fbpx
วิเคราะห์การลงทุน
อยากรู้ว่าสถานการณ์การลงทุนตอนนี้เป็นอย่างไร เหตุการณ์อะไรส่งผลต่อการเงินอย่างไรบ้าง ลองอ่านทางนี้ได้เลย

โควิด-19 หรือไวรัสอู่ฮั่น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยนอกเหนือการควบคุมที่มีโอกาสส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2020 มากที่สุดปัจจัยหนึ่ง 

  • โควิด – 19 เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับซาร์ส และเมอร์ส ที่เคยระบาดมาแล้ว แต่เป็นคนละสายพันธุ์ ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่คล้ายไข้หวัด และส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกัน
  • มีการคาดการณ์ผลกระทบของโรคระบาดต่อสภาพเศรษฐกิจและการลงทุนว่าคล้ายกับตอนเกิดโรคซาร์สและเมอร์ส โดยประเมินความเสียหาย ทิศทางการลงทุน ตลอดจนแนวโน้มด้านเศรษฐกิจเพื่อเปรียบเทียบกัน
  • ความแตกต่างของสถานการณ์โรคระบาดในขณะนั้นคือ ช่วงเวลาระบาดของโรคซาร์ส (2003) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโดยรวมดี จึงสามารถฟื้นตัวได้ไว ในขณะที่ช่วงเวลาระบาดของโรคเมอร์ส (2017) เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างยากลำบากกว่า 
  • โควิด – 19 ในปัจจุบัน จะพบว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าสามารถควบคุมโรคระบาดได้เมื่อไหร่ ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรมโดยตรง

โควิด-19 โรคระบาดกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุน

โรคระบาดนอกจากจะเป็นปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุมและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทางการแพทย์และสาธารณสุขแล้ว หากมีการระบาดเป็นวงกว้างและเป็นระยะเวลานาน ก็อาจส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นเช่นเศรษฐกิจและการลงทุนได้เช่นกัน โควิด-19 หรือไข้ปอดอักเสบอู่ฮั่น หรือไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ได้รับการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหลายฝ่ายว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปี 2020 ทั้งปี ถ้าการควบคุมโรคยังไม่สามารถทำได้ในเร็ววัน

โควิด – 19 กับโรคซาร์ส และเมอร์ส

ความเหมือนของโรคระบาด 3 ชนิดนี้ คือเกิดจากไวรัสตระกูลเดียวกันคือไวรัสโคโรนา เป็นโรคติดต่อที่ทำลายระบบทางเดินหายใจ ติดจากสัตว์ก่อนแล้วจึงแพร่สู่คน  แต่เป็นไวรัสที่แตกต่างกันในด้านสายพันธุ์ และความรุนแรงรวมถึงการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งแม้จะมาจากไวรัสชนิดเดียวกัน แต่ทั้ง 3 โรค กลับมีความแตกต่างกัน 

โรคซาร์ส(2003) เป็นการติดเชื้อไวรัสจากชะมดสู่คน ก่อนจะติดต่อจากคนสู่คน เริ่มต้นที่ประเทศจีน ก่อนแพร่กระจายในภูมิภาคเอเชีย และสิ้นสุดลงในเวลาไม่กี่เดือน เช่นเดียวกับโรคเมอร์ส(2017) เป็นการติดเชื้อจากอูฐสู่คน ผ่านการดื่มน้ำนมอูฐดิบ ก่อนติดต่อจากคนสู่คน แพร่กระจายในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งโรคซาร์สสามารถรักษาให้หายได้ ในขณะที่โรคเมอร์สยังพบการติดโรคอยู่บ้าง เพราะไม่สามารถควบคุมสัตว์ที่เป็นที่มาของโรคได้ โดยจากสถิติแล้ว พบว่าโรคซาร์ส มีการติดเชื้อราว 8,000 คน โดยมีผู้เสียชีวิตราว 10% ในขณะที่โรคเมอร์ส มีผู้ติดเชื้อราว 1,700 คน และเสียชีวิตราว 37%

