fbpx
บทความนักลงทุน
สร้างความเข้าใจให้การลงทุนรูปแบบใหม่เป็นไปอย่างคุ้มค่า เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสได้มากที่สุด

Crowdfunding Bonds นวัตกรรมการลงทุนแห่งอนาคต

“การลงทุนในตราสารหนี้ เป็นการลงทุนที่น่าเบื่อ” สิ่งนี้คงเป็นสิ่งที่นักลงทุนหลาย ๆ คนคิดเมื่อพูดถึงตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาล หรือ หุ้นกู้เอกชน ด้วยลักษณะตลาดที่มีความผันผวนน้อย ผลตอบแทนของตราสารหนี้จึงค่อนข้างต่ำไม่ดึงดูดใจ ทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ชื่นชอบความผันผวนในตลาด และ คาดหวังผลตอบแทนสูงสุดพากันมองข้ามการลงทุนในตราสารหนี้ไป แต่รู้หรือไม่สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหารูปแบบการลงทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม สินทรัพย์อย่างตราสารหนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ควรนำมาประกอบในพอร์ตการลงทุน ด้วยจุดเด่นเรื่องการรับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ และ มีความมั่นคงช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี การแบ่งเงินลงทุนในตราสารหนี้จะช่วยให้พอร์ตของคุณแข็งแกร่ง สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงได้ในระยะยาว

ในวันนี้เราจะพานักลงทุนทุกท่านย้อนอดีตไปค้นพบต้นกำเนิดของตราสารแห่งหนี้ เปิดเผยอีกแง่มุมดี ๆ ของการลงทุนในตราสารชนิดนี้ และเราจะ แนะนำให้คุณได้รู้จักกับนวัตกรรมการลงทุนในตราสารหนี้แห่งอนาคต ที่ยังคงไว้ซึ่งข้อดีของ การรับกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ และ การกระจายความเสี่ยงของพอร์ต แต่เพิ่มเติมด้วยผลตอบแทนที่ดึงดูดใจไม่แพ้สินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ เลยทีเดียว ขอเชิญนักลงทุนยุคใหม่ทุกท่านที่พร้อมคว้าโอกาสทางการลงทุนมาร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับเรา แล้ว “การลงทุนในตราสารหนี้จะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป”

ต้นกำเนิดตราสารแห่งหนี้

เมื่อปี ค.ศ. 1623 หรือประมาณ 400 ปีที่แล้ว บริษัท อีสท์อินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทการค้าของประเทศเนเธอร์แลนด์ ต้องการระดมทุนไปใช้เพื่อสำรวจแผ่นดินใหม่และขนส่งสินค้าทางเรือ แต่ไม่อยากกู้ยืมจากภาครัฐซึ่งเป็นช่องทางระดมทุนเดียวในขณะนั้น บริษัทอีสท์อินเดีย จึงได้ออกตราสารฉบับหนึ่งเสนอขายกับชาวเนเธอร์แลนด์ ระดมเงินทุนเพื่อนำไปเดินเรือ เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2,400 ฟลอรินส์ ซึ่งตราสารนี้ ถือเป็นตราสารหนี้ฉบับแรกที่เกิดขึ้นบนโลก นวัตกรรมการระดมทุนโดยตราสารหนี้ได้ถูกพัฒนารูปแบบและเผยแพร่ต่อกันมาจนถึงประเทศไทย ในปี ค.ศ. 1905 รัฐบาลไทยต้องการระดมทุนไปใช้สร้างทางรถไฟสายลพบุรี-อุตรดิตถ์ จึงทำการระดมทุนโดยออกตราสารหนี้ฉบับแรกของประเทศไทยขึ้นมา เป็นพันธบัตรรัฐบาลที่ออกในสกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิง จำหน่ายแก่นักลงทุนจากยุโรป มีมูลค่ารวม 1 ล้าน ปอนด์สเตอร์ลิง โดยจ่ายอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4.5% ต่อปี อายุตราสาร 40 ปี และมี Call Option ที่ผู้ออกตราสารสามารถชำระหนี้บางส่วนหรือทั้งหมดได้ หลังปีที่ 10 เป็นต้นไป นับแต่นั้นมาประเทศไทยก็มีการพัฒนารูปแบบของตราสารหนี้ที่หลากหลายมากขึ้น โดยรัฐบาลและองค์กรภาครัฐก็ออกตราสารหนี้มาอีกหลายฉบับ รวมทั้งภาคเอกชนก็ได้นำแนวคิดการระดมทุนด้วยตราสารหนี้มาใช้ในการประกอบและขยายธุรกิจด้วยเช่นกัน

