fbpx
ลงทุน
อยากเติมความรู้เรื่องการลงทุนตั้งแต่พื้นฐานจนถึงการมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ เชิญทางนี้ได้เลย

ตราสารหนี้เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่งที่นักลงทุนซึ่งเน้นความปลอดภัยจะมองหาเพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น หรืออื่นๆ แต่มากกว่าการฝากประจำ

  • ตราสารหนี้ คือสัญญาการกู้ยืมระหว่างองค์กรกับนักลงทุน โดยองค์กรผู้ออกตราสารหนี้มีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ส่วนนักลงทุนที่ซื้อตราสารมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับการชำระคืนตามวันเวลาที่กำหนดไว้ในตราสาร และประโยชน์อื่นๆ เช่นดอกเบี้ยจากลูกหนี้ ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 4% ต่อปี
  • ประเภทของตราสารหนี้มีวิธีแบ่งที่หลากหลาย เช่นแบ่งโดยผู้ออกตราสาร ถ้ารัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออกจะเรียกว่าพันธบัตร (Government Bond) ในขณะที่ถ้าเอกชนเป็นผู้ออกเรียกว่าตราสารหนี้เอกชนหรือหุ้นกู้ (Corporate Bond) นอกจากนี้ยังแบ่งได้ตามระดับการเรียกร้องสิทธิ การค้ำประกัน การถือกรรมสิทธิ์ การจดทะเบียน ชนิดบัญชี และอัตราดอกเบี้ย
  • ยิ่งเป็นตราสารหนี้ประเภทที่มีความเสี่ยงสูงก็จะยิ่งมีผลตอบแทนมาก เช่นเดียวกัน ความเสี่ยงต่ำผลตอบแทนก็จะน้อย
  • การซื้อขายตราสารหนี้มีทั้งการซื้อขายระหว่างองค์กรกับนักลงทุนในตลาดหลัก และซื้อขายระหว่างนักลงทุนกับนักลงทุนในตลาดรองหรือตลาดซื้อขายตราสารหนี้BEX
  • ตลาดBEX(Bond Electronics Exchange)ดำเนินการซื้อขายผ่าน บลจ. เท่านั้น
  • การลงทุนในตราสารหนี้ ถ้าเป็นพันธบัตรเริ่มต้นที่ประมาณ 50,000 บาท แต่ถ้าเป็นหุ้นกู้เริ่มต้นที่่ 100,000 บาท หรือ 100 หน่วยลงทุน

ตราสารหนี้มีอะไรบ้าง อยากลงทุนตราสารหนี้ต้องทำยังไง

การลงทุนแบบกระแสหลักมีตัวเลือกมากมายที่น่าสนใจ ถ้าเป็นนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง เลือกช่วงเวลาในการถือครองได้ ไม่เน้นผลตอบแทนสูงๆ และมีความปลอดภัยค่อนข้างดี ตราสารหนี้ ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ

ตราสารหนี้คืออะไร

ตราสารหนี้คือสัญญากู้ยืมที่ผู้ออกตราสารหนี้ เช่นรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน มีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ขอกู้ยืมเงินจากนักลงทุน ซึ่งมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” โดยมีกำหนดวันไถ่ถอน(Muturity) ที่ชัดเจน โดยเจ้าหนี้จะได้ประโยชน์อื่นเช่นดอกเบี้ย(Coupon)จากลูกหนี้ด้วย โดยตราสารหนี้มีรูปแบบการแบ่งประเภทได้หลายแบบเช่น

ตราสารหนี้แบ่งตามประเภทผู้ออกตราสาร

หมายถึงใครเป็นผู้ออกตราสารหนี้นั่นเอง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ รัฐบาลและองค์กรภาครัฐ กับเอกชนผู้ต้องการระดมทุน วิธีการดำเนินการระดมทุน ลักษณะผลตอบแทน และสิทธิต่างๆ เหมือนกัน แต่เรียกไม่เหมือนกัน คือถ้าตราสารหนี้ออกโดยรัฐบาลหรือองค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเรียกว่า “พันธบัตร”(Government Bond) เช่น พันธบัตรรัฐบาล, พันธบัตรเทศบาล ฯลฯ แต่ถ้าออกโดยเอกชนเรียกว่า “หุ้นกู้เอกชน”(Corporate Bond) โดยทั่วไปแล้วพันธบัตรรัฐบาลมีความปลอดภัยในด้านการชำระหนี้สูงที่สุด

