การเริ่มต้นของเพียร์ พาวเวอร์ โดยกรุงเทพธุรกิจ

ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่ให้เกียรติเพียร์ พาวเวอร์ได้เล่าถึงความเป็นมา อุปสรรค และเหตุผลที่เราตั้งใจทำธุรกิจอยู่ทุกวันนี้

ทางเลือกใหม่ ‘เงินกู้’ PeerPower

Source: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Monday, March 27, 2017

PeerPower Team

        “เพียร์เพาเวอร์” (PeerPower) จะเป็น แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถปล่อยกู้โดยตรงให้กับผู้ขอสินเชื่อโดยไม่ต้องผ่านช่องทางปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ (ระบบ สินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือ Peer to Peer Lending)

         “แทนที่นักลงทุนหรือผู้ที่ออมเงิน เดิมทีเอาเงินไปฝากแบงก์หรือซื้อหุ้นกู้ ดอกเบี้ย ที่ได้ก็แค่ 2-4% ส่วนผู้กู้เวลาไปขอกู้กับแบงก์ ถ้าเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักทรัพย์ ตอนนี้ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 20-28% แต่ดอกเบี้ยของเราที่กำหนดไว้อยู่ที่ 8-15%”

         “วรพล พรวาณิชย์” (จิม) ฟาวเดอร์ & ซีอีโอ เล่าต่อว่า แนวคิดก่อตั้ง เพียร์เพาเวอร์ เกิดขึ้นเมื่อราวๆ สองปีที่ผ่านมา เพราะเห็นว่า มันเวิร์คที่ต่างประเทศ และไทยก็น่าจะ มีโอกาสแบบเดียวกัน “ผมเองมีประสบการณ์อยู่ในธุรกิจไฟแนนซ์มาถึง 18 ปี และพอสำรวจตลาดก็พบว่าธุรกิจนี้ไม่ค่อยมีใครทำ แต่มันช่วยปิดช่องว่างทางการเงิน ผู้กู้ได้ดอกเบี้ย ที่ต่ำกว่า นักลงทุนก็ได้ผลตอบแทน ที่สูงกว่า ให้ประโยชน์กับคนทั้งสองฝ่าย “

         แต่ก่อนที่เริ่มเขียนบิสิเนสแพลน หรือพัฒนาระบบ วรพลได้เข้าไปคุยกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่ กำกับดูแลในเรื่องนี้ เขามีเหตุผลว่า เพราะต้องการสร้างทรัสต์แพลตฟอร์ม หรือระบบแห่งความไว้วางใจ

         “มันเป็นเรื่องเงินเรื่องทอง ผมอยู่ในวงการนี้มานาน รู้ว่าความเป็นมืออาชีพ ความปลอดภัย ความโปร่งใสสำคัญที่สุดเราต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล ผมเลยเข้าไปแชร์ความรู้ให้กับแบงก์ชาติ เพื่อให้เขานำเอาไปเป็นองค์ประกอบในการร่างกฎหมาย เรื่องกฎระเบียบของธุรกิจสำคัญมากๆ สำหรับผม อาจมีคนมองว่าสตาร์ทอัพ ทำไปเลยก็ได้ ผมไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะที่สุด ก็หนีไม่พ้น แทนที่จะวิ่งหนีเราวิ่งเข้าหา จะดีกว่า จะได้มองเห็นวิธีแก้ไขด้วยกัน”

         หลังจากนั้นเขาก็เริ่มการรีครูทคน เข้ามาร่วมทีม ในจำนวนนั้นก็มี “ประพัฒน์ ฉันทวศินกุล” ซีทีโอ และ “กุลนิษฐ์ ทั้งศิริทรัพย์” เมเนจเมนท์ แอสโซซิเอท เข้ามาร่วมพูดคุยกับกรุงเทพธุรกิจด้วย

         ประพัฒน์ บอกว่า ตัวเขาเองเคยผ่าน การทำงานทั้งองค์กรใหญ่องค์กรเล็ก มาหลายที่ รวมถึงเคยทำสตาร์ทอัพมาก่อน เรียกว่าผ่านการลองผิด ลองถูก และเคยเฟลมาแล้ว

         “ผมถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนได้มาเจอพี่จิม ซึ่งเป็นนักไฟแนนซ์ ที่ชื่นชอบ พอได้คุยก็พบว่าเป็นคนที่ น่าเรียนรู้ ถ้ามาทำงานด้วยเราน่าจะได้ ความรู้แน่นอน ทั้งยังมองว่าธุรกิจนี้ เป็นฟิลด์ที่ผมก็ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน”