ในขณะที่โรคโควิด-19 มีการคาดการณ์ว่าน่าจะเกิดจากการติดเชื้อจากค้างคาวสู่คน และจากคนสู่คนตามลำดับ มีการแพร่กระจายไปทั่วโลกเริ่มจากเมืองอู่ฮั่น ลามไปทั่วเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และพบว่าระบาดไปทุกทวีปทั่วโลกแล้ว ยอดผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2020 ทั่วโลกจำนวน 83,106 ราย เสียชีวิตแล้ว 2,858 ราย และยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโลกได้

โดยปกติแล้ว โรคระบาดจะมีช่วงเวลาการแพร่เชื้อแล้วจะค่อยๆ ลดปริมาณการแพร่ลงก่อนจะหายไปด้วยตัวเอง แต่พบว่า ณ ขณะนี้ โควิด-19 มีความรุนแรงด้านการติดเชื้อมากขึ้น จึงยากจะตอบได้ว่าระยะเวลาในการควบคุมโรคจะยาวไปถึงเมื่อไหร่กันแน่ ซึ่งยิ่งกินระยะเวลานาน ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนมากยิ่งขึ้น

โควิด-19 เปรียบเทียบกับซาร์สและเมอร์ส

โควิด-19 กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือธุรกิจสายการบิน การท่องเที่ยวและโรงแรม ที่จะได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยว มีทั้งไม่สามารถใช้บริการตามกำหนดได้เนื่องจากนโยบายของแต่ละประเทศ หรือความหวาดกลัวต่อโรคระบาดของนักท่องเที่ยวเอง 

ประกอบกับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมเป็นธุรกิจที่ได้รับการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนว่าเป็นธุรกิจที่มีพื้นฐานการฟื้นตัวยากที่สุด แม้จะเป็นช่วงเศรษฐกิจดีแบบช่วงระบาดของโรคซาร์สในปี 2546 ใช้เวลาฟื้นตัวถึง 2 ไตรมาส ในขณะที่ช่วงการแพร่ระบาดของโรคเมอร์สที่เกิดในช่วงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศแย่กว่านั้น ใช้เวลาในการฟื้นตัวนานกว่า และธุรกิจกลุ่มนี้ก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ทั้งหมดหลังการควบคุมโรคระบาด โดยตลาดการลงทุนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือตลาดหุ้น ที่ผูกกับผลประกอบการธุรกิจโดยตรง

สำหรับการระบาดของ Covid-19 มีการระบาดเป็นวงกว้าง เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิก นักท่องเที่ยวมีความกังวลต่อการเดินทางไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น เพราะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้ในช่วงแรกของการแพร่ระบาด ไทยทะยานขึ้นเป็นอันดับสองของประเทศที่ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ แต่ด้วยความสามารถในการควบคุมโรคทำให้สามารถคัดกรองผู้ป่วยและรักษาหายโดยยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ในขณะที่อีกหลายประเทศในเอเชียเช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีการยืนยันผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสถานการณ์การระบาดที่ถูกยกระดับอยู่ในขั้นอันตรายมากขึ้น โดยได้รับการประกาศให้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงลำดับที่ 14 และสามารถแพร่กระจายในอากาศได้ ซึ่งหมายความว่า แม้จะสามารถควบคุมการระบาดได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ธุรกิจจึงจะสามารถดำเนินได้ตามปกติ

Covid-19 กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

โควิด-19 กับปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศ

จากรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจและการเงินไตรมาสแรกปี 2563 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดทำขึ้นก่อนการระบาดของโควิด-19 พบว่า มีการคาดการณ์รายได้จากทั้ 4 ภาคธุรกิจทั้งประเทศ คือการค้า การผลิต ภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง และภาคบริการเป็นลบทั้งหมด ในขณะที่ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและอัตราการจ้างงานอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนต้นทุนทางธุรกิจ และข้อจำกัดในการทำธุรกิจมีทิศทางเป็นลบ 

