Marketplace Lending ประเภทสินทรัพย์ใหม่สำหรับนักลงทุน

marketplace lending thailand

ในฐานะนักลงทุน เรามักจะพูดถึงการกระจายความเสี่ยง

ยกตัวอย่างเช่น เราคิดกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หุ้นบริษัทชั้นดี และ หุ้นบริษัทขนาดเล็ก ในความเป็นจริงแล้ว นั่นไม่ใช่การกระจายความเสี่ยง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้งสามนั้นถูกจัดประเภทเป็นตราสารทุน หรือหุ้นทั้งหมด นั่นหมายความว่า คุณได้กระจายการลงทุนภายในประเภทสินทรัพย์เดียวเท่านั้น

ในการกระจายความเสี่ยง เราควรลงทุนในประเภทสินทรัพย์ที่หลากหลาย โดยประเภทสินทรัพย์ที่หลายคนคุ้นเคย ได้แก่ เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร ตราสารทุน ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ การลงทุนเช่นนี้จะช่วยนักลงทุนหาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนได้ เนื่องจาก สินทรัพย์แต่ละประเภทให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันในแต่ละสภาวะตลาด

ในทศวรรษที่ผ่านมา ประเภทสินทรัพย์ใหม่ได้เกิดขึ้น ซึ่งก็คือ Marketplace Lending

Marketplace Lending ทำงานอย่างไร

โดยปกติแล้ว หากคุณต้องการเงินซักก้อนเพื่อลงทุนทำธุรกิจ เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการขอยืมเพื่อน หรือครอบครัว บางคนก็ใช้วงเงินบัตรเครดิต หรือทำการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินต่างๆ

ทีนี้ลองจินตนาการดูว่า คุณสามารถขอสินเชื่อที่ทราบผลอนุมัติภายในไม่กี่นาที เพียงคุณหยิบสมาร์ทโฟน เข้าเว็บไซต์ ตอบคำถามไม่กี่ข้อ คุณก็จะทราบอัตราดอกเบี้ยเบื้องต้นที่สามารถกู้ได้ ถ้าคุณฟังแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ นั่นก็คงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไม Marketplace Lending จึงได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เนื่องจากธุรกิจ Marketplace Lending มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำ ผู้ให้บริการ Marketplace Lending ในต่างประเทศจึงใช้ประโยชน์ตรงนี้ในการสร้างบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกที่ฉลาดกว่า เร็วกว่า และดีกว่า นอกจากนี้ ผู้ให้บริการ Marketplace Lending ยังได้นำ Big Data และเทคโนโลยีทางการเงินมาช่วยในการประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ และจับคู่ผู้ขอสินเชื่อเหล่านี้กับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนที่จูงใจ โมเดลธุรกิจเช่นนี้มีการเติบโตที่รวดเร็ว โดยวิจัยของ Morgan Stanley Research ได้คาดการณ์ว่าตลาด Marketplace Lending จะมีมูลค่าสูงถึง 290 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2020

Marketplace Lending กับการกระจายความเสี่ยง

การลงทุนใน Marketplace Lending ช่วยกระจายความเสี่ยงได้สองทาง

  1. ประเภทสินทรัพย์ที่ไม่สัมพันธ์กับหุ้น พันธบัตร และหลักทรัพย์อื่นๆ
  2. สามารถกระจายการลงทุนในสินเชื่อที่หลากหลาย

ลองมาพูดถึงประเด็นแรกกันก่อน ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ Marketplace Lending ได้ผ่านวงจรเศรษฐกิจหลายช่วง ผู้ให้บริการอย่าง Zopa รอดตายจากวิกฤติการณ์การเงินในปี 2008 และได้พิสูจน์ว่าผลตอบแทนของการลงทุนประเภทนี้ไม่สัมพันธ์กับหุ้นและพันธบัตร

การศึกษาเกี่ยวกับ Direct Lending โดย Liberium

ในประเด็นถัดมา เราจะพูดถึง “loan fractionalization” ซึ่งหมายถึงการที่นักลงทุนสามารถลงทุนเพียงบางส่วนในสินเชื่อ 1 สินเชื่อ จะขอใช้ตัวอย่างต่อไปนี้เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพมากขึ้น

นักลงทุนรายหนึ่ง ลงทุน 100,000 บาท ผ่านผู้ให้บริการ Marketplace Lending โดยเงินจำนวน 100,000 บาทนี้ถูกนำไปกระจายลงในสินเชื่อ 20 สินเชื่อ โดยแต่ละสินเชื่อมีคะแนนเครดิตและเงื่อนไขของสินเชื่อ (วงเงิน ระยะเวลา อัตราดอกเบี้ย) แตกต่างกัน

สมมติว่าพอร์ตลงทุนนี้ได้ผลตอบแทนสุทธิ 10% ต่อปี นั่นหมายความว่า นักลงทุนรายนี้จะได้รับผลตอบแทน 10% จากเงินลงทุน 100,000 บาท โดยนักลงทุนรายนี้จะได้รับกระแสเงินสด (เงินต้น + ดอกเบี้ย) เป็นประจำทุกเดือน