         ขณะที่ กุลนิษฐ์ เองก็มีความคิดที่ ไม่ต่างกัน นั่นคือ ต้องการทำงานกับคนที่เก่ง มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน อีกความตั้งใจหนึ่ง ก็คือ ในระยะยาวเธอต้องการจะเปิดธุรกิจของตัวเอง การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเพียร์เพาเวอร์น่าจะเป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยต่อยอดไปยังเป้าหมายนั้น

         พวกเขาบอกว่า ระหว่างทางที่ผ่านมาก็พบ ความท้าทายหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเรื่อง การพัฒนาระบบ เพื่อการ “มูฟ” ได้เร็ว เพียร์เพาเวอร์เริ่มด้วยการซื้อระบบของอเมริกา

         “เราเลยต้องไปคุมโปรแกรมเมอร์ ของอเมริกาอีกทีมหนึ่งด้วย เพื่อให้เขาทำตามรีไควร์เมนท์ แม้โมเดลธุรกิจจะคล้ายกัน แต่การตอบโจทย์ลูกค้าไทยโปรเซสข้างใน ก็คงไม่เหมือนกันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์  อาจเหมือนกันแค่เรื่องหลักๆ ครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งเราต้องคิดใหม่ อีกเรื่องคือ ความเร็วของระบบ ตอนนั้นการสื่อสาร ระหว่างผมกับทีมพัฒนาฝั่งโน้นยากลำบาก เลยคิดว่าเรามีความเข้าใจถ้าทำเองน่าจะง่ายกว่า” นี่คือความท้าทายของประพัฒน์

         วรพล อธิบายต่อว่า พอมาถึงโปรดักท์เวอร์ชั่นที่สอง ทั้งระบบหน้าบ้านและ หลังบ้าน จึงเป็นฝีมือของทีมงานเพียร์เพาเวอร์พัฒนาเองทั้งหมด

         “สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ เพอฟอร์แมนซ์ เรื่องความเร็ว ความเสถียรของระบบ เป็นคนละเรื่องเลย มันพัฒนาขึ้นเยอะมาก เพราะเราคุมเองหมด ตอนจะแก้เราก็แก้ ได้ไวด้วย เมื่อก่อนจะแก้แต่ละทีอเมริกา อยู่คนละไทม์โซนกับไทย พอคืนนี้บอกเขาไป กว่าจะรู้เรื่องก็คืนพรุ่งนี้ ก็เปลี่ยนมาเป็น พอบอกคืนนี้ตอนเช้าก็รู้เรื่องแล้ว” เพียร์เพาเวอร์ยังต้องรอให้กฎหมายบังคับใช้ ซึ่งวรพลบอกว่าน่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ จากนั้นก็จะยื่นขอไลเซนส์ และภายใน 45-60 วันถึงจะสามารถเปิดบริการได้ ในวงกว้าง อย่างไรก็ดี เวลานี้ได้มีการทดลองเปิดบริการในวงแคบ เฉพาะนักลงทุน รายใหญ่ หรือ high net worth ระดับ 50 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีรายได้เกิน 4 ล้านบาทต่อปี

         ได้รับฟีดแบ็คในเรื่องใดบ้าง? เขาบอกว่า คำถามยอดฮิตของเหล่านักลงทุนมักหนีไม่พ้นเรื่องการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเพียร์เพาเวอร์ ได้ทำตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ ต้นน้ำหมายถึง มีการสกรีนผู้กู้เป็นอย่างดี เช็คว่าถึงความมี ตัวตน ตรวจสอบเรื่องของรายได้ ดูบุ๊คแบงก์ สลิปเงินเดือน เช็คเครดิตบูโร แล้วมีการจัดลำดับ เครดิต คนที่เครดิตดีเป็นเกรดเอ ได้ดอกเบี้ยต่ำ ถ้าเป็นเกรดบี ดอกเบี้ยก็สูงขึ้นมา

         ขณะที่กลางน้ำ หมายถึง การจัดการระบบ การเก็บเงิน และกระจายเงินกลับให้นักลงทุน ส่วนปลายน้ำ หมายถึง หากผู้กู้เบี้ยวหนี้ ก็จะมี ระบบทวงถามหนี้ โดยแบ่งออกเป็นสองเฟส ในเฟสแรกหากเบี้ยวหนี้ตั้งแต่วันที่ 0-120 วัน จะใช้วิธีให้ทีมงานทวงถาม ทั้งช่องทาง เอสเอ็มเอส อีเมล์ โทรศัพท์ ฯลฯ

