Category

ขยายธุรกิจ

ต้นทุนทางธุรกิจลดลงได้อย่างไรเมื่อใช้บริการสตาร์ทอัพ

ต้นทุนทางธุรกิจลดลงได้อย่างไรเมื่อใช้บริการสตาร์ทอัพ เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างจากบริษัทเทคโนโลยีที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมของเราขนาดของผลกระทบและการผูกขาดของบริษัทเหล่านี้มักเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องจริง ที่บริษัทในกลุ่ม FAANG* และ บริษัทเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เช่น AirbnbและUber ได้ค้นพบส่วนผสมระหว่าง พลังของเครือข่าย (Network Effect)ในการเข้าถึงแหล่งทุนกับประสิทธิภาพในการทำเงินมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งสร้างความยากลำบากให้กับผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่พยายามจะเข้ามาแข่งขัน เมื่อตามรอยไปจะพบว่ากลางปี 2018 บริษัทในกลุ่ม FAANG เพียงอย่างเดียวทำกำไรได้ถึง 11% ของกำไรทั้งหมดจากตลาด 500 S&P และ 38% ในดัชนี Year-to-date-gain แสดงให้เห็นว่าบริษัทเหล่านี้สามารถเพิ่มอิทธิพลของตัวเองเป็น 2 เท่าได้ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น นำไปสู่คำถามว่าบริษัทเหล่านี้ควรได้รับการควบคุมมากขึ้นหรือไม่ โดยมุ่งประเด็นไปที่การผูกขาดตลาด ซึ่งเป็นขอโต้เถียงระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันส์ในสภาคองเกรส แต่นั่นคือการชี้ให้เห็นว่าทศวรรษของเทคโนโลยีอย่างช่วงปี 2010 นี้เป็นเพียงเรื่องของภาพรวมเศรษฐกิจกับการเติบโตของความไม่เท่าเทียมทางธุรกิจเท่านั้นหรือเปล่า บริษัทสตาร์ทอัพซึ่งประสบความสำเร็จจากการดำเนินกิจการแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) จำนวนมากกลับแสดงภาพเดียวกันที่แตกต่างในรายละเอียด โดยบริษัทเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนในการก่อตั้งธุรกิจ และลดความสำคัญของการใช้เงินทุนเพื่อเข้าสู่สนามธุรกิจและทำให้บริษัทขนาดเล็กได้รับส่วนแบ่งจากธุรกิจที่เกิดขึ้นเพราะมีบริษัทเทคโนโลยีเป็นสื่อกลาง   ก้าวสู่โอกาสแห่งความเท่าเทียม :: เปลี่ยนต้นทุนคงที่เป็นต้นทุนแปรผัน อะไรทำให้บริษัท AWS, WeWork, Stord, Gusto และ RocketLawyer มีจุดที่เหมือนกัน พวกเขาให้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้งสำหรับสำนักงาน โกดังเก็บของ ระบบ การจ่ายเงินเดือนและแบบฟอร์มทางกฎหมาย ตามลำดับ  เมื่อมองโดยรวมจะพบว่าบริษัทเหล่านี้ไม่น่าจะมีอะไรเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้บริษัทเหล่านี้เหมือนกันก็คือพวกเขาจะเลือกให้บริการในสิ่งที่กลุ่มลูกค้าของเขาต้องการ เพราะลูกค้าของพวกเขาต่างมีธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายคงตัวนั่นคือ การเช่าเซิร์ฟเวอร์ ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และยอมเปลี่ยนมันเป็นต้นทุนแปรผัน เมื่อทบทวนแล้วว่า ต้นทุนคงที่ก็ยังคงอยู่แบบนั้นโดยไม่เปลี่ยนเป็นผลผลิต ในขณะที่ต้นทุนแปรผันวัดได้ด้วยผลจากธุรกิจ เมื่อพ่อฉันเริ่มต้นธุรกิจที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ก่อนปี 1981 ฉันจำได้ว่ากล่อง AIX ขนาดใหญ่ ได้ส่งมาที่บ้านเรา โดยติดป้ายว่ามันเดินทางมาจากบริษัทใจกลางนิว เจอร์ซีย์ พ่อเริ่มตั้งบริษัทขึ้นในห้องนอนแขก เมื่อมองย้อนไป การเริ่มต้นเกือบทุกธุรกิจนั้นยาก เพราะค่าใช้จ่ายคงที่ที่สูง ถ้าไม่มี AWS หรือ WeWork คุณต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสำหรับค่าฮาร์ดแวร์และสัญญาเช่า การหาแหล่งทุนไม่ว่าจะเป็นการกู้ธนาคาร เงินเก็บ เงินสนับสนุนจากเพื่อนและครอบครัวเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องเจอในเบื้องต้น ในปัจจุบัน บริษัทสตาร์ทอัพเริ่มธุรกิจได้แทบทุกประเภทโดยที่มีต้นทุนคงที่เพียงไม่กี่รายการ  เช่นถ้าอยากหาร้านขายของออนไลน์(E-Commerce)เริ่มด้วยการสมัคร Shopify ฟรีและวางขายสินค้าดูสิ หรืออยากเป็นดีไซเนอร์ ฟรีแลนซ์ก็วางชิ้นงานของคุณไว้ใน Fiverr… Read more