ตราสารหนี้แบ่งตามสิทธิที่แฝงมากับตราสาร(Embedded Option)

สิทธิอื่นๆ ที่แฝงมากับตราสารหนี้ สามารถนำมาจำแนกประเภทตราสารให้ย่อยลงไป ดังต่อไปนี้

สิทธิผู้ออกไถ่ถอนก่อนกำหนด(Callable)

โดยผู้ออกตราสารต้องกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวให้ผู้ถือรับรู้ตั้งแต่แรก โดยมีอัตราการชำระคืนและผลประโยชน์อื่นๆ อย่างชัดเจน ผู้ออกมักใช้สิทธินี้เพื่อนำเงินที่ได้ไปออกตราสารหนี้ชุดใหม่ในช่วงที่ดอกเบี้ยถูก ทำให้ผู้ถือหรือนักลงทุนเป็นฝ่ายเสียโอกาสในการได้ดอกเบี้ยในช่วงที่สูงตามเวลาที่ตกลงไว้แต่แรก

สิทธิผู้ถือไถ่ถอนก่อนกำหนด(Put-table)

สิทธิที่ผู้ถือจะให้ผู้ออกไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ ซึ่งก็ต้องมีการระบุเงื่อนไขให้ชัดเจน ส่วนใหญ่ผู้ถือจะใช้สิทธินี้เมื่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น เพื่อไปลงทุนในตราสารใหม่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

สิทธิการแปลงสภาพ(Convertible)

คือการแปลงสภาพหุ้นกู้เอกชนไปเป็นหุ้นกู้สามัญ โดยจะมีเงื่อนไขด้านต้นทุนและระยะเวลาที่สามารถทำได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน นักลงทุนจะแปลงสภาพตราสารหนี้เป็นหุ้นสามัญเพื่อทำกำไรจากการซื้อขาย(Capital Gain) ซึ่งเมื่อแปลงสภาพแล้วความเสี่ยงของหุ้นย่อมสูงกว่าตราสารหนี้

ตราสารหนี้จำแนกตามประเภทเจ้าของและสิทธิ

ตราสารหนี้แบ่งตามประเภทดอกเบี้ย

สิทธิหนึ่งในการเป็นเจ้าหนี้ คือการได้รับผลประโยชน์ประเภทดอกเบี้ย(Coupon) ซึ่งองค์กรผู้ออกตราสารหนี้มักจ่ายให้ทุก 6 เดือน ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้น แต่ก็มีตราสารหนี้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย(Zero Coupon Bond) คือจะไม่จ่ายดอกเบี้ยให้แต่ได้ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนจากการขายต่ำกว่าราคาหน้าตั๋วตั้งแต่แรก และตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยแบบทบต้น คือจ่ายครั้งเดียวเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน และดอกเบี้ยที่ได้จากตราสารหนี้ก็มีการแบ่งย่อยลงไปอีก คือ

อัตราดอกเบี้ยคงที่(Fixed Rate Bond)

คือผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ระบุไว้ตลอดอายุสัญญา ซึ่งตราสารหนี้ประเภทนี้จะมีความเสี่ยงต่อดอกเบี้ย(Interest Rate Risk) เพราะเมื่อถึงวันไถ่ถอนดอกเบี้ยอาจน้อยกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนประเภทอื่นๆ

อัตราดอกเบี้ยลอยตัว(Floating Rate Bond)

ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเป็นไปตามอัตราเงินเฟ้อที่ขึ้นลงในช่วงเวลานั้นๆ จึงมีช่วงของดอกเบี้ยถูกและดอกเบี้ยแพง ทำให้เกิดการไถ่ถอนก่อนกำหนดนั่นเอง

