ขอสินเชื่อ SME

ขอสินเชื่อ SME อย่างไรให้ผ่าน

ขอสินเชื่อ SME ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ประกอบการหลายคนจะตกม้าตายเพราะเตรียมตัวมาไม่พอ เพียร์ พาวเวอร์ขอแนะนำวิธีเตรียมตัวเพื่อให้ผู้ประกอบการขอสินเชื่อได้อย่างผ่านฉลุยค่ะ

  • สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัว มีดังนี้ เอกสารที่แสดงถึงรายได้ธุรกิจ แผนธุรกิจ หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน และข้อมูลธุรกิจเพื่อใช้ตอบคำถามเจ้าหน้าที่สินเชื่อ
  • สาเหตุที่ทำให้ขอสินเชื่อไม่ผ่าน 5 ข้อ มีดังนี้ค่ะ
  • ประวัติการชำระเงินล่าช้าในหลายบัญชีสินเชื่อ
  • บัญชีธนาคารแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสามารถในการชำระหนี้
  • มีภาระหนี้เกินกำลัง คือ ธุรกิจที่มีภาระหนี้มากกว่ารายได้ต่อเดือน เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง
  • บริษัทขาดทุน แสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการชำระหนี้น้อยลง
  • ผู้ถือหุ้นหรือบริษัทมีการใช้สินเชื่อจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่ไม่ดี

ขอสินเชื่อ SME อย่างไรให้ผ่าน

เมื่อจะขยายกิจการ ผู้ประกอบการมักหาเงินทุนจากการขอสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อ SME ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนในการขยายธุรกิจ ในการขอสินเชื่อนอกจากเงินทุนหมุนเวียนที่จะได้เพิ่มเข้ามา ยังหมายถึงหนี้สินที่ต้องชำระอีกด้วย สถาบันการเงินจะพิจารณาจากหลายด้านประกอบกันเพื่ออนุมัติสินเชื่อ ซึ่งในจุดนี้เองค่ะ ที่ผู้ประกอบการหลายคนจะตกม้าตาย เพราะเตรียมตัวมาไม่พอ เพียร์ พาวเวอร์เลยขอแนะนำวิธีเตรียมตัวเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถขอสินเชื่อได้อย่างผ่านฉลุยมาให้ลองอ่านกันค่ะ

ขอสินเชื่อ SME ต้องเตรียมตัวอย่างไร

การขอสินเชื่อ SME ไม่เคยง่ายค่ะ เพราะสินเชื่อสำหรับการประกอบธุรกิจมีปัจจัยความเสี่ยงมากกว่าสินเชื่ออื่น เช่นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อบุคคลมาก จึงมีการสกรีนจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารแบบเข้มข้น ผู้ประกอบการต้องเจอการตรวจสอบทั้งด้านเอกสาร และการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ที่เป็นบุคคล นั่นหมายความว่าการตอบคำถามเกี่ยวกับธุรกิจของเราก็ต้องเป๊ะด้วยนั่นเองค่ะ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมขอสินเชื่อได้อย่างไม่ติดขัด เพียร์ พาวเวอร์ ขอแนะนำว่าต้องเป๊ะในเรื่องต่อไปนี้นะคะ

เอกสารต้องพร้อม

สิ่งที่จะบอกได้ว่าธุรกิจ SME นี้น่าให้สินเชื่อหรือไม่ เจ้าหน้าที่ที่พิจารณาสินเชื่อ SME จะดูจากเอกสารแสดงประวัติการเงิน ซึ่งจะแสดงรายรับรายจ่าย วินัยการจ่ายหนี้ การใช้เงิน และภาระหนี้สินของผู้ประกอบการที่ยื่นขอสินเชื่อ SME โดยจะดูจากเอกสารต่อไปนี้ค่ะ