4 ขั้นตอน กับ Design thinking ที่จะเปลี่ยนธุรกิจของคุณให้ดีขึ้น

แนวคิด Design Thinking คือการร่วมระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหาี่ซับซ้อนโดยยึดหลักผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อออกแบบสินค้า บริการ ที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้ใช้ได้จริง โดยใช้ 4 ขั้นตอนสำคัญในการออกแบบคือ Discover ทำความเข้าใจผู้บริโภคเพื่อมองเห็นถึงปัญหา Define คัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องการจะแก้ไข Develop ระดมไอเดียเพื่อแก้ไขปัญหา Deliver นำไอเดียที่ดีที่สุดไปพัฒนาต่อ และทดลองใช้ แนวคิดดังกล่าวจะช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณให้ดีขึ้นด้วยไอเดียของคนหลายๆ คนที่นำมาตกผลึกร่วมกัน เหมาะกับธุรกิจประเภทบริการ หรือสตาร์ทอัพ   ต้องบอกว่าในยุคเทคโนโลยีแบบนี้มักจะมีเรื่องราวใหม่ให้เราได้ศึกษาหรือติดตามกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Data Science หรือ Blockchain และอีกหนึ่งชื่อที่หลายคนมักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆนั่นก็คือ “Design Thinking” วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ จะพาคุณมารู้จักกับแนวคิดดังกล่าว เพื่อหาคำตอบว่าทำไมแนวคิดนี้ถึงเป็นที่นิยม และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตัวเองได้อย่างไรบ้าง Design Thinking คืออะไร? คือ การออกแบบความคิด เพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อน โดยยึดหลักผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง และระดมไอเดียจากหลากหลายความคิดและหลากหลายมุมมอง มาพัฒนาและแก้ไขปัญหานั้นๆ เพื่อให้ได้สินค้า บริหาร หรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้งานมากที่สุด เป็นการหยิบปัญหา ในด้านต่างๆ ทั้งความรู้สึกและประสบการณ์จากผู้ใช้ มาออกไอเดียเพื่อแก้ไข หรือพัฒนาให้ตอบโจทย์กับความต้องการกับผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้คำนึงถึงความรู้สึก หรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก มองหาปัญหา และเริ่มแก้ไข เพราะ สิ่งที่เข้าใจยากที่สุดก็คือ “มนุษย์” โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสามารถหยั่งรู้ความคิดของทุกคนได้ และการจะออกแบบสินค้าหนึ่งเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการกับผู้ใช้งานทุกคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย Design Thinking จึงเป็นแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ มารู้จักกระบวนการและแนวคิดของ Design Thinking กัน ความจริงแล้วนี้เป็นแนวคิดที่มีใช้กันมานานแล้วในกลุ่มของนักออกแบบ มีตำราเขียนลงบันทึกจากหลากหลายสำนักซึ่งก็อาจจะมีความกระบวนการหรือแนวคิดที่แตกต่างกันบ้าง วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ ขอหยิบแนวคิด ดังกล่าวแบบ Double Diamond มาอธิบายให้คุณเข้าใจกัน การออกแบบตามแนวคิดนี้ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ขอบคุณรูปภาพจาก designcouncil 1. Discover เป็นช่วงที่ต้องทำความเข้าใจผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานและเริ่มต้นค้นหาสาเหตุของปัญหา โดยระดมความคิดและจินตนาการว่า ถ้าหากเราเป็นผู้ใช้งานจะต้องเจอกับเหตุการณ์ใดบ้างที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในการใช้งาน อาจใช้ User Persona หรือ Marketing Persona… Read more

ไขข้อสงสัยกับ จุดเริ่มต้นของ Peer to Peer Lending และกรณีศึกษาในต่างประเทศ

เพียร์ พาวเวอร์ ชวนคุณมารู้จักกับจุดเริ่มต้นของ Peer to Peer Lending Platform ที่มาของการเติบโตที่พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นตลาดที่น่าจับตามองของคนทุกกลุ่มทั่วโลก P2P Lending นั้นจะมีจุดเริ่มต้นและแนวคิดมาจากอะไร ไปติดตามกันได้เลยค่ะ… Read more

แกะเคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจ จากขนมดังข้ามชาติ Irvin’s Salted Egg

