fbpx
บทความนักลงทุน
สร้างความเข้าใจให้การลงทุนรูปแบบใหม่เป็นไปอย่างคุ้มค่า เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสได้มากที่สุด


วิกฤตโรคระบาด COVID-19 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ทางสาธารณสุข และ ส่งผลกับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก บางธุรกิจจำเป็นต้องปิดตัวลง ขณะที่บางธุรกิจผงาดขึ้นมาตอบรับพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไป ในเวลานี้ที่การแพร่ระบาดของไวรัสกำลังจะผ่านพ้นไป แต่ระลอกคลื่นของการเปลี่ยนแปลงกำลังจะถาโถมเข้ามา โลกการลงทุนหลังวิกฤตรอบนี้จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน แล้ว สินทรัพย์ทางการเงินแต่ละประเภทจะตอบรับกับสถานการณ์ต่อจากนี้ไปอย่างไร ขอเชิญนักลงทุนทุกท่านมาร่วมต่อจิ๊กซอว์ประกอบภาพ มองดูโลกการลงทุนหลังวิกฤต COVID-19 ไปด้วยกันครับ

เศรษฐกิจไทยปรับตัวสู่โครงสร้างใหม่ของโลก

วิกฤตไวรัสรอบนี้ไม่ได้ทำลายเฉพาะ ภาคเศรษฐกิจการเงิน (Financial Sector) เหมือนวิกฤตรอบก่อน ๆ แต่สร้างความชะงักงันในการดำเนินชีวิตของผู้คนทุกระดับ ส่งผลให้เกิดความเสียหายในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) สภาวะเช่นนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินของประเทศไทย ได้ประเมินว่า เศรษฐกิจไทย ปี 2020 จะหดตัวรุนแรง ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจะลดลงถึง 5.3% ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี นับจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1998 โดยสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของไวรัส ที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักผลักดันการเติบโตมาตลอดนั้นหยุดชะงัด การส่งออกที่ย่ำแย่จากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และ การบริโภคภายในประเทศที่ลดลงเพราะประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แม้จะมีมาตรการภาครัฐออกมาชดเชยก็ยังไม่เพียงพอให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้

คาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทย

จึงเกิดคำถามตามมาว่า เศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวนานแค่ไหน? สำหรับเรื่องนี้ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นว่า โครงสร้างเศรษฐกิจโลกหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปเป็น Digital Based Globalization มากขึ้น ประเทศไทยจะฟื้นตัวได้ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดสรรทรัพยการทางเศรษฐกิจใหม่ และการพัฒนาทักษะของแรงงานให้เข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ยิ่งปรับตัวช้าจะยิ่งเสียหายในระยะยาว การฟื้นตัวของประเทศไทยจากนี้จะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ เป็นรูปแบบเหมือน “เครื่องหมายถูก” และ อัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไปอีกนาน

ต่อจิ๊กซอว์ประกอบภาพโลกการลงทุน

แล้วในปัจจุบันที่ตลาดผันผวนจากวิกฤต COVID-19 สินทรัพย์ลงทุนแต่ละประเภทได้รับผลกระทบอย่างไร หลังจากไวรัสผ่านพ้นไปและระลอกคลื่นของการเปลี่ยนแปลงถาโถมเข้ามา นักลงทุนจะคว้าโอกาสหรือพบเจออุปสรรค จากการลงทุนอย่างไรบ้างลองมาไล่เรียงกันดูครับ

หุ้นสามัญ

สำหรับการลงทุนในตราสารทุน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ช้าแต่หากทำการศึกษาและคัดเลือกหุ้นเป็นอย่างดี ก็ยังมีโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับนักลงทุนหุ้นสามัญ

