6 เคล็ดลับเพิ่มเครดิตสกอร์ (credit score)

คุณอาจเคยมีประสบการณ์ขอสินเชื่อกับทางธนาคารมาก่อน โดยธนาคารจะให้คุณเซ็นยอมรับให้ธนาคารตรวจสอบข้อมูลเครดิตของคุณ เพื่อที่ธนาคารจะสามารถพิจารณาว่าควรปล่อยสินเชื่อหรือไม่ แล้วข้อมูลเครดิตนี้มาจากไหน? หน่วยงานจัดเก็บรายงานเครดิตของลูกค้า คือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยว่า “เครดิตบูโร” โดยหน่วยงานได้ก่อตั้งขึ้นโดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเครดิตของประชาชนในประเทศ

เครดิตสกอร์คืออะไร

เครดิตสกอร์ คือ คะแนนประวัติเครดิตที่สถาบันการเงินและธนาคารใช้เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการชำระหนี้ การคำนวณเครดิตสกอร์มีหลายวิธีด้วยกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงิน แต่สิ่งที่มักถูกนำมาคำนวณหลักๆ ได้แก่ สถานะทางการเงิน ประวัติการผ่อนชำระหนี้และการขอสินเชื่อ ภาระหนี้สินอื่นๆ รวมไปถึงอาชีพ และรายได้สุทธิต่อเดือน เป็นต้น

ความสำคัญของเครดิตสกอร์ต่อการขอสินเชื่อ

การให้คะแนนก็เหมือนการให้เกรดในโรงเรียน เครดิตสกอร์มีไว้เพื่อบ่งบอกว่าผู้ขอสินเชื่อคนไหนมีความสามารถในการรับผิดชอบหนี้สิน และผู้ขอสินเชื่อคนไหนมีโอกาสในการผิดนัดชำระ ดังนั้น การมีเครดิตสกอร์ที่ต่ำ จะทำให้การขอสินเชื่อกลายเป็นเรื่องยากและยังต้องเผชิญกับดอกเบี้ยที่สูงอีกด้วย หรือในกรณีร้ายแรง อาจถูก blacklist โดยสถาบันการเงินบางแห่งเลยทีเดียว

ทำไมคุณควรตรวจสอบเครดิตสกอร์ของตนเอง

คุณควรตรวจสอบเครดิตสกอร์ เพื่อมั่นใจว่าข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สินที่ถูกจัดเก็บโดยเครดิตบูโรมีความถูกต้อง สำหรับบัญชีที่ค้างชำระ ต้องระบุว่าค้างไม่เกิน 30 วัน และบัญชีที่ปิดไปแล้ว ต้องแจ้งว่ามียอด 0 บาท นอกจากนี้ หากคุณพบว่าขณะนี้มีคะแนนเครดิตต่ำ และเสี่ยงต่อการที่จะไม่ผ่านอนุมัติ คุณเองควรเริ่มต้นเพิ่มเครดิตสกอร์ของคุณเองตั้งแต่วันนี้

บทความวันนี้ PeerPower จะพูดถึงเคล็ดลับ 6 อย่างง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้เพื่อเพิ่มคะแนนเครดิตของคุณ มาดูกันว่ามีวิธีใดบ้างค่ะ

1. หมั่นตรวจสอบเครดิตสกอร์ของคุณ

การรู้ว่าเรามีเครดิตสกอร์เท่าไร ทำให้เราสามารถหาทางเพิ่มเครดิตสกอร์ของเราได้ โดยเฉพาะถ้าเรามีแผนที่จะขอสินเชื่อในอนาคต ซึ่งปัจจุบันการตรวจสอบเครดิตสกอร์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การตรวจสอบสามารถทำได้เร็วภายใน 15 นาทีหากไปที่ศูนย์ตรวจสอบเครดิตบูโร ซึ่งมีค่าบริการ 100 บาท

