stock

เล่นหุ้นแบบมือใหม่ต้องรู้อะไรบ้าง

มือใหม่เริ่มลงทุนมักจะใจร้อนมองหาการเล่นหุ้นเป็นตัวเลือกแรกๆ และจะเกิดคำถามตลอดว่า เป็นมือใหม่หัดเล่นหุ้นควรเริ่มยังไงดี เพียร์ พาวเวอร์หาคำตอบมาให้ดังนี้

  • หุ้นคือสิทธิในการมีส่วนได้ส่วนเสียในบริษัท การเล่นหุ้นคือการซื้อสิทธินี้จากบริษัทที่แบ่งหุ้นออกมาขายในตลาดหลักทรัพย์
  • การเล่นแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือแบบ Technical Analisis เป็นการลงทุนแบบหวังกำไรระยะสั้น ซื้อเมื่อราคาลงขายเมื่อราคาขึ้น และการลงทุนแบบเน้นคุณค่า Value Investment(VI) คือการกระจายการลงทุน โดยมีการวิเคาระห์ทิศทางและแนวโน้มของตลาดมาก่อนเพื่อซื้อขายในเวลาที่เหมาะสม และดูแนวโน้มหุ้นที่จะทำกำไรระยะยาวได้ดี
  • การเล่นหุ้นเริ่มจากการเปิดบัญชีหุ้น หรือการเปิดพอร์ต ตามด้วยการเทรดหรือการซื้อขาย
  • ตลาดหุ้นมี 2 ตลาดคือตลาดสำหรับบริษัทใหญ่ (SET) กับตลาดสำหรับบริษัททางเลือก (MAI)
  • เราลองเล่นหุ้นก่อนได้ ตามเว็บไซต์ออนไลน์หรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อลดความผิดพลาดในการลงสนามจริง

เริ่มต้นเล่นหุ้นแบบมือใหม่ต้องรู้อะไรบ้าง

ตลาดหุ้นมักเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่นักลงทุนซึ่งอยากให้เงินทำงานแทนเรานึกถึง เพราะความรวดเร็วในการซื้อขาย มีตัวเลือกในธุรกิจมากมายให้ได้ลงทุน ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา ทำให้ การลงทุนในหุ้นหรือการเล่นหุ้นมีความเสี่ยงสูงมากตามไปด้วย เป็นสาเหตุให้มือใหม่ใจถึงจำนวนมากเอาเงินที่มีไปสูญในตลาดหุ้น แทนที่จะได้กำไรกลับมา เพียร์ พาวเวอร์ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับนักลงทุนคนไหนทั้งนั้น โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ที่อยู่ในช่วงลองผิดลองถูก เพราะฉะนั้นไปทำความรู้จักการเล่นหุ้นด้วยกันก่อนตกลงใจเริ่มลงตลาดจริงจังกันเถอะ

 

การเล่นหุ้นคืออะไร แตกต่างกับการลงทุนในหุ้นอย่างไร?

เรามาค่อยๆ ทำความเข้าใจว่าหุ้นคืออะไรไปด้วยกันก่อน หุ้นคือการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง นำสิทธิความเป็นเจ้าของร่วมและการมีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โดยมีการเพิ่มทุนในการจดทะเบียน และนำเงินส่วนนั้นมาแบ่งขายสิทธินี้ให้กับนักลงทุน ซึ่งมูลค่าหุ้นที่นักลงทุนถืออยู่จะขาดทุนหรือกำไรไปตามผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ กำไรหรือขาดทุนส่วนนี้จะส่งผลต่อผลตอบแทนแบบ Devidend หรือเงินปันผลจากหุ้น แต่ไม่เสมอไปสำหรับ Capital Gain หรือผลกำไรต่อการซื้อขาย แบบที่เรามักได้ยินคำเตือนจากกูรูทั้งหลายเสมอว่า “ผลประกอบการปัจจุบัน ไม่ได้การันตีผลการลงทุนในอนาคต”

หุ้นคืออะไร

ปัจจัยอื่นๆ ที่นักลงทุนในหุ้นจะพิจารณาประกอบการซื้อขายด้วย ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าหุ้นมีวิธีการทำให้เกิดกำไรได้ 2 ทาง คือ

 

  • กำไรจากการซื้อขาย (Capital Gain) ความหมายตรงตัวคือการซื้อและขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จะกำไรถ้าขายเมื่อราคาหุ้นแพงกว่าราคาซื้อ แต่ถ้าซื้อตอนที่ราคาสูงที่สุดและปล่อยขายไม่ได้จะมีศัพท์น่ารักๆ เรียกว่า “ติดดอย” ให้ช้ำใจเล่นๆ การเล่นหุ้นมักจะอยู่ตรงนี้เอง คือทำยังไงให้ซื้อขายถูกเวลา เป็นการลงทุนระยะสั้นได้ผลตอบแทนเร็ว และความเสี่ยงสูง