  • เอกสารประจำธุรกิจ ได้แก่ สำเนาทะเบียนการค้าและหนังสือรับรองการจดทะเบียนบุคคล
  • เอกสารที่แสดงถึงรายได้ธุรกิจ
    • สำเนางบการเงินปีล่าสุด และย้อนหลังไม่น้อยกว่า 3 ปี
    • สำเนาแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี
    • สำเนาเอกสารสิทธิในทรัพย์สินที่เสนอเป็นหลักประกัน
    • แผนที่แสดงที่ตั้งสถานประกอบการ
  • แผนธุรกิจ ที่จะแสดงให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อเห็นว่าธุรกิจของเราดำเนินงานอย่างไร มีรายได้จากทางไหน และมีแนวทางการพัฒนาต่อยอดธุรกิจนี้อย่างไร มีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตหรือไม่ รวมถึงกลุ่มลูกค้า และการจัดการอื่นๆ  ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการว่าจะนำพาธุรกิจให้ไปรอดจนชำระหนี้ได้ตามที่ขอหรือไม่ ในส่วนนี้ควรจัดทำเอกสารให้ถูกต้องและชัดเจน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของเรา

หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน

ถ้าต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือเพื่อให้การขอสินเชื่ออนุมัติง่ายขึ้น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมคือ หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกันที่มีมูลค่าเพียงพอ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อมั่นใจว่าหากธุรกิจของเราเกิดปัญหาในอนาคต ก็ยังมีทรัพย์สินอื่นที่ชดใช้หนี้แทนได้นั่นเอง

เตรียมตัวให้พร้อมตอบคำถามเจ้าหน้าที่สินเชื่อ

ตามที่เพียร์ พาวเวอร์บอกไปข้างต้นว่า การพิจารณาสินเชื่อดูทั้งจากเอกสารและการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสำหรับธนาคารแล้ว หน่วยงานนี้คือเจ้าหน้าที่สินเชื่อนั่นเองค่ะ เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะพิจารณาการอนุมัติจากการสัมภาษณ์เพิ่มเติม ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ การขอสินเชื่อ SME ให้ประสบความสำเร็จ คำถามที่ผู้ประกอบการต้องตอบให้ได้ มีประมาณนี้ค่ะ

  • ขอสินเชื่อ SME ไปเพื่ออะไร?

เจ้าหน้าที่สินเชื่อต้องทราบว่าผู้ประกอบการจะนำเงินที่ได้ไปใช้ทำอะไร เพื่อพิจารณาว่าสมควรอนุมัติสินเชื่อ SME หรือไม่ ในกรณีที่ผู้ประกอบการจะนำเงินไปใช้ขยายธุรกิจ ต้องอธิบายแผนธุรกิจในอนาคตให้กับเจ้าหน้าที่สินเชื่อเข้าใจด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าสินเชื่อ SME ที่ขอไป จะมีการนำไปใช้อย่างเป็นระบบ และพัฒนาธุรกิจได้จริง

  • แผนการใช้เงินเป็นอย่างไร?

เมื่อตอบได้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไรได้แล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องตอบให้ได้คือเอาเงินไปใช้อย่างไร ถ้าตอบได้โอกาสขอสินเชื่อ SME ผ่านก็มากขึ้น แต่ถ้าตอบไม่ได้โอกาสที่จะไม่ได้รับอนุมัติก็มากตาม เพราะถ้าเป็นเราเอง คนขอยืมเงินตอบไม่ได้ว่าจะเอาเงินไปใช้อย่างไรให้สามารถใช้คืนได้ ความน่าเชื่อถือหรืออยากให้เงินกับคนคนนั้นก็คงลดลงเช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้ประกอบการต้องอธิบายแผนการใช้เงินอย่างละเอียด พูดถึงความเป็นไปได้และความสามารถในการผ่อนชำระหนี้อย่างเป็นเหตุเป็นผล  

  • กลุ่มเป้าหมายของผู้ประกอบการคือใคร?