ตราสารหนี้ หัวใจสำคัญในโลกแห่งความผันผวน

จากจุดเริ่มต้นมาจนถึงในยุคปัจจุบัน ตราสารหนี้นอกจากจะมีส่วนช่วยระดมทุนให้ทั้งภาครัฐและเอกชนในการดำเนินนโยบายและพัฒนาธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ในมุมของนักลงทุนการถือกำเนิดขึ้นของตราสารหนี้ก็เป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่ประชาชน โดยในยุคปัจจุบันตราสารหนี้ที่นักลงทุนทั่วไปรู้จักก็จะมีหลากหลายประเภท เช่น ตั๋วเงินคลัง, พันธบัตรรัฐบาล หรือ หุ้นกู้เอกชน การลงทุนในตราสารหนี้นั้นยังคงมีลักษณะที่เหมือนกับในอดีตนั่นคือ นักลงทุนผู้ถือตราสารมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” และผู้ออกตราสารมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” โดยนักลงทุนจะนำเงินก้อนไปลงทุนกับผู้ออกตราสารที่ต้องการนำเงินไปใช้ในการดำเนินหรือขยายธุรกิจ แล้วรอรับผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปของ “ดอกเบี้ยจ่าย” ที่จะได้รับอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด และ รับคืน “เงินต้น” เมื่อครบกำหนดของอายุตราสาร โดยผู้ออกตราสารหนี้อาจเป็นได้ทั้ง ภาครัฐ หรือ บริษัทเอกชน และอายุของตราสารหนี้ก็มีตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 20 ปี ซึ่งผลตอบแทนของตราสารหนี้ก็มีหลากหลายซึ่งสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงของตราสารแต่ละตัว

โดยจุดเด่นหลัก ๆ ของการลงทุนในตราสารหนี้ คือ

1) การรับกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ

เพราะตราสารหนี้ถือเป็นพันธะสัญญาที่ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าผู้ออกตราสารมีหน้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด และชำระเงินต้นทั้งหมดคืนเมื่อครบกำหนดอายุไถ่ถอน ซึ่งจากผลตอบแทนในลักษณะนี้นักลงทุนก็จะได้รับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยจ่ายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนในช่วงเวลาที่แน่นอนอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งเงินต้นคืนเต็มจำนวนในกรณีที่ไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งนักลงทุนจะนำกระแสเงินสดที่ได้รับนี้ไปใช้ลงทุนต่อยอดหรือนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ได้ทั้งสิ้น เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี

ช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน

ตราสารหนี้เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่มีความมั่นคงสูง เนื่องจากเป็นสัญญาที่ผูกพันทางกฎหมาย แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ หรือ ผลประกอบการของบริษัทผู้ออกตราสารจะย่ำแย่ แต่บริษัทก็ยังคงมีพันธะที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งต่างจากตราสารทุนหรือหุ้นสามัญที่ราคาหุ้นและเงินปันผลมักเคลื่อนไหวเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งผลประกอบการของบริษัท ซึ่งผู้ลงทุนก็อาจสูญเสียเงินลงทุนตั้งต้นหรือไม่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่มีผลประกอบการย่ำแย่ก็เป็นได้ ดังนั้นการมีตราสารหนี้ที่จ่ายผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอและเงินทุนตั้งต้นมั่นคงปลอดภัยรวมเข้ามาอยู่ในพอร์ตก็จะทำให้ พอร์ตของนักลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี และมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ด้วยข้อดีที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าตราสารหนี้ นับเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการสะสมเข้าพอร์ตเพื่อสร้างรูปแบบการลงทุนที่ยืดหยุ่นรับกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ และกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการลงทุนในปัจจุบัน แต่ด้วยจุดเด่นที่มีประโยชน์อย่างมากเหล่านี้ก็แลกมาด้วยผลตอบแทนที่ต่ำไม่ดึงดูดใจนักลงทุน โดยตราสารหนี้ปัจจุบัน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสำหรับพันธบัตรรัฐบาล อยู่ที่ 4.6% ต่อปี , หุ้นกู้เอกชน 4.7% ต่อปี ในขณะที่ การลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.3% ต่อปีเท่านั้น [ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2018 จาก ThaiBMA] เป็นเหตุให้นักลงทุนทั่วไปที่ต้องการผลตอบแทนส่วนมากไม่ค่อยสนใจการลงทุนในตราสารหนี้เท่าไรนัก

ลักษณะตราสารหนี้ในปัจจุบัน

เมื่อเป็นเช่นนี้นักลงทุนที่อยากรับกระแสเงินสดและกระจายความเสี่ยงพอร์ต จะต้องยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำอย่างนี้ต่อไปหรือ จะมีตราสารหนี้ประเภทใดหรือไม่ที่ยังคงไว้ซึ่งจุดเด่นทั้งสองข้อ และได้รับผลตอบแทนที่จูงใจภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม ตราสารแห่งหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะสามารถตอบโจทย์ของนักลงทุนในปัจจุบันได้หรือไม่

Crowdfunding Bonds คลื่นลูกใหม่ของโลกการลงทุน

ในยุคที่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ต้นสายการผลิตไปจนถึงปลายทางผู้บริโภค การระดมทุนที่เป็นรากฐานสำคัญของทุก ๆ ธุรกิจก็มีการพัฒนารูปแบบใหม่จากผลของเทคโนโลยีเช่นกัน Crowdfunding คือ การระดมทุนรูปแบบใหม่ของ บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) บริษัทที่พึ่งเริ่มธุรกิจ (Startup) รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่ต้องการเงินทุนมาสร้างกิจการ โดยผู้ต้องการระดมทุนจะนำแผนธุรกิจมานำเสนอแก่ผู้ให้บริการคราวด์ฟันดิงคัดกรองคุณภาพ เพื่อนำข้อมูลแผนธุรกิจและหลักทรัพย์ที่จะเสนอขายขึ้นเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ทำการระดมทุน ซึ่งนักลงทุนที่สนใจในธุรกิจของบริษัทเหล่านี้สามารถนำเงินมาลงทุนเพื่อแลกเปลี่ยนกับการรับผลตอบแทนตามที่กำหนดไว้ ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนผ่านคราวด์ฟันดิงมีหลากหลายแบบ ตั้งแต่การลงทุนโดยไม่หวังผลตอบแทน (Donation-Based), การลงทุนโดยได้รับสินค้าหรือโปรโมชั่นตอบแทน (Reward-Based), การลงทุนโดยนักลงทุนมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัทได้รับหุ้นสามัญตอบแทน (Equity-Based) และ การลงทุนโดยมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ได้รับดอกเบี้ยและรับคืนเงินต้น (Lending-Based)

โดยหากมาดูที่ Lending-Based Crowdfunding ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีการระดมทุนแบบ Crowdfunding มารวมกับ การขอสินเชื่อ Lending เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ และ สร้างผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสดคงที่ให้กับผู้ลงทุน ซึ่งได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่ระดับ 6% ไปจนถึง 35% เลยทีเดียว (ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของตราสาร และ ประเทศที่ลงทุน) โดยในปี 2018 มีการประเมินมูลค่าการลงทุนใน Lending-Based Crowdfunding รวมอยู่ที่ 54,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 6 เท่า ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4 ปี (ในปี 2014 มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