Irvin’s Salted Egg หรือ ขนมทานเล่นรสไข่เค็มชื่อดังจาก สิงค์โปร์ ที่กลายเป็นของฝากที่ไม่ว่าใครที่ได้ไปเที่ยวสิงค์โปรก็ต้องหอบหิ้วกลับมาฝากลูกฝากหลานฝากเพื่อนร่วมงานด้วยกันทั้งนั้น แต่ยังมีหลายคนที่ไม่รู้ถึงประวัติและความเป็นมาของ Irvin’s Salted Egg ว่าแท้จริงแล้วธุรกิจของ สามพี่น้องตระกูล Irvin นั้นเริ่มต้นจากร้านอาหารเล็กๆในสิงค์โปร จาก ร้านอาหารเล็กสู่แบรนด์ขนมชื่อดังระดับโลก เรื่องราวความสำเร็จของพวกเขาจะเป็นมายังไงไปติดตามกันได้เลยค่ะ… Read more

5 Checklist อยากส่งออกไปต่างประเทศต้องรู้

หนึ่งในการขยายกิจการของธุรกิจที่ผ่านช่วงเริ่มต้นมาแล้วก็คือการขยายกิจการสู่ต่างประเทศ แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการส่งออกแล้ว หลายท่านมองเป็นเรื่องไกลตัว และมองหาแนวทางในการเริ่มต้น วันนี้เพียร์ พาวเวอร์ มี 5 เช็คลิสต์ที่จะช่วยให้การส่งออกในธุรกิจของคุณนั้นง่ายขึ้นจะมีอะไรบ้างไปติดตามกันได้เลยค่ะ 1. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศช่วยคุณได้ สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจอยากจะขยายธุรกิจเพื่อส่งออก แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน สามารถติดต่อเข้าไปที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการข้อมูลและข่าวสารทางการค้าในเชิงลึก และคุณยังสามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกตลาดที่เหมาะกับสินค้าของคุณได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ DITP ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น งานฝึกอบรมหรือสัมมนาเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ งานจัดแสดงสินค้า สามารถติดตามอัพเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ผ่านช่องทาง www.ditp.go.th หรือ Facebook ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 2. โปรโมทสินค้าให้ถูกที่ ก็ขายได้มากขึ้น ในปัจจุบันอินเตอร์เน็ตทำให้คุณสามารถเข้าถึงได้จากทั่วทุกมุมโลก แต่อย่าลืมว่าลูกค้าของคุณก็สามารถเข้าถึงสินค้าได้จากทุกมุมโลกเช่นกัน และที่สำคัญการสั่งซื้อของออนไลน์ในปัจจุบันก็ได้รับความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณจึงควรรู้จักที่จะโปรโมทสินค้าของคุณผ่านเว็บไซต์ต่างๆ แต่คุณก็ต้องรู้จักความแตกต่างของแต่ละช่องทางให้ดี เพื่อให้สินค้าของคุณไปถึงเป้าหมายได้มากขึ้นเช่น หากคุณอยากจะขายสินค้าแบบปลีก ก็ควรที่จะลงสินค้าใน Amazon หรือ E-bay สำหรับใครที่อยากขายสินค้าแบบส่ง Alibaba อาจจะเหมาะกับธุรกิจของคุณมากกว่า นอกจากนี้คุณควรจะมีการโปรโมทในรูปแบบอื่นๆ เช่น การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลงสินค้าของคุณบน Thaitrade.com หรือ ไปออกบูทจัดงานแสดงสินค้าเพื่อเพิ่มช่องทางการค้า และที่สำคัญคือ คุณควรมีช่องทางการติดต่อที่หลากหลายเพื่อให้ลูกค้าสามารถติดต่อสื่อสารกับคุณได้อย่างสะดวกมากขึ้น อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการโปรโมทเว็บไซต์ของคุณด้วยการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) 3. รู้จักตลาดให้ดี ใช้กลยุทธ์ให้เป็น สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจการส่งออกของคุณนั้นยั่งยืนคือ คุณต้องทำความรู้จักกับตลาดให้ดี ทั้งการรู้จักคู่แข่งให้ดี การพัฒนาคุณภาพสินค้า พัฒนาการบริการ และ ระบบขนส่งเพื่อช่วยลดต้นทุนและยังเป็นการสร้างกำไรให้กับธุรกิจของคุณอีกด้วย เมื่อคุณรู้จักตลาดได้ดีพอ คุณก็จะสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ กลยุทธ์ในการส่งออกให้ประสบความสำเร็จ 1. Scale: การผลิตหรือการส่งออกที่เน้นปริมาณ ช่วยให้สามารถเข้าตลาดได้ง่ายขึ้น 2. Reach : การรู้จักเข้าถึงลูกค้า ในวงกว้างจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้เร็วขึ้น 3. Speed : ความเร็วสามารถทำให้คุณช่วงชิงพื้นที่ในตลาดได้ 4. Partnership : การผูกพันธมิตร หรือร่วมทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่นจะช่วยให้ธุรกิจของคุณแข่งแกร่งมากขึ้น 5. Localization : การปรับตัวให้เข้ากับความชอบหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญ 4. เอกสารครบ มีชัยไปกว่าครึ่ง หลังจากที่มีการสั่งซื้อสินค้าเรียบร้อยแล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือการจัดส่งสินค้า… Read more