แต่ในสถานการณ์จริง การมาของไวรัสดังกล่าวสร้างผลกระทบกับภาคบริการมากที่สุด ดังนั้นตัวเลขจริงของการติดลบมีโอกาสที่จะสูงกว่าที่ประเมินไว้ได้ โดยโรคระบาดถือเป็นปัจจัยที่เหนือความคาดหมายและการควบคุมของทุกฝ่าย

นอกจากนี้ยังมีประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยธนาคารพาณิชย์บางแห่งได้มีนโยบายปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามประกาศดังกล่าวแล้ว ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก มีผลกระทบโดยตรงต่อผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งผลตอบแทนของตราสารหนี้จะส่งผลกระทบโดยอ้อมต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอีกต่อหนึ่ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยเชิงนโยบายที่มีผลต่อการลงทุนและอัตราผลตอบแทน

และในเวลาใกล้เคียงกัน ข่าว GM ยกเลิกการดำเนินกิจการในไทย นอกจากจะส่งผลกระทบต่ออัตราการจ้างงานและภาคผลิต บริษัทไฟแนนซ์ รวมไปถึงประชาชนผู้ครอบครองรถยนต์เชฟโรเลตอีกด้วย 

หรือการประกาศกระทรวงการคลังที่ดำเนินการกู้ยืมเอกชนเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่สามารถมองข้ามได้

ทั้งสัญญาณการลดดอกเบี้ยและการยุติการดำเนินกิจการของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่้ แสดงให้เห็นว่า แม้ไม่มีโรคระบาดโควิด-19 เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสประสบปัญหาตั้งแต่ไตรมาสแรก ทั้งภาคการผลิต ด้านนโยบาย เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นจึงส่งผลกระทบต่อภาคบริการเพิ่มขึ้นด้วย แลัะยิ่งถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ความเสียหายต่อเศรษฐกิจก็มีโอกาสเพิ่มมากขึ้น

โควิด-19 กับการลงทุน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจากหลายสถาบันให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การระบาดของโควิด-19 จะส่งผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้น โดยหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง คือหุ้นของสายการบิน และธุรกิจด้านการท่องเที่ยว โรงแรม โดยหุ้นของสายการบินจากการอ้างอิงช่วงระบาดของโรคซาร์สและเมอร์ส พบว่ามักจะฟื้นตัวได้หลังจากควบคุมโรคได้ระหว่าง 3 – 6 เดือน และเป็นหุ้นที่มักมีปัจจัยในการฟื้นตัวดี แต่ในขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและโรงแรมเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือมักเป็นหุ้นที่ฟื้นตัวช้าอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆ ประกอบเพื่อการตัดสินใจ

ส่วนหุ้นที่เก็งกันว่าน่าจะมีทิศทางการเติบโตที่ดีคือหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล เพราะคนมีความตื่นตัวต่อโรคมาก ทำให้แม้จะเจ็บป่วยเล็กน้อยเกี่ยวกับทางเดินหายใจก็จะเข้ามารับการตรวจรักษา แม้จะเป็นไปในลักษณะที่กล่าวมา แต่ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อโรคสงบลงก็อาจกลับไปอยู่ในระดับเดิม ในขณะที่หุ้นกลุ่มค้าปลีกยังไปได้เรื่อยๆ ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ การลงทุนในลักษณะการเป็นเจ้าหนี้ เช่นตราสารหนี้ต่างๆ ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากประจำ

 

การเกิดโรคระบาดเป็นปัจจัยที่เหนือการคาดหมายและการคาดการณ์ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบในระยะยาว นอกจากนี้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนก็ยังไม่คลี่คลายดี หลังการสงบลงของโควิด-19 สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนทั้งปี 2563 นี้คงไม่สดใสนัก

ลงทุนในหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง

PeerPower Team