และด้วยการพัฒนาการระดมทุนผ่าน Lending-Based Crowdfunding นี่เอง ที่ทำให้นวัตกรรมการลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบใหม่ถือกำเนิดขึ้น Crowdfunding Bonds หรือ หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง สินทรัพย์ลงทุนที่จะเข้ามาเสริมจุดเด่นพัฒนาจุดด้อยของการลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบเดิม ๆ ด้วยนักลงทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยจ่าย รับชำระคืนเงินต้นเต็มจำนวนเมื่อสิ้นสุดสัญญา ทำให้นักลงทุนยังได้รับกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ และกระจายความเสี่ยงของพอร์ต ได้เหมือนกับตราสารหนี้ทั่วไป แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงเปิดช่องทางให้นักลงทุนได้เข้าถึง บริษัท SMEs และ Startup ที่มีศักยภาพในการเติบโต รวมถึง บุคคลทั่วไปที่ต้องการสินเชื่อเพื่อใช้จ่ายส่วนตัวหรือประกอบธุรกิจ ทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในหุ้นกู้บริษัทเอกชนรูปแบบเดิม ๆ

สำหรับประเทศไทย PeerPower คือผู้ให้บริการระบบคราวด์ฟันดิงรายแรกที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนใน Crowdfunding Bonds กับ PeerPower ให้ผลประโยชน์ที่เหนือกว่าแก่นักลงทุน

ทำไมต้องลงทุนกับหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง

ผลตอบแทนที่ดีกว่า

หุ้นกู้คราวด์ฟันดิงมีอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป ด้วยอัตราผลตอบแทนหลากหลายระดับตั้งแต่ 8% ถึง 22% ต่อปี ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกสรรลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพได้ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนแต่ละท่าน

กระจายความเสี่ยงได้มากกว่า

ด้วยลักษณะของตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนคงที่ ไม่แปรผันตามสภาพเศรษฐกิจ และ หุ้นกู้คราวด์ฟันดิงเน้นลงทุนใน SMEs และ Startup ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ผันผวนตามสภาวะของตลาดหุ้น หรือการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญบริษัทขนาดใหญ่ จึงเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนของท่านได้เป็นอย่างดี

จ่ายกระแสเงินสดคงที่

ผู้ลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย มีงวดการชำระเป็นรายเดือนและรายไตรมาส โดยผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอจนกว่าจะครบอายุสัญญาของหุ้นกู้ซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี ทั้งนี้นักลงทุนสามารถนำกระแสเงินสดที่ได้รับในแต่ละงวดไปลงทุนต่อ หรือ ใช้จ่ายเป็นการส่วนตัวก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนของท่านมีสภาพคล่องที่ดีขึ้นนั่นเอง

จากต้นกำเนิด สู่การลงทุนตราสารหนี้ในปัจจุบัน ผสมผสานพัฒนาการของเทคโนโลยีจากอนาคต ก่อให้เกิดนวัตกรรมการลงทุน Crowdfunding Bonds สินทรัพย์ทางการเงินที่ช่วยให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่จูงใจภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม กระจายความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ พร้อมกับสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตของนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เชิญชวนนักลงทุนที่พร้อมคว้าโอกาสทุกท่านมาร่วมลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงไปกับ PeerPower แล้ว “การลงทุนในตราสารหนี้จะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป”

_______________________________________________________________________

คำเตือน : การลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงผ่านเพียร์ พาวเวอร์ เป็นการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอทั้งด้านความเสี่ยง และความสามารถในการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ความเสี่ยงในที่นี้หมายถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์และความเสี่ยงในการสูญเสียเงินจากการลงทุน การลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน นักลงทุนจะสามารถเริ่มลงทุนได้ต่อก็ต่อเมื่อนักลงทุนทำการลงทะเบียนและผ่านแบบประเมินความรู้ความเข้าใจในการลงทุนแล้ว

PeerPower Team