การทำธุรกิจคือการค้าขาย คนซื้อหรือลูกค้าคือองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจ การมีลูกค้าที่ระบุตัวตนได้เป็นอีกหนึ่งเกณฑ์ที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อใช้ตัดสินว่าควรอนุมัติการขอสินเชื่อ SME นั้นดีหรือไม่ หรือควรให้สินเชื่อเป็นจำนวนเท่าไหร่  ซึ่งลูกค้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม

ลูกค้าแบบ Business to Consumer (B2C) คือ ลูกค้าที่เป็นบุคคลทั่วไป เช่น ลูกค้าที่ซื้ออาหาร ซื้อสบู่แชมพู ซื้อเสื้อผ้า เป็นต้น

ลูกค้าแบบ Business to Business (B2B) คือ ลูกค้าที่เป็นกลุ่มธุรกิจด้วยกันเอง เช่น บริษัทรับจ้างผลิตสินค้า เอเจนซี่โฆษณา อาคารสำนักงานให้เช่า เป็นต้น

  • คู่แข่งเป็นใคร?

เป็นธรรมดาที่ในตลาดการค้าย่อมมีคู่แข่งที่ขายสินค้าหรือทำธุรกิจประเภทเดียวกับเรา คู่แข่งมากหมายถึง Market Sharing ที่มากตามไปด้วย ในส่วนนี้สิ่งที่เจ้าหน้าที่สินเชื่ออยากจะทราบคือ ผู้ประกอบการวางแผนรับมือกับคู่แข่งจำนวนดังกล่าวอย่างไร หรือต้องการส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นเท่าไหร่ ด้วยวิธีการที่เป็นไปได้หรือไม่ หากมีความชัดเจนทั้งด้านกลยุทธ์และตัวเลขที่มีเหตุผลสนับสนุนมากพอ โอกาสจะได้รับการอนุมัติก็มีมากตามไปด้วยค่ะ

  • มีแผนรับมือกับวิกฤติอย่างไร

ในการทำธุรกิจ จะไม่ให้เกิดปัญหาเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมวิธีการรับมือสำหรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเอาไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อต้องการรู้ว่าหากผู้ประกอบการประสบกับปัญหาจริง ๆ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ผู้ประกอบการที่สามารถให้คำตอบที่ดีและดูเป็นไปได้ แสดงว่ามีความสามารถในการบริหารเงินและกิจการ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การขอสินเชื่อ SME สำเร็จตามที่คาดหวัง

ขอสินเชื่อ SME ไม่ผ่านเพราะอะไร

ถ้าเราเตรียมเอกสารมาดี และตอบคำถามได้ดี นั่นหมายความว่าเราจะต้องขอสินเชื่อผ่านแน่ๆ เลยใช่มั้ย เพียร์ พาวเวอร์คงต้องตอบว่า มันก็ไม่แน่ อีกนั่นแหละค่ะ เพราะโอกาสที่จะไม่ผ่านก็มีได้เหมือนกัน ซึ่งเหตุผลที่การขอสินเชื่อ SME จะไม่ผ่านทั้งที่มีเอกสารครบถ้วน ตอบคำถามได้ดีก็มีได้หลายเหตุผลค่ะ ยกตัวอย่างการขอสินเชื่อกับเพียร์ พาวเวอร์ ที่มีการนำระบบ Credit Scoring มาใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ

คะแนนเครดิต หรือ Credit Scoring คือ ผลรวมจากการประเมินทางสถิติของลูกค้ารายหนึ่งว่ามีความสามารถในการบริหารสินเชื่อที่ได้ไปอย่างมีประสิทธืภาพหรือไม่ จะดูจากหลายปัจจัยรวมกันเช่น จำนวนเงินที่ขอ ภาระหนี้สินเดิม โอกาสในการชำระหนี้ในระยะเวลาขอสินเชื่อ และเหนืออื่นใด ประวัติการชำระหนี้ในอดีตของผู้ประกอบการเอง ที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ(Credit)ให้ผู้ประกอบการได้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การขอสินเชื่อ SME ผ่านหรือไม่ผ่านด้วยค่ะ แต่ถ้าเป็นสถาบันการเงินอื่นๆ เหตุผลที่ขอสินเชื่อ SME ไม่ผ่านก็อาจเป็นไปได้อีกหลายทาง เช่น

