณสามารถนำรายได้และค่าใช้จ่ายมาคิดจุดคุ้มต้นทุนได้

  • Key Metrics (ตัวชี้วัด)

    ธุรกิจ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ย่อมต้องมี “ตัวชี้วัด” เพื่อติดตามผล เช่น ตัวชี้วัดคือจำนวนลูกค้าใหม่ต่อวัน หรือจำนวนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจของคุณ
    ในช่วงแรก คุณไม่ควรตั้งตัวชี้วัดมากเกินไป และควรดูข้อมูลและติดตามผลสัปดาห์ละครั้งเพื่อเห็นความเปลี่ยนแปลง ตัวชี้วัดจะช่วยให้เจ้าของกิจการรู้ว่าตัวเองกำลังเดินมาถูกทางหรือไม่

  • Unfair Advantage

    (ความได้เปรียบในการทำธุรกิจ)

    “The only real competitive advantage is that which cannot be copied and cannot be bought.” — Jason Cohen.

    แปลว่า ความได้เปรียบในการแข่งขันคือสิ่งที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ และไม่สามารถซื้อได้

    ช่องนี้เป็นช่องที่หาคำตอบยากที่สุด เพราะ เป็นเรื่องยากมากที่จะหาสิ่งที่คนไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เราจะเห็นในรายการแข่งขันตอบปัญหาธุรกิจว่าเจ้าของกิจการมักโดนตั้งคำถามเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจว่าสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ ใครๆ ก็สามารถนำไปทำได้ เพราะต้นทุนในการเริ่มไม่สูง และสามารถใช้ใครก็ได้ทำแทน คุณจะต้องหาให้ได้ว่าอะไรคือ สิ่งที่คนอื่นลอกเลียนแบบได้ยาก เช่น ทีมงานที่แข็งแกร่ง พาร์ทเนอร์ที่สำคัญ ข้อมูลลับทางธุรกิจ เป็นต้น

peerpower sme loan

หาแหล่งทุนจากไหน

มาถึงคำถามสุดท้ายที่เชื่อว่าทุกคนอยากจะรู้คำตอบแล้ว เมื่อเริ่มคิดถึงทำการธุรกิจส่วนตัว คนส่วนใหญ่จะตั้งคำถามว่า “จะหาเงินทุนอย่างไร?” เชื่อหรือไม่ว่า ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่เคยผ่านประสบการณ์มาแล้วนั้น มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “การหาเงินทุนไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากกว่าคือการหา product/market fit” (บัญญัติโดย Marc Andressen)หมายถึงการหาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ตลาดที่กำลังเป็นที่ต้องการนั่นเอง ถ้าคุณมีโมเดลธุรกิจที่ดีพอ ย่อมมีนักลงทุนสนใจจะร่วมทุน หรือธนาคารสนใจปล่อยกู้อยู่แล้ว แต่ PeerPower เชื่อว่าสิ่งแรกที่ยากที่สุด คือตอนเริ่มนั่นแหละ ทีนี้เรามาดูว่าถ้าคุณต้องการใช้เงินในตอนเริ่มต้น มีทางเลือกอะไรที่เป็นไปได้บ้างค่ะ

  • ใช้เงินออม

    หากคุณได้ทำการคำนวณค่าใช้จ่ายและเห็นว่าเงินออมของคุณสามารถดำเนินธุรกิจไปได้ประมาณ 6 เดือน-1 ปีโดยไม่เดือดร้อน คุณอาจจะเริ่มใช้เงินออมของคุณในการเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรใช้เงินออมทั้งก้อน ควรจะแบ่งมาใช้เพียงครึ่งเดียว

  • ขอยืมจากพ่อ แม่ หรือคนใกล้ชิด (ในกรณีที่ท่านมีกำลังทรัพย์พอ)

    สำหรับใครที่พึ่งเรียนจบและยังไม่มีเงินเก็บมากนัก แต่มีความตั้งใจทำธุรกิจจริงๆ คุณอาจขอยืมคนใกล้ตัวที่มีกำลังทรัพย์และไม่ได้เผชิญความลำบากทางการเงินอยู่ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่คิดดอกเบี้ย คุณอาจจะให้คนในครอบครัวของคุณมีหุ้นในธุรกิจ ในกรณีที่ธุรกิจของคุณไปได้ดี มีกำไร คุณสามารถแบ่งปันผลให้คนที่ช่วยเหลือคุณในตอนเริ่มต้น