ทีนี้ คำถามที่หลายคนสงสัยคือ จะเกิดอะไรขึ้นหากผู้ขอสินเชื่อผิดนัดชำระ

ลองมาดูรายงานอัตราหนี้เสียในไตรมาสที่ 3 ปีพ.ศ. 2560 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย จากกราฟด้านล่างจะเห็นว่า อัตราหนี้เสียสูงสุดของสินเชื่อ SME อยู่ที่ประมาณ 4.63%

NPL-สินเชื่อ-SME-ไตรมาส-3-ปี-2650

จากตัวเลขดังกล่าว เราสามารถอนุมานได้ว่าจะมีการผิดนัดชำระเกิดขึ้น 1 ครั้งต่อ 20 สินเชื่อ (จากสมมติฐานว่าได้ลงทุนในสินเชื่อ SME ทั้งหมด) ซึ่งยังคงหมายความว่า นักลงทุนจะได้ผลตอบแทน 9.4-9.6% ต่อปีจากเงินลงทุน 100,000 บาท

จากประเด็นการกระจายความเสี่ยงที่กล่าวมานั้น เราจะเห็นว่า Marketplace Lending สามารถได้รับการจัดกลุ่มให้เป็นประเภทสินทรัพย์ด้วยตัวเอง และยังให้ผลตอบแทนจูงใจ สม่ำเสมอ ที่สำคัญสินทรัพย์ประเภทนี้มีความผันผวนที่ค่อนข้างต่ำ แตกต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่น

ลงทุนอย่างไร?

เลือกผู้ให้บริการ Marketplace Lending ที่น่าเชื่อถือ
มีหลายสิ่งที่ต้องพิจารณา ในการตัดสินใจลงทุนกับแพลตฟอร์มใดๆ อย่างแรก นักลงทุนควรดูว่าทีมผู้บริหารของแพลตฟอร์มนั้นคือใคร ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในการลงทุน บริหารความเสี่ยง และเทคโนโลยี มีแนวโน้มที่จะบริหารธุรกิจเช่นนี้ได้ดี ประการต่อมา นักลงทุนควรศึกษาวิธีการที่ผู้ให้บริการนั้นๆใช้ในการประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ สุดท้าย นักลงทุนควรประเมินว่าแพลตฟอร์มนั้นมีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน เช่น มีข้อมูลอะไรบ้างที่นักลงทุนสามารถดูได้ (อัตราส่วนในการคำนวณต่างๆ ประวัติเครดิตของผู้ขอสินเชื่อ ฯลฯ) หากผู้ให้บริการดังกล่าวมีคุณสมบัติครบตามที่ได้กล่าวมา คุณก็สามารถวางใจในความปลอดภัยของเงินที่คุณนำไปลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

กระจายความเสี่ยง
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ หากคุณกระจายการลงทุนไปยัง 4 บริษัท และเกิดกรณีผิดนัดชำระขึ้น คุณจะเสียเงินไป 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด และถ้าคุณกระจายการลงทุนไปยังผู้ขอสินเชื่อ 20 ราย ผลกระทบจากการผิดนัดชำระก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย คุณควรลงทุนจำนวนน้อยต่อหนึ่งสินเชื่อ และลงทุนในผู้ขอสินเชื่อจำนวนมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพื่อกระจายความเสี่ยง

ค่อยๆ เพิ่มการลงทุน
เนื่องจาก Marketplace Lending เป็นการลงทุนแบบใหม่ นักลงทุนควรค่อยๆ เพิ่มการลงทุนในประเภทสินทรัพย์นี้ ในขณะเดียวกัน พอร์ตการลงทุนของคุณควรมีสินทรัพย์ประเภทอื่นด้วย เช่น เงินฝาก หุ้นและพันธบัตร เพราะถืงแม้คุณกระจายการลงทุนใน Marketplace Lending โดยการลงทุนในหลายสินเชื่อแล้ว คุณควรกระจายความเสี่ยงของคุณไปยังประเภทสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย ตามที่ได้กล่าวไปในตอนต้นของบทความ

คุ้มค่าต่อการเสี่ยงหรือไม่
ธุรกิจ Marketplace Lending จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของทั้งนักลงทุนและผู้ขอสินเชื่อ นอกจากที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในไทยแล้ว นักลงทุนยังได้รับประโยชน์จากผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ในขณะที่นักลงทุนสามารถเข้าถึงบริการ Marketplace Lending ได้มากขึ้นเรื่อยๆ คุณสามารถติดตามบทความเกี่ยวกับ Marketplace Lending ผ่าน หน้าบล็อก ของ PeerPower ค่ะ

PeerPower คือผู้ให้บริการ Marketplace Lending ในประเทศไทย ขณะนี้ PeerPower เปิดให้บริการแก่ Accredited Investors และทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการได้มาซึ่งใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการ P2P lending เพื่อที่จะสามารถให้บริการแก่นักลงทุนรายย่อยในอนาคต นอกจากนี้ เรามีการจัดสัมนาสำหรับ Accredited Investors อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Marketplace Lending ลงทะเบียนที่นี่ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม

ที่มา:
การศึกษาเกี่ยวกับ Direct Lending โดย Liberium
ผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาสที่ 3 ปี 2560