ขอสินเชื่อขยายธุรกิจ

What I wish I knew series: เรื่องที่ควรรู้ก่อนขยายธุรกิจ (ตอนที่1 – การเงิน)

การขยายธุรกิจถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของเจ้าของกิจการ คุณไม่สามารถใช้วิธีการแบบเดิมๆ เพื่อให้กิจการเติบโตได้แบบก้าวกระโดด เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวนี้กันบ่อยค่ะ “เราน่าจะรู้ก่อน จะได้เตรียมตัวทัน” วันนี้ PeerPower จึงรวบรวมเรื่องที่ควรรู้ก่อนขยายธุรกิจในหัวข้อ “การเงิน” มาเพื่อเป็นแนวทางให้เจ้าของกิจการที่กำลังวางแผนขยายธุรกิจได้เตรียมตัวกันก่อนค่ะ

นอกจากเรื่อง “การเงิน” แล้ว เรายังได้รวบรวมหัวข้ออื่นๆ มาเพื่อเป็นแนวทางก่อนขยายธุรกิจด้วยนะคะ แต่จะเป็นหัวข้ออะไรต่อไป อย่าลืมติดตามกันได้ในบทความหน้าค่ะ

1. แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีบริษัท

ในช่วงเริ่มธุรกิจใหม่ๆ เป็นเรื่องปกติที่เจ้าของธุรกิจใช้บัตรเครดิตและบัญชีส่วนตัวในการดำเนินกิจการ แต่การใช้บัตรเครดิตส่วนตัวจนเต็มวงเงิน จะส่งผลเสียต่อเครดิตสกอร์ส่วนตัวของคุณ นอกจากนี้แล้ว การใช้บัญชีส่วนตัวมากเกินไป ทำให้ธุรกิจของคุณมีข้อมูลทางการเงินไม่เพียงพอต่อการสร้างเครดิต ส่งผลให้ SME หลายรายประสบปัญหาในการบริหารและขยายธุรกิจเพราะ การขอสินเชื่อเป็นไปได้ยากขึ้น

การที่บัญชีของผู้ประกอบการไม่ชัดเจนทำให้บริษัทรวมไปถึงบริษัทการเงินที่ปล่อยกู้ไม่ทราบถึงรายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของบริษัท ฉะนั้นแล้วเราจึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักการแยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีบริษัทเพื่อความชัดเจนและเป็นการง่ายต่อการขออนุมัติสินเชื่อเพื่อธุรกิจค่ะ

2. รักษาคะแนนเครดิต

เมื่อยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร เจ้าของกิจการมักถูกขอให้เซ็นเอกสารยินยอมการตรวจสอบ “เครดิตบูโร” เพื่อที่ธนาคารจะได้สามารถพิจารณาได้ว่าสามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้หรือไม่ การรักษาคะแนนเครดิตหรือเครดิตสกอร์ (credit score) จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้ที่มีคะแนนเครดิตดี จะมีโอกาสได้รับการอนุมัติสินเชื่อมากกว่าค่ะ

สำหรับวิธีการรักษาคะแนนเครดิตที่ดีเพื่อให้ง่ายต่อการขออนุมัติสินเชื่อมีดังนี้ค่ะ

  • ชำระหนี้ให้ตรงเวลา :การชำระหนี้ให้ตรงเวลาเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณมีแนวโน้มชำระหนี้เมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้วสูง และยังคิดเป็น 30-40% ของคะแนนเครดิตสกอร์ โดยคุณสามารถตั้งการแจ้งเตือนการชำระหรือให้ธนาคารตัดผ่านบัญชีอัตโนมัติทุกเดือนได้ค่ะ
  • ไม่ใช้วงเงินบัตรเครดิตเกิน :คุณควรใช้บัตรเครดิตเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะการมีบัตรเครดิตหลายใบและใช้วงเงินบัตรเครดิตเกิน รวมถึงการจ่ายขั้นต่ำนั้นเริ่มเป็นสัญญาณที่ไม่ดีและสามารถส่งผลต่อการขออนุมัติสินเชื่อได้ค่ะ
  • ปิดสินเชื่อที่ไม่จำเป็น :สินเชื่อที่ใช้เงินก้อนใหญ่ในการซื้อ เช่น โทรศัพท์มือถือหรือโน๊ตบุ๊ค คุณควรปิดภาระสินเชื่อตรงนี้ให้หมด เพื่อลดสัดส่วนหนี้ต่อวงเงินอนุมัติ