  • ระดมทุนสาธารณะ (Crowdfunding)

    ปัจจุบันมีเว็บไซต์มากมายที่คุณสามารถนำเสนอโปรเจคของคุณและเปิดให้ระดมทุนจากบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ Indigogo, Kickstarter, Gofundme เป็นต้น

  • ขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ (SME loan)

    ทางเลือกนี้อาจจะยากสำหรับผู้เริ่มต้นกิจการใหม่เนื่องจากธนาคารจะขอดูผลประกอบการและการเดินบัญชีอย่างต่ำ 2-3 ปี และต้องการหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน โดยวงเกินในการขอสินเชื่อก็จะขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่นำไปค้ำ สำหรับธุรกิจบริการ หรือธุรกิจสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่ไม่มีเครื่องจักรหรือที่ดินเป็นของตนเอง อาจจะขอสินเชื่อประเภทนี้ยาก ทำให้ต้องหันไปพึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลหรือใช้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 15-28% ต่อปี

    อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีสินเชื่อจากผู้ให้บริการ ตลาดสินเชื่อออนไลน์ ที่ปล่อยกู้ให้กับเจ้าของธุรกิจที่ดำเนินการมามากกว่า 1 ปีขึ้นไป และที่สำคัญยังไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ในการค้ำประกันอีกด้วย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

  • Angel Investor

    คือนักลงทุนอิสระที่มีเงินทุนและประสบการณ์ มองหาธุรกิจที่จะช่วยให้เงินลงทุนของตนเองนั้นงอกเงยได้ ส่วนใหญ่นักลงทุน Angel ลงทุนเพราะเชื่อในไอเดียและทีมงาน Angel Investor จะให้เงินก้อนหนึ่งเพื่อเป็นการเริ่มต้น หรือที่เราเรียกว่า Seed Funding ฟังดูดีใช่หรือไม่ แต่ในความเป็นจริง การตามหา Angel Investor เป็นเรื่องไม่ง่าย และถึงหาเจอ ก็อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกับเราในเรื่องของทิศทางการดำเนินงาน เรียกว่าถ้าหาเจอคือคุณโชคดีมากๆ เลยล่ะค่ะ

  • Venture Capital (VC)

    VC คือ กลุ่มองค์กรที่รวบรวมเงินจากกลุ่มคนหรือบริษัทที่ต้องการลงทุนและทำหน้าที่บริหารเงินกองทุนนั้น
    โดยการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยระยะเวลาการลงทุนจะอยู่ที่ 3-5 ปี และมักให้เงินลงทุนที่สูงกว่า Angel Investor แต่ก็จะแลกกับสัดส่วนของหุ้นหรือเงินปันผลที่มากขึ้นด้วย รวมถึงการมีอำนาจในการตัดสินใจต่างๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันไว้ ส่วนใหญ่ VC จะมองหาธุรกิจที่มี traction ซึ่งหมายถึงรายได้ หรือจำนวนผู้ใช้ในระดับหนึ่ง ฉะนั้นทางเลือกนี้อาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจใหม่ค่ะ

  • เงินอุดหนุนจากรัฐบาลและเงินกู้

    ปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐจำนวนมากที่มีเงินทุนให้เปล่า หมายถึง คุณได้รับเงินโดยไม่ต้องแลกกับหุ้นบริษัท ส่วนใหญ่คุณจำเป็นต้องนำเสนอแผนธุรกิจและนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการที่พิจารณา โดยหลักๆ แล้วกระทรวงหรือองค์กรรัฐจะพิจารณาจากธุรกิจที่สร้างนวัตกรรม หรือสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ การสมัครโครงการก็ถือว่าน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการแหล่งทุนและไม่อยากเสี่ยงใช้เงินของตนเอง อย่างไรก็ตาม ต้องพึงระลึกว่าเงินสดนั้นอาจจะไม่ได้เข้ากระเป๋าเราทันที ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาอนุมัติประมาณ 3-6 เดือน ฉะนั้นเจ้าของกิจการเองก็ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินในการดำเนินการเผื่อไว้ด้วยค่ะ

peerpower sme loan

Leave a Reply

รับเคล็ดลับในการบริหารธุรกิจรายเดือน ฟรี!

เพียงกรอกอีเมลของคุณด้านล่าง