ตราสารหนี้แบ่งตามระดับการเรียกร้องสิทธิ

เพียร์ พาวเวอร์ย้ำเสมอว่าการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง แม้แต่ตราสารหนี้ก็ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นของคำกล่าวนี้ แต่ความเสี่ยงของตราสารหนี้น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นเพราะมีการเรียกร้องสิทธิในการชดใช้ได้ หากบริษัทที่ไปลงทุนไว้เกิดล้มละลายขึ้นมา เนื่องจากสถานะความเป็นเจ้าหนี้นั่นเอง ซึ่งระดับการเรียกร้องสิทธิก็จะถูกแบ่งย่อยเป็นประเภทต่างๆ จากมากไปน้อย ดังนี้

ตราสารหนี้มีหลักประกัน(Secured Bond)

องค์กรที่ออกตราสารหนี้จะมีการนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันก่อนออกตราสาร และเมื่อบริษัทล้มละลาย หลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันจะถูกนำออกไปขายและใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้กลุ่มนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ(Senior Debt)

เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่จะได้รับการชำระหนี้หลังจากบริษัทล้มละลายลง

ตราสารหนี้ด้อยสิทธิ(Subordinate Bond)

เป็นเจ้าหนี้ที่ยังมีโอกาสได้รับการชำระหนี้คืนจากบริษัทอยู่ แต่ได้เป็นลำดับที่ 3

หุ้นบุริมสิทธิ์(Preferred Stock)

จะบอกว่าหุ้นบุริมสิทธิ์เป็นตราสารหนี้ก็คงไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะหุ้นบุริมสิทธิ์มีสถานะกึ่งกลางระหว่างตราสารหนี้กับหุ้นสามัญ คือเป็นทั้งเจ้าหนี้และเจ้าของอย่างละครึ่ง จึงได้รับปันผลก่อนแต่เรียกร้องได้ทีหลัง เพราะถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สิทธิในการเรียกร้องขอค่าชดใช้จึงน้อยลงไปด้วย

นอกจากนี้สิทธิการเรียกร้องยังเกี่ยวข้องกับหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นประเภทที่ไม่มีสิทธิเรียกร้องการชดใช้หรือชดเชยจากการล้มละลายเลย ถ้าจะให้เห็นภาพชัดขึ้น คือเมื่อบริษัทล้มละลาย หลักทรัพย์ที่ค้ำประกันตอนจดทะเบียนออกตราสารหนี้จะถูกนำไปขาย แล้วชดใช้ให้กับผู้ถือตราสารแบบมีประกันทั้งหมดก่อน ที่เหลือจึงจะเป็นของผู้ถือตราสารแบบไม่ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ก่อนถึงหุ้นบุริมสิทธิ์ แต่ถ้าสินทรัพย์ถูกชดใช้หมดไปตั้งแต่ผู้ถือหุ้นกู้มีประกัน ผู้ถือตราสารลำดับต่อมาก็จะไม่ได้อะไรเลย การลงทุนในตราสารหนี้จึงมีความเสี่ยงเช่นกัน

และในขณะเดียวกัน ยิ่งเป็นตราสารที่มีสิทธิเรียกร้องมาก ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยก็จะต่ำกว่าตราสารหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องต่ำตามไปด้วย เพราะในการลงทุนทุกประเภทนั้น ยิ่งมีความเสี่ยงมากผลตอบแทนยิ่งมาก(High Risk, High Return)ตามไปด้วย

ตราสารหนี้จำแนกตามประเภทดอกเบี้ยและสิทธิในการเรียกร้อง

ตราสารหนี้ซื้อขายอย่างไร

ตราสารหนี้ซื้อขายผ่าน 2 ตลาดเหมือนสินทรัพย์ทางการเงินประเภทอื่นๆ เช่นหุ้น กองทุนรวม โดยการลงทุนในตราสารหนี้ในตลาดมีลักษณะดังนี้

ตลาดแรก

เป็นการซื้อขายตราสารหนี้ที่ออกครั้งแรก จากผู้ออกตราสารหนี้ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หรือหุ้นกู้ โดยมีการกำหนดราคาโดยผู้ออกหุ้นกู้ หน่วยลงทุนเริ่มต้นที่ 50,000 บาท สำหรับพันธบัตร และ 100,000 บาท หรือ 100 หน่วย สำหรับหุ้นกู้ โดยซื้อผ่าน บลจ. ที่ธนาคารพานิชย์