มีประวัติการชำระเงินล่าช้าในหลายบัญชีสินเชื่อ

ยิ่งกู้มาก ยิ่งเป็นภาระมากนะคะ และยิ่งชำระล่าช้ามาก หรือบ่อยครั้ง ข้อมูลการชำระเงินที่ไม่ตรงเวลานี้จะถูกบันทึกไว้ที่ศูนย์ข้อมูลเครดิต(หากเป็นหนี้ในระบบ)แสดงให้ทางสถาบันการเงินที่ผู้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อ SME ได้เห็นและพิจารณาไม่อนุมัติสินเชื่อได้ค่ะ เพราะถ้าหนี้เดิมยังจ่ายไม่ได้ หนี้ใหม่ก็ไม่น่าจะไหวเช่นกัน เมื่อสถาบันการเงินตรวจสอบคะแนนเครดิตและบัญชีบริษัท จะพบว่าการเงินของบริษัทมีปัญหาหรือผู้ประกอบการไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ให้ตรงเวลา สินเชื่อที่ขอไปมีสิทธิ์ถูกปฏิเสธสูงมาก

แนวทางแก้ไข

  • ชำระหนี้สินเชื่อให้ตรงเวลา เพื่อสร้างความน่าเชื่อเรื่องความสามารถในการชำระหนี้และเพิ่มคะแนนเครดิต โดยส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาราวๆ 6 เดือน
  • สมัครขอสินเชื่อใหม่รอบหน้า เพื่อลดประวัติการจ่ายล่าช้า หากผู้ประกอบการมีประวัติชำระเงินล่าช้าและข้อมูลยังอยู่ในรายงานเครดิตบูโร ผู้ประกอบการควรรอขอสินเชื่อใหม่เมื่อประวัติได้หายไป โดยปกติข้อมูลจะเก็บอยู่ในรายงานเครดิตบูโร ไม่เกิน 3 ปี ทั้งสินเชื่อบุคคลและนิติบุคคล ในระหว่างนี้ผู้ประกอบการต้องชำระหนี้ให้ตรงเวลาเพื่อรักษาคะแนนเครดิต

บัญชีธนาคารแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสามารถในการชำระหนี้

จำนวนเงินในบัญีธุรกิจมีผลต่อการพิจารณาเหมือนกันนะคะ เพราะแสดงถึงสภาพคล่องทางการเงินและกระแสเงินสดของธุรกิจ ถ้าเงินในบัญชีธุรกิจของผู้ประกอบการมีน้อยกว่าหนี้ที่ต้องชำระ นั่นก็หมายความว่าผู้ประกอบการไม่สามารถชำระหนี้ได้ เจ้าหน้าที่สินเชื่อก็คงไม่อนุมัติสินเชื่อให้อย่างแน่นอนค่ะ

แนวทางแก้ไข

  • รวมบัญชีที่ใช้ในการทำธุรกิจเข้าด้วยกัน ผู้ประกอบการต้องรวมบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อเพิ่มจำนวนเงินเข้าออกในแต่ละบัญชีให้มากขึ้น และมีศักยภาพในการชำระหนี้คืน
  • แยกบัญชีบริษัทออกจากบัญชีส่วนตัว ผู้ประกอบการควรแยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจออกจากกัน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทราบรายรับรายจ่ายที่ชัดเจนของบริษัท และเพิ่มจำนวนเงินเข้าออกในบัญชี

มีภาระหนี้เกินกำลัง

สถาบันการเงินจะตรวจสอบว่าธุรกิจของผู้ประกอบการมีภาระหนี้มากกว่ารายได้ต่อเดือนหรือไม่ เพราะถ้าบริษัทมีภาระหนี้สูง โอกาสที่จะผิดนัดชำระก็จะสูงตามไปด้วย