3. บริหารกระแสเงินสด

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่อาจมุ่งให้ความสำคัญกับยอดขายและกำไรเป็นสำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ บริหารกระแสเงินสดหรือการบริหารจำนวนเงินที่เข้า-ออกบัญชี เพื่อให้เกิดสภาพเงินหมุนเวียนคล่องตัวก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน

ในการบริหารกระแสเงินสด เจ้าของธุรกิจจำเป็นจะต้องรู้ว่าบริษัทมีเงินสดเท่าไหร่ มีรายจ่ายที่ประมาณการณ์ไว้เป็นจำนวนเท่าไหร่ และเงินสดที่มีจะสามารถครอบคลุมรายจ่ายดังกล่าวได้หรือไม่

  • หากสามารถครอบคลุมได้ บริษัทจะมีเงินสดเหลือเท่าไหร่ มีเก็บสำรองหรือไม่ ทั้งนี้ เจ้าของธุรกิจควรมีเงินสดสำรองในบัญชีอย่างน้อย 3-6 เดือนดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากการวางแผน การแจกแจงและการคาดการณ์อย่างดี เจ้าของกิจการควรรู้ความเป็นไปของบริษัท เพราะเงินสำรองในบัญชีของบริษัทส่วนใหญ่ สามารถสำรองได้ประมาณ 27 วันเท่านั้นค่ะ
  • หากไม่สามารถครอบคลุมได้ คุณคิดว่าบริษัทควรวางแผนดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ก่อให้เกิดหนี้และสร้างผลกระทบต่อกระแสเงินสดน้อยที่สุด ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจวางแผนบริหารสภาพคล่องกับทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้งาน โดยขายอุปกรณ์ที่ไม่ได้งานแล้วหรือสินค้าเก่าค้างสต๊อก เพื่อแปรทรัพย์สินนั้นเป็นเงินสด ก่อนมูลค่าของสินค้านั้นจะลดลง หรือ การรีบดำเนินการเก็บหนี้ค้างชำระจากลูกค้าหรือลูกหนี้ของบริษัท เพื่อเพิ่มเวลาในการหมุนเงิน

ทั้งนี้ เจ้าของ SME ควรหมั่นตรวจสอบกระแสเงินสดเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพราะนอกจากจะทำให้ทราบถึงรายรับ-รายจ่ายแล้ว คุณยังสามารถวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุดเมื่อมีปัญหาอีกด้วย

4. วางแผนคำนวณค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

เชื่อว่าหลายท่านคงทราบดีว่าในอนาคตไม่มีอะไรที่แน่นอน เราจึงต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆให้ได้ ในฐานะเจ้าของบริษัท คุณจำเป็นจะต้องรู้และแจกแจงต้นทุนของบริษัทได้ รู้จักเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของวัตถุดิบให้ดีก่อนการสั่งซื้อเพื่อวางแผนและคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดด้วย

การบริหารธุรกิจที่มีจำนวนรายรับพอดีกับจำนวนค่าใช้จ่ายของการจ้างพนักงาน การซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบต่างๆในแต่ละเดือนเพียงเท่านั้นจึงไม่สามารถตอบโจทย์เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละเดือน เจ้าของธุรกิจมีสภาพการหมุนเวียนกระแสเงินสดคล่องตัว สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำเดือนได้หมด แต่เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • การหนีชำระหนี้ของลูกค้า ทำให้รายรับที่คาดการณ์ไว้ของเดือนหน้าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
  • การลาออกอย่างกระทันหันของพนักงาน ทำให้ต้องจ้างพนักงานเพิ่มหรือจ่ายค่าล่วงเวลาให้พนักงานคนอื่นๆเพิ่ม
  • การประท้วง การปิดถนนหรืออุบัติเหตุที่อาจทำให้บริษัทไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ในสถานการณ์ดังกล่าว เจ้าของธุรกิจจะต้องสามารถวิเคราะห์และหามาตรการรับมือกับปัญหาให้ได้และควรเตรียมเงินสำรองในบัญชีเผื่อฉุกเฉินเอาไว้ 3-6 เดือน

