fbpx
วิเคราะห์การลงทุน
อยากรู้ว่าสถานการณ์การลงทุนตอนนี้เป็นอย่างไร เหตุการณ์อะไรส่งผลต่อการเงินอย่างไรบ้าง ลองอ่านทางนี้ได้เลย

7 จุดที่เราควรพิจารณา เมื่อลงทุนกับบริษัทที่เติบโตสูง

การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แม้ว่าจะเป็นการลงทุนในบริษัทที่มีอัตราเติบโตสูงก็ตาม ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่ตนกำลังลงทุนอย่างรอบด้าน เพื่อประเมินว่าบริษัทแต่ละแห่ง เป็นตัวเลือกที่ดีในการลงทุนหรือไม่ บทความชิ้นนี้จะมาแนะนำ ปัจจัย 7 จุดที่เราสามารถเอามาใช้พิจารณาความน่าลงทุนของแต่ละบริษัทได้อย่างง่ายๆ ครับ

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ถึงแม้ว่าบริษัทที่เติบโตสูงจะน่าลงทุนแค่ไหน แต่ทุกแห่งก็มีความเสี่ยงที่จะล้มละลายจากวิกฤตที่นักลงทุนคาดไม่ถึงทั้งนั้น ดังนั้นนักลงทุนควรนึกถึงความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงทุกครั้งที่ลงทุน และหาคำตอบว่าบริษัทที่เราลงทุนมีความสามารถในการเอาตัวรอดท่ามกลางวิกฤตแค่ไหน

แล้วการลงทุนกับบริษัทที่เติบโตสูงดียังไง? คำตอบขึ้นอยู่กับประเภทของการลงทุนครับ ถ้าเราลงทุนในรูปแบบหุ้น ก็อาจจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง เพราะมูลค่าของบริษัทเพิ่มตามการเติบโต หรือถ้าเราลงทุนแบบหุ้นกู้ผ่านระบบคราวด์ฟันดิง เราก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนตามที่ตกลงไว้สูง เพราะบริษัทมีความมั่นคง

การตรวจสอบศักยภาพของบริษัทแต่ละแห่ง จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงเพื่อรักษาเงินทุนของตนเอง ซึ่งเราก็สามารถทำได้ผ่านการพิจารณาปัจจัยทั้ง 7 ข้อต่อไปนี้

ลงทุน-2

1. สภาพตลาด

นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลว่าบริษัทแห่งนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมแบบใด มีการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน จุดนี้จะทำให้เราเข้าใจว่าบริษัทที่เรากำลังลงทุนกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน เช่น บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมการจัด event อาจจะกำลังเจอกับปัญหางาน event น้อยเพราะวิกฤตโควิด-19 ต้องอาศัยความสามารถในการแก้ปัญหา ในขณะที่บริษัทด้านเทคโนโลยีกลับมีโอกาสเติบโต เนื่องจากเทรนด์ของดิจิทัลเฮลท์แคร์ และอีคอมเมิร์ซ ที่กำลังมาแรง

2. ผลิตภัณฑ์และบริการ

บริษัทแต่ละแห่งมีผลิตภัณฑ์และบริการที่แตกต่างกันไป เราควรวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของสิ่งที่บริษัทแต่ละแห่งมอบให้กับลูกค้า เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าบริษัทแห่งนั้นมีโอกาสเติบโต และมีความสามารถในการปรับตัวแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ทำแพลตฟอร์มบริการรับส่งที่มีการบริการหลายแบบ ทั้งการรับส่งอาหารและผู้โดยสาร บริษัท A มีความสามารถในการปรับตัวต่อวิกฤตด้านโรคระบาดสูง เพราะถ้าไม่มีผู้โดยสาร ก็ยังได้ผลกำไรจากบริการส่งอาหาร