         พร้อมกับเสนอทางออกให้ผู้กู้ ไม่ว่า จะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับการ จ่ายงวด เป็นต้น และเฟสที่สอง คือใกล้ถึง วันที่ 120 ทางเพียร์เพาเวอร์จะมีพาร์ทเนอร์เป็นบริษัททวงถามหนี้ที่จดทะเบียนอยู่ระบบ ช่วยทำหน้าที่จัดการทวงหนี้ให้

         ซึ่งรายได้ของบริการในวงแคบไม่ขอ เปิดเผย แต่ถ้าเปิดในวงกว้างสำหรับ คนทั่วไปรายได้ของเพียร์เพาเวอร์จะมาจาก ทั้งฝั่งของผู้กู้ โดยเก็บค่าฟี 3-4% ของจำนวน เงินกู้ (วงเงินขั้นต่ำจำกัดไว้ที่ 5 หมื่น-1 ล้านบาท หรือ 5 เท่าของเงินเดือน คล้ายๆ กับเงื่อนไข ของธนาคาร) ส่วนฝั่งนักลงทุนหรือผู้ให้กู้ ในวงกว้าง (จำกัดเงินลงทุนปีละ 5 แสนบาท) จะเริ่มขึ้นเมื่อมีการจ่ายหนี้คืน ซึ่งจะเป็น การจ่ายแบบลดต้นลดดอก ทั้งนี้จะคิด ค่าดำเนินการ 1-1.5% ของส่วนเงินต้น

         “คาดว่าธุรกิจวงเงินกู้ที่ผ่านระบบของเรา ในปีแรกจะอยู่ที่ 300 ล้านบาทบวกๆ ในปี ต่อไปน่าจะโต 100-200% ซึ่งคอนเซอร์เวทีฟ สำหรับผมนะ เพราะต่อให้มีการปล่อย พันกว่าล้านก็ยังไม่ถึง 1% ของตลาดสินเชื่อ ส่วนบุคคลโดยรวมของไทย”.

         ทีมดี ธุรกิจแกร่ง สวยเลือกได้

         ถามถึงไมล์สโตน คำตอบก็คือ ต้องเริ่ม จากการรอข้อกฎหมาย เพื่อขอไลเซนส์ ทำธุรกิจ ถัดไปจะมีการวัดผลตอบรับของ ลูกค้าทั้งฝั่งผู้กู้และผู้ให้กู้ จากนั้นก็จะรุกด้านการตลาดทำให้ลูกค้าตอบรับเพิ่มขึ้นโดยการให้ข้อมูลความรู้ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์

         “การเอดดูเคทตลาดต้องทำอย่าง ต่อเนื่อง ทำอยู่เรื่อยๆ ขั้นแรกเป็นการทำให้ คนรู้ว่ามันคืออะไร ขั้นที่สองบอกว่ามันดี อย่างไร จากนั้นก็เป็นข้อละเอียดปลีกย่อย เช่น วิธีบริหารความเสี่ยงว่าทำอย่างไร สำหรับฝั่งนักลงทุน ส่วนฝั่งผู้กู้ก็คือ การจ่ายเงินตรงเวลามันดีอย่างไรต่อเครดิตส่วนตัว”

         ส่วนเป้าหมายการเอ็กซิทนั้น วรพล บอกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การคิดถึง เรื่องนี้โดยยังไม่ได้ลอนซ์โปรดักท์ถือว่าเร็วไป  “ในการทำธุรกิจผมจะคิดถึงลูกค้าก่อน การตอบโจทย์ความต้องการเขาได้ เราต้องมีโปรดักท์มาร์เก็ตฟิต ผมเชื่อว่า ถ้าเราทำธุรกิจได้ดี เดี๋ยวเอ็กซิทแพลนมันจะมาเอง และไม่ได้มาในรูปแบบเดียว ด้วย แต่มาให้เราเลือกหลายๆ ออฟชั่น ซึ่งปัญหาการเอ็กซิทแพลนก็คือ ถ้าคุณ วางไว้ตรงนี้มันอาจจะไม่มาตรงนี้ก็ได้ มันอาจ ไปตรงโน้น ตรงนั้น ผมเลยมุ่งสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่ง มีทีมงานที่ดี มีแผนการสเกล ขยายธุรกิจอย่างชัดเจน ซึ่งที่คิดไว้ จากเมืองไทย เราจะไปต่อที่เวียดนามและพม่า”

         “เสนอตัวขอเป็น อีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับนักลงทุน หรือผู้ให้กู้ และ ผู้กู้ โดยชูผลตอบแทน ที่สูงขึ้น และดอกเบี้ย ที่ถูกลงเป็นแรงจูงใจ”