5. ต่อรองดอกเบี้ยกับสถาบันการเงิน รีไฟแนนซ์เมื่อจำเป็น

คงไม่มีใครอยากทำงานเพื่อนำรายรับไปชำระดอกจากเบี้ยสินเชื่อทั้งหมดใช่ไหมคะ เจ้าของกิจการหลายท่าน อาจเคยประสบกับเหตุการณ์ที่ต้องใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องจักรของโรงงานเพิ่มเติมเพื่อขยายกิจการในช่วงที่บริษัทไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอ ทำให้เจ้าของกิจการต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 18-28% ต่อปี ซึ่งนอกจากจะทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องแล้ว ยังทำให้การยื่นขอสินเชื่อเป็นไปได้ยากอีกด้วย

เมื่อประสบปัญหาดังกล่าว เจ้าของธุรกิจอาจต้องทำการค้นคว้าข้อมูลที่มากพอและเจรจาต่อรองดอกเบี้ยกับสถาบันการเงิน หรือคุณอาจจำเป็นจะต้องรีไฟแนนซ์ ด้วยเหตุผลดังนี้

  • การรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินอื่นๆ: คุณสามารถทำการรีไฟแนนซ์กับ PeerPower ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อ SME เพียง 8-15% ต่อปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คุณจึงสามารถลดอัตราดอกเบี้ยต่อปีลงได้ถึง 12-15%ต่อปี

    โดยคุณสามารถลองคำนวณได้ว่า การรีไฟแนนซ์จะช่วยให้คุณสามารถประหยัดเงินได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ที่นี่

  • คุ้มค่ากว่าในระยะยาว: สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีความสามารถในการชำระได้สูงต่อเดือนและอยากปลดหนี้ให้เร็วที่สุด รีไฟแนนซ์จะช่วยให้คุณสามารถปิดภาระสินเชื่อและลดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวลงได้
  • ลดรายจ่ายต่อเดือน เพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ: ในทางกลับกัน เจ้าของธุรกิจที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน สามารถรีไฟแนนซ์เพื่อปิดภาระสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยสูง และแบ่งชำระในอัตราที่น้อยลงในแต่ละเดือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กระแสเงินสดในธุรกิจได้ด้วย
  • พิ่มเครดิตสกอร์: การติดค้างชำระสินเชื่อบัตรเครดิตหลายใบจะมีผลกระทบด้านลบต่อคะแนนเครดิตของคุณ การรีไฟแนนซ์ปิดสินเชื่อบัตรเครดิตและรวมหนี้ไว้ในที่เดียว จะช่วยเพิ่มคะแนนเครดิตให้กับคุณได้ถึง 30%

6. บริหารจัดการลูกหนี้และสินทรัพย์

เจ้าของธุรกิจควรบริหารจัดการลูกหนี้และสินทรัพย์ให้ดี เพื่อจะได้ไม่ต้องขายสินทรัพย์ที่อาจสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตให้ได้

  • ในการบริหารจัดการหนี้: คุณอาจเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ให้ได้เร็วที่สุด โดยกำหนดระยะเวลาหรือหาแรงจูงใจในการชำระหนี้ พร้อมติดตาทวงหนี้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ คุณต้องไม่ลืมที่จะชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ตรงตามเวลาด้วยเช่นกัน เพื่อสร้างเครดิตที่ดีให้กับธุรกิจ
  • ในการบริหารสินทรัพย์: เจ้าของธุรกิจควรแปรสภาพสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มลดมูลค่าลงได้ตามระยะเวลา เช่น สินค้าเก่าค้างสต็อก อุปกรณ์โรงงานที่ไม่ได้ใช้การแล้ว ปล่อยทิ้งไว้นานจะกลายเป็นอุปกรณ์เก่าเก็บที่อาจใช้การไม่ได้อีก เพื่อนำเงินที่ได้นี้มาหมุนเวียนให้เกิดสภาพคล่องในธุรกิจ

PeerPower เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจสำหรับ SME โดยนิติบุคคลที่จดทะเบียนนิติบุคคล (บจก. หรือ หจก.) มากกว่า 1 ปีสามารถยื่นขอสินเชื่อได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 8% ต่อปี ขึ้นอยู่กับผลประเมิน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลองคำนวณสินเชื่อและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้

peerpower sme loan

Leave a Reply