ตลาดรองหรือตลาดBEX(Bond Electronics Exchange)

เป็นตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนตราสารหนี้โดยตรงระหว่างนักลงทุน ที่จะกำหนดราคากันเอง เป็นการซื้อขายนอกตลาด(Over The Counter) ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีขั้นตอนการซื้อขายดังนี้

  • เปิดบัญชีซื้อขายกับบริษัทหลักทรัพย์
  • ซื้อขายผ่านมาร์เกตติ้ง ที่จะแนะนำราคาที่ควรเป็น และดำเนินการซื้อขายให้ภายในระบบ
  • เมื่อจะขายมาร์เกตติ้งจะให้คำแนะนำด้านราคาที่เหมาะสม และปล่อยราคาขายออกไปในระบบ โดยระบบจะจับคู่ผู้ซื้อให้โดยอัตโนมัติ
  • เมื่อได้ผู้ซื้อกับผู้ขายแล้วมาร์เกตติ้งจะแจ้งผู้ลงทุนว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้นแล้ว
  • ผู้ซื้อต้องโอนเงิน ผู้ขายต้องโอนกรรมสิทธิ์ตราสารหนี้ กระบวนการนี้จะใช้ระบบ T+2 คือจัดการภายใน 2 วันทำการ
  • ระหว่างนี้กรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้จะฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์(ประเทศไทย)(TDS)

ตราสารหนี้และการซื้อขาย How to buy Bond

ตราสารหนี้และความเสี่ยงจากการลงทุน

การลงทุนในตราสารหนี้มีความเสี่ยงในด้านต่างๆ ไม่น้อยไปกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นเลย ในการถือตราสารหนี้ ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องเผชิญคือ

ความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคา(Price Risk) ผลตอบแทนจากการขายที่ต้องการซื้อ

ความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ(Reinvestment Risk) การขายตราสารหนึ่งทิ้งไป เพื่อซื้อตราสารใหม่ ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนดีกว่าตามที่คิด

ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้(Credit Risk) บริษัทเกิดล้มละลายหรือหาเงินมาไถ่ถอนตราสารหนี้ไม่ได้ตามวันเวลาที่กำหนดไว้

ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง(Liquidity Risk) ตราสารหนี้เปลี่ยนผู้ถือหุ้นได้ด้วยการขายในตลาด BEX แต่ไม่ได้ง่ายเท่ากับหุ้นหรือกองทุนรวม

ความเสี่ยงจากสิทธิแฝงในตราสารหนี้(Optional Embedded Risk) ทั้งจากผู้ออกมีสิทธิไถ่ถอนก่อน ผู้ถือมีสิทธิไถ่ถอนก่อน และจากการแปลงสภาพ

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์โดยภาครัฐ(Legal Risk) เช่นนโยบายการเงินการคลังต่างๆ ที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย

ความเสี่ยงจากการขาดความรู้ของนักลงทุน(ฺBlack Box Risk) ปัจจัยส่วนบุคคลที่แก้ไขได้ ด้วยการศึกษาข้อมูลให้แน่ใจก่อนตัดสินใจลงทุน

การลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลจะลดความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ได้ แต่ถ้าเทียบผลตอบแทนจะพบว่าตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนประมาณ 4% ต่อปี ซึ่งถือว่าน่าสนใจ เพียงแต่จะเป็นไปในลักษณะเงินเย็นที่อยู่นิ่งๆ เฉยๆ ผู้ลงทุนต้องไม่กังวลเรื่องสภาพคล่อง และมีอัตราการลงทุนต่อหน่วยค่อนข้างสูง ถ้านี่คือการลงทุนที่คุณมองไว้ ตราสารหนี้ก็ดูน่าสนใจ แต่ถ้าอยากลองมองหาการลงทุนแบบใหม่ๆ ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าจะลองติดต่อ เพียร์ พาวเวอร์ดูก็ได้

ลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง

 

Pinwaa
นักเขียนผู้เชื่อมั่นในพลังแห่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการสื่อสาร ที่จะช่วยคลี่คลายเรื่องยากต่างๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการเงินการลงทุนที่มีหลายแง่มุม