2. ชำระหนี้ตรงเวลา

ส่วนใหญ่แล้ว การจ่ายหนี้บัตรเครดิตให้ตรงเวลาถูกคิดเป็นสัดส่วนที่มากถึง 30-40% ของเครดิตสกอร์เลยทีเดียว ดังนั้น คุณควรทำการตั้งเตือนสำหรับการชำระหนี้ทุกครั้ง บางธนาคารยังมีบริการแจ้งเตือนทาง SMS หรือทางอีเมล์ เมื่อใกล้ถึงวันกำหนดครบชำระ สำหรับท่านที่ไม่มีเวลา อาจจะใช้บริการตัดผ่านบัญชีอัตโนมัติของธนาคารเลยก็ได้

3. เพิ่มจำนวนวงเงินอนุมัติ

การลดสัดส่วนหนี้ต่อวงเงินอนุมัติสามารถช่วยเพิ่มคะแนนเครดิตของคุณ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คุณกู้บัตรเครดิตไม่เกิน 30% ของวงเงินอนุมัติ ตัวอย่างเช่น วงเงินอนุมัติ 1 แสนบาท ควรจะมีการกู้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท เป็นต้น หากคุณผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตหมด คุณไม่ควรปิดบัตรเครดิต ทั้งนี้เพื่อรักษาวงเงินอนุมัติ หรือลดสัดส่วนหนี้ต่อวงเงินอนุมัตินั่นเอง

4. ลดจำนวนหนี้สินหมุนเวียน

การมีหนี้สินน้อยย่อมเป็นผลดีต่อเครดิตสกอร์ของคุณ เนื่องจากจะช่วยลดสัดส่วนหนี้ต่อวงเงินอนุมัติ ดังนั้นคุณจึงควรผ่อนหนี้บัตรเครดิตที่เกิดจากการซื้อสินค้าที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่ให้หมดโดยเร็ว

5. ลดการใช้บัตรเครดิต

การมีบัตรเครดิตหลายใบ มีความเสี่ยงต่อการใช้จ่ายเกินจำเป็น ส่งผลให้เกิดการผิดนัดชำระ หากคุณชำระบัตรเครดิตไม่เต็มวงเงินทุกใบ และเริ่มชำระขั้นต่ำ นั่นเป็นสัญญาณที่ไม่ดีและอาจก่อหนี้ให้คุณได้ในอนาคต คุณจึงควรใช้บัตรเครดิตเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

6. รวมหนี้บัตรเครดิตไว้ในที่เดียว

การรวมยอดหนี้ หรือศัพท์ทางการเงินเรียกว่าการรีไฟแนนซ์มีผลดีต่อเครดิตสกอร์ของคุณ โดยจะช่วยลดดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่าย หากคุณเลือกที่จะรีไฟแนนซ์หนี้สินบัตรเครดิต โดยการขอสินเชื่อส่วนบุคคล อย่าง P2P lending เพื่อนำมาปิดหนี้สินบัตรเครดิตนั้นจะช่วยให้คุณผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เกิดจากค่าปรับของบัตรเครดิตได้ ซึ่งสินเชื่อ PeerPower จะช่วยให้คุณลดดอกเบี้ยได้สูงสุดถึง 12-15% ต่อปีเลยทีเดียว คุณสามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันกับอัตราดอกเบี้ยของ PeerPower ได้ ที่นี่ค่ะ

จะเห็นได้ว่าคุณเองก็สามารถปรับปรุงคะแนนเครดิตของตัวเองให้ดีขึ้นได้ แต่ทั้งนี้คุณต้องทำความเข้าใจว่าการเพิ่มคะแนนเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา และไม่ใช่สิ่งที่สามารถเห็นผลทันที ฉะนั้นคุณจึงต้องฝึกตนเองให้มีวินัยทางการเงินและหมั่นตรวจสอบรายงานเครดิตบูโรของคุณเมื่อจะทำการขอสินเชื่อค่ะ