แนวทางแก้ไข

  • สมัครขอสินเชื่อใหม่ เมื่อบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการควรลองหาวิธีเพิ่มรายได้ให้บริษัท แลัวค่อยสมัครใหม่อีกครั้งเมื่อบริษัทมีรายได้มากกว่าหนี้สิน เพื่อแสดงความสามารถในการผ่อนชำระต่อเดือน
  • ลดภาระหนี้ของบริษัท นอกจากเพิ่มรายได้แล้ว ผู้ประกอบการต้องชำระหนี้สินหรือปรับโครงสร้างหนี้ให้อยู่ในระดับที่สามารถชำระได้

บริษัทขาดทุน

ถ้าบริษัทของผู้ประกอบการกำลังขาดทุน การขอสินเชื่อ SME นั้นจะถูกประเมินว่ามีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้น้อยลง

แนวทางแก้ไข

  • ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้ว่าธุรกิจมีค่าใช้จ่ายและรายได้จริงๆ ทั้งหมดเท่าไหร่ จะได้นำไปคิดต่อว่าควรลดค่าใช้จ่ายส่วนไหนดี
  • ลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย สามารถทำได้หลายวิธี เช่น
    • ใช้ทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่า
    • ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป
    • เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เพื่อทำให้เข้าใจและเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
    • ใช้สื่อโฆษณาให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า อย่าโฆษณาแบบหว่านแห

ผู้ถือหุ้นหรือบริษัทมีการใช้สินเชื่อจำนวนมาก

การขอสินเชื่อคือการมีหนี้สินเพิ่ม ถ้าผู้ประกอบการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีการใช้บัตรเครดิตในวงเงินสูงๆ หรือมีการขอสินเชื่อหลายประเภทรวมกันเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ภาระหนี้ที่มีอยู่แล้วอาจเป็นอุปสรรคในการขอสินเชื่อเพิ่มก็ได้ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการและวินัยทางการเงินที่ไม่ดี โอกาสที่การขอสินเชื่อ SME ของผู้ประกอบการจะไม่ได้รับอนุมัติการอนุมัติก็เป็นไปได้สูงค่ะ

แนวทางแก้ไข

  • ใช้บัตรเครดิตหรือบัญชี OD ให้น้อยลง เปลี่ยนจากการใช้เงินอนาคตหรือบัตรเครดิตเป็นเงินสดให้มากขึ้น ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีสินเชื่อเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี (overdraft) ผู้ประกอบการควรเบิกใช้เท่าที่จำเป็นหรือไม่ใช้เลย
  • เปลี่ยนการใช้สินเชื่อบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เป็นสินเชื่อประเภทอื่นที่มีดอกเบี้ยถูกกว่า
    เมื่อผู้ประกอบการลองเปลี่ยนสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยถูกกว่าอาจช่วยให้ภาระหนี้จากดอกเบี้ยลดน้อยลงด้วย
  • ปิดบัญชีบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็น ผู้ประกอบการควรปิดบัญชีบัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้ เพื่อป้องกันการเกิดหนี้ในอนาคตค่ะ

เมื่อธุรกิจเติบโตและต้องใช้เงินทุนผู้ประกอบการต้องวางแผนการใช้เงินและอาจขอสินเชื่อ SME เพื่อทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปอย่างไม่ติดขัด การเตรียมตัวตามที่เพียร์ พาวเวอร์แนะนำมาทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อ SME ให้ผ่าน  แต่ถ้าต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับการขอสินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ หรือคำแนะนำจากเพียร์ พาวเวอร์ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลมาแล้วมากกว่า 1 ปี ก็สามารถติดต่อสอบถามที่นี่ได้เลยนะคะ

สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME

สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME

Leave a Reply