3. จุดแข็ง

จุดแข็งของบริษัท จะทำให้เรารู้ว่าบริษัทแห่งนั้นสามารถเอาชนะบริษัทคู่แข่งได้หรือไม่ บริษัท A อาจจะมีจุดแข็งจากการเป็นแพลตฟอร์มบริการรับส่งที่มีอัตราบริการถูกกว่าบริษัท B อีกทั้งแอปพลิเคชันยังใช้งานง่ายกว่าบริษัท B จุดแข็งทั้งสองจุดนี้จะทำให้เรารู้ว่าบริษัท A มีโอกาสครองส่วนแบ่งในตลาดมากกว่าบริษัท B ในระยะยาว

4. ทีมบริหาร

ความมั่นคงของบริษัท ขึ้นอยู่กับทีมบริหารด้วยเช่นกัน นักลงทุนสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับทีมบริหารของแต่ละบริษัทได้ไม่ยาก เพราะเป็นสิ่งที่ต้องเปิดเผยอยู่แล้ว เราจึงสามารถค้นหาเพิ่มเติมได้ว่าทีมบริหารแต่ละคนมีประสบการณ์ทำงานกับที่ไหนมาบ้าง ข้อมูลส่วนนี้จะทำให้เรารู้ว่าบริษัทแห่งนั้นมีผู้นำที่ดีหรือไม่ ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ตัดสินว่าบริษัทจะปรับตัวฝ่าวิกฤตได้ไหม

5. สภาพการเงิน

สภาพคล่องทางการเงิน เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าบริษัทแต่ละแห่งมีภาระหนี้สินและความสามารถที่จะชดใช้หนี้สินในแต่ละปีมากน้อยแค่ไหน นักลงทุนสามารถตรวจได้ผ่านตัวเลข สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Asset) ของบริษัทนั้นๆ ซึ่ง เพียร์ พาวเวอร์ เคยพูดถึงโดยละเอียดไปแล้วที่นี่

6. รายชื่อนักลงทุนที่ลงทุนในบริษัท

นักลงทุนหลักของแต่ละบริษัท จะทำให้เรารู้ว่าบริษัทแต่ละแห่งมีเงินทุนพร้อมสนับสนุนแค่ไหน นักลงทุนเหล่านี้จะเป็นกำลังหลักในการช่วยให้บริษัทสามารถระดมทุนและมีเงินทุนมาหมุนเวียนในบริษัท

7. แผนขั้นต่อไปของบริษัท

นักลงทุนควรศึกษาว่าบริษัทที่จะลงทุนมีแผนอย่างไรในอนาคตเสมอ เช่นถ้าบริษัทแห่งหนึ่งมีแผนจะเปิดตัวหุ้น IPO (Initial Public Offering) หรือก็คือการเปิดซื้อขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรกเพื่อที่จะจดทะเบียนเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นของบริษัทนั้นก็มีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อการลงทุนของนักลงทุนนั้นเอง

ปัจจัยพื้นฐานทั้ง 7 ข้อนี้ เป็นเครื่องมือที่จะสามารถช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจว่าจะลงทุนกับบริษัทนั้นๆ ได้อย่างรอบด้าน ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัททั้งหมดนี้สามารถหาได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ทั้งทางอินเทอร์เน็ต หรือหนังสือชี้ชวน (Prospectus) ที่มักมีการเผยแพร่เมื่อมีการระดมทุนผ่านคราวด์ฟันดิง หรือ IPO นักลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง

ลงทุน-last

ข้อมูล ISTOX


คำเตือน : การลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงผ่านเพียร์ พาวเวอร์ เป็นการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอทั้งด้านความเสี่ยง และความสามารถในการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ความเสี่ยงในที่นี้หมายถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์และความเสี่ยงในการสูญเสียเงินจากการลงทุน การลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน นักลงทุนจะสามารถเริ่มลงทุนได้ต่อก็ต่อเมื่อนักลงทุนทำการลงทะเบียนและผ่านแบบประเมินความรู้ความเข้าใจในการลงทุนแล้ว

PeerPower Team