กลุ่มธุรกิจน่าลงทุน ท่ามกลางความผันผวน

โดยการเลือกกลุ่มธุรกิจที่น่าลงทุนในภาวะวิกฤต COVID-19 รอบนี้ คุณอธิป กีรติพิชญ์ นักลงทุนหุ้นคุณค่า เจ้าของเพจ “นิ้วโป้ง Fundamental VI” แนะนำหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่เป็น Basic need ในชีวิตประจำวัน และ หุ้นกลุ่มที่จะได้รับผลดีจากการกลับมาเปิดเมืองอีกครั้ง – “ถ้าท่านเป็น Long-term Investor ณ ดัชนีต่ำกว่า 1,300 จุดนี้ ท่านสามารถทำ Stock Selection แล้วลงทุนระยะยาวได้ …สำหรับหุ้นน่าลงทุนใน Crisis รอบนี้ คือ หุ้นสามัญประจำบ้าน และ หุ้นที่รอรับแรงซื้อจากมาตรการผ่อนปรนการ Lockdown ”

ส่วนทางด้าน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นคุณค่าชั้นแนวหน้าอีกท่าน เชื่อว่า หุ้นที่จะเป็น “ผู้อยู่รอด” หลังจบวิกฤตครั้งนี้คือ หุ้นที่ไม่ถูก Disrupt ได้โดยง่ายทั้งด้าน สินค้าบริการ และ ช่องทางการขาย ลักษณะของหุ้นกลุ่มนี้คือ ขายสินค้าหรือให้บริการที่เป็นสิ่งจำเป็นและเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ โดยมีต้นทุนที่ต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และสามารถปรับตัวเองให้สามารถค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ – “ผมจะมองดูว่าบริษัทหรือหุ้นตัวไหนสามารถปรับตัวได้ดี เพราะนี่จะเป็นหุ้นที่จะกลับมา “ดีเหมือนเดิมหรือดียิ่งขึ้นไปอีกหลังวิกฤต””

หุ้นกู้เอกชน

เป็นปกติที่ในช่วงวิกฤตนักลงทุนจะเคลื่อนย้ายเงินออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ทั้งหุ้นสามัญ, หุ้นกู้เอกชน และ สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ แต่สำหรับวิกฤตไวรัสรอบนี้ นักลงทุนเกิดอาการตื่นตระหนกเทขายตราสารหนี้เอกชนอย่างรุนแรง (Panic Sell) เนื่องจาก COVID-19 สร้างความเสียหายถึงระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ นักลงทุนต้องการรักษาสภาพคล่องของตัวเองด้วยการถือเงินสดมากกว่าปกติ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหุ้นกู้ (Liquidity Risk) จึงสูงขึ้น ประกอบกับ นักลงทุนกังวลว่าบริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) ความตื่นตระหนกแพร่กระจายเป็นวงกว้างจนถึงขั้นมีข่าวการปิดกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งหากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ราคาหุ้นกู้ที่แม้จะมีคุณภาพดีก็จะยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ ผลตอบแทนที่นักลงทุนควรได้รับจะยิ่งตกต่ำลง และ ความตื่นตระหนกอาจลามไปถึงสภาพคล่องของตลาดการเงินอื่นๆ อันจะเกิด “ปัญหาเชิงระบบ” ในระบบการเงินของไทยตามมาได้

กลไกการให้ความช่วยเหลือของกองทุน BSF

เพื่อแก้ปัญหานี้ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงจัดตั้ง กองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (BSF) วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินสำรองชั่วคราว (Bridge Financing) สำหรับเข้าไปซื้อตราสารหนี้เอกชนคุณภาพดี หรือ Investment Grade Bond ที่ครบกำหนดชำระในช่วงปี 2563-2564 เป็นการเติมทุนส่วนที่ขาดให้แก่บริษัทที่ต้องการระดมทุนด้วยตราสารหนี้ เพื่อการันตีว่าตลาดตราสารหนี้เอกชนจะมีเสถียรภาพ รวมทั้งสภาพคล่องในการซื้อขาย จนกว่าภาวะวิกฤตจะผ่านพ้นไป และ ตลาดตราสารหนี้ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ

ทองคำ

ทางด้านทองคำที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยามวิกฤต ยามภาวะเศรษฐกิจชะงักงันทองคำมักเป็นที่ต้องการของนักลงทุน ในช่วงที่ผ่านมา Gold spot price ถูกผลักดันขึ้นมาจนราคาทำสถิติสูงที่สุดในรอบ 7 ปี ที่ 1,747.85 USD/oz โดยมีปัจจัยผลักดันราคา 4 ประการ คือ
1) การชะงักงันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จากการระบาดของ COVID-19 ช่วยกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
2) การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจปริมาณมหาศาล ที่ทำให้นักลงทุนกังวลภาวะเงินเฟ้อ และ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสการถือครองทองคำลดลง ซึ่งเป็นการเพิ่มผลตอบแทนจากทองคำในอีกด้าน
3) ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
4) กระแสเงินทุนที่ไหลเข้ากองทุนทองคำอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกมีการถือครองทองคำเป็นปริมาณมากที่สุดในประวัติการณ์ สะท้อนความต้องการทองคำในหมู่นักลงทุนรายใหญ่และ Hedge Fund ยังคงแข็งแกร่ง
ปริมาณการถือครองทองคำ Gold-backed ETFs

สำหรับคาดการณ์ตลาดทองคำหลังวิกฤตไวรัส คุณพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนว จำกัด เห็นว่าแม้ไวรัส COVID-19 จะผ่านพ้นไป แต่ปัจจัยต่างๆที่หนุนราคาทองคำยังคงอยู่ ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย และ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจผลักดันราคาทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำทำราคาสูงสุดใหม่ที่ 1,800 USD/oz ก็เป็นได้ – “นักวิเคราะห์คาดว่าหากสถานการณ์ COVID-19 รุนแรงที่สุดในไตรมาสแรกนี้ และควบคุมได้ภายในช่วงไตรมาสที่สอง มีโอกาสจะเห็นทองคำในไตรมาสสองกลับขึ้นไปที่ 1,550 USD/oz ขณะที่ไตรมาสสามคาดอยู่ที่ 1,600 USD/oz และปลายปีช่วงไตรมาสที่สี่ที่ 1,800 USD/oz”

อสังหาริมทรัพย์

ส่วนของตลาดที่อยู่อาศัย โดยข้อมูลจาก คุณ วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลานี้ตลาดที่อยู่อาศัยฝืดเคือง ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่ปลายปี 2019 ที่ผู้ประกอบการมีสต็อกที่อยู่อาศัยเหลือขาย กว่า 300,000 หน่วย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 10% และ เมื่อโดนกระทบซ้ำจากสถานการณ์ COVID-19 ในปีนี้ ที่ทำให้ประชาชนระมัดระวังในการก่อหนี้ รวมทั้งธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขคาดการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2020 มีมูลค่าลดลงมากกว่า 700,000 ล้านบาท หรือลดลงกว่า -14% ถึง -17% ซึ่งถือเป็นการโอนหน่วยกรรมสิทธิ์ที่น้อยที่สุดในรอบ 5 ปี การเกิดอุปทานส่วนเกินในตลาด และ อุปสงค์ที่อยู่อาศัยที่ลดลงนี้ สะท้อนภาพความฝืดเคืองของตลาดที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน

ในฟากฝั่งของตลาดอาคารสำนักงานก็เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากพฤติกรรมการใช้พื้นที่อาคารสำนักงานที่เปลี่ยนไป โดย คุณรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ หัวหน้าแผนกพื้นที่สำนักงาน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ได้ให้ความเห็นว่า ก่อนไวรัสระบาด หลายบริษัทมีการทดลอง ทำงานนอกสำนักงาน(Remote Working) หรือ ทำงานจากบ้าน (Work from Home) อยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ COVID-19 เป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้แทบทุกบริษัทต้องหันมาใช้การทำงานจากบ้านไปโดยปริยาย ซึ่งจากพฤติกรรมที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในระยะยาวนี้เอง บริษัทที่ให้บริการ Cloud Platform และ Co-working Space จะเป็นธุรกิจแรกๆที่ได้รับประโยชน์จาก New normal นี้ – “หลายองค์กรจะมองหาสำนักงานย่อยและแพลต์ฟอร์มบนคลาวด์ เพื่อเป็นแผนสำรองให้มั่นใจว่าธุรกิจจะไม่หยุดชะงักหากไม่สามารถเข้าสำนักงานใหญ่ได้ co-working space ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะบริษัทสามารถเช่าพื้นที่ได้ตามต้องการเมื่อมีเหตุจำเป็นที่ไม่คาดคิด”

หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง

ตราสารหนี้รูปแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงบริษัท SMEs และ Startup ที่มีศักยภาพในการเติบโต สร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนรูปแบบเดิมอย่าง หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง จะมีพัฒนาการต่อไปอย่างไรในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ สำหรับคำถามนี้ คุณวรพล พรวาณิชย์ CEO และผู้ก่อตั้งเพียร์ พาวเวอร์ บริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดมทุนหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงรายแรกของประเทศไทย ได้อธิบายแนวทางการพัฒนาคุณภาพหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง เพื่อควบคุมความเสี่ยงจากการลงทุนสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน โดยมี 3 แนวทางดังนี้

แนวทางพัฒนาคุณภาพ Crowdfunding bonds

1) การเพิ่มคุณภาพธุรกิจผู้ออกหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง
ด้วยการคัดกรองธุรกิจที่จะเข้าสู่แพลตฟอร์มอย่างเข้มข้น รวมทั้งทดสอบความสามารถการบริหารกระแสเงินสดในภาวะวิกฤต (Stress test Cashflows)
2) การเฝ้าระวังและตรวจสอบเชิงรุก โดยไม่ได้ตรวจสอบเพียงแค่การดำเนินการในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังดูแผนการธุรกิจประกอบกับการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม วัดความสามารถของธุรกิจในการตอบสนองกับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
3) การเพิ่มความน่าเชื่อถือทางเครดิต ด้วยการพัฒนารูปแบบสินทรัพย์ลงทุนบนแพลตฟอร์ม โดยมีแผนการที่จะออกหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงที่มีหลักประกัน รวมทั้งการร่วมมือกับบริษัทประกันเพื่อมารับประกันความเสี่ยงของเจ้าของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงอีกด้วย ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทความนี้

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ก็คือชิ้นส่วนเล็กๆของจิ๊กซอว์ที่นำมาต่อร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านได้มองเห็นภาพรวมของเศรษฐกิจและโลกการลงทุนที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

วิกฤต COVID-19 ที่กำลังผ่านพ้นไป จะนำมาทั้งโอกาสและอุปสรรค สินทรัพย์แต่ละประเภทล้วนมีการตอบรับที่แตกต่างกัน สุดท้ายสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนของท่านเป็นไปอย่างราบรื่นก็คือ การศึกษาในสินทรัพย์ที่ท่านลงทุนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และ การลงทุนที่เป็นระบบมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้พอร์ทของท่านแข็งแกร่งแม้ในยามวิกฤตและเติบโตได้ในยามที่เฟื่องฟูครับ

คำเตือน: การลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงผ่านเพียร์ พาวเวอร์ เป็นการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอทั้งด้านความเสี่ยง และความสามารถในการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ความเสี่ยงในที่นี้หมายถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์และความเสี่ยงในการสูญเสียเงินจากการลงทุน การลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน นักลงทุนจะสามารถเริ่มลงทุนได้ต่อก็ต่อเมื่อนักลงทุนทำการลงทะเบียนและผ่านแบบประเมินความรู้ความเข้าใจในการลงทุนแล้ว

Pakkadam
นักการเงินตัวน้อยที่ใฝ่หาการเรียนรู้และประสบการณ์ ชอบจดบันทึกเรื่องราวสาระทางการเงินเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ผู้คนที่มีความสนใจเดียวกัน ให้ตัวเองและผู้อ่านได้เติบโตบนเส้นทางสายการเงินไปด้วยกัน