 

  • กำไรจากการปันผล (Dividend) คือกำไรส่วนหนึ่งที่ถูกแบ่งออกมาให้ผู้ถือหุ้นจากมติของกรรมการของบริษัทนั้นๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผลกำไรทั้งหมดของบริษัทก็ได้ และจะปันผลปีละกี่ครั้งก็ได้เหมือนกัน แต่ละบริษัทจึงมีการปันผลหุ้นไม่เท่ากัน ถ้าหุ้นที่ถืออยู่เป็นหุ้นที่บริษัทมีพื้นฐานดี มีกำไรสม่ำเสมอ หุ้นนั้นก็จะทำกำไรได้ยาวๆ การลงทุนในหุ้นจะอยู่ตรงนี้ คือเป็นการลงทุนระยะยาว อยู่นิ่งๆ รอเงินปันผล

 

 

ดังนั้น การเล่นหุ้นจึงเป็นการเน้น Capital Gain ซื้อมาขายไปให้ได้ส่วนต่างในราคาให้มากที่สุด

หลักการคือถ้าซื้อถูก - ขายแพง = กำไร แต่ในทางกลับกันถ้าซื้อแพง - ขายถูก = ขาดทุน

ตลาดหุ้นมีกี่ประเภท อยากเล่นต้องเล่นที่ตลาดไหน?

ตลาดหุ้นหรือการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แยกออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (the Stock Exchange of Thailand)

เป็นตลาดซื้อขายหุ้นที่บริษัทต้องการระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อนำมาขยายกิจการ และมีทุนชำระแล้วหลัง IPO (Initial Public Offering) 300 ล้านบาทขึ้นไป

ตลาด MAI (Market for Alternative Investment)

เป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แบบที่นักเล่นหุ้นนิยมกัน ซื้อขายได้ด้วยตนเองหรือจะผ่านบริษัทหลักทรัพย์ก็ได้ มักใช้กับการซื้อขายหุ้นของบริษัทขนาดกลางหรือขนาดย่อม ราคาเป็นไปตามผลประกอบการและสภาวะตลาด ณ ขณะนั้น ตามหลักการ Demand/Supply

 

เล่นหุ้นเริ่มยังไง มีเงินเท่าไหร่ถึงจะเล่นหุ้นได้?

การเล่นหุ้นเริ่มต้นจากการเปิดบัญชีหุ้น หรือเราจะคุ้นกับคำว่าเปิดพอร์ตหุ้นขึ้นมาก่อน โดยไปติดต่อกับทางบริษัทหลักทรัพย์(บลจ.) หรือโบรกเกอร์หุ้นเพื่อให้เป็นตัวแทนในการซื้อขายให้ ซึ่งในการเปิดบัญชีจะเริ่มต้นซื้อขายตามแต่ราคาหุ้น ที่นิยมจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท ซึ่งบัญชีหุ้นจะมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน

บัญชีวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance) คือ บัญชีหุ้นที่เจ้าของสามารถซื้อหุ้นได้ตามจำนวนเงินที่มีในบัญชี ซึ่งเงินจะถูกหักใน 3 วันทำการ (T+3)

บัญชีเงินสด (Cash Account) คือ บัญชีหุ้นที่เจ้าของบัญชีต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย 20% ของราคาหุ้นที่จะซื้อ และหลังจากสั่งซื้อแล้วต้องโอนเงินค่าหุ้นทั้งหมดเข้าบัญชีภายใน 3 วันทำการ (T+3) และถ้าขายก็จะได้เงินเข้ามาในบัญชีภายใน 3 วันทำการเช่นกัน

บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์หรือบัญชีมาร์จิ้น (Credit Balance Account) เป็นบัญชีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้นมากกว่าเงินที่ตัวเองมีอยู่ ซึ่งจะต้องใช้เงินและหลักทรัพย์เช่นบริษัท อสังหาริมทรัพย์มาวางค้ำประกัน ซึ่งบัญชีประเภทนี้ต้อเสียดอกเบี้ยด้วย

**สำหรับมือใหม่หัดเล่นหุ้น ควรเปิดบัญชีหุ้นประเภทบัญชีวางเงินล่วงหน้า กับบัญชีเงินสด เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่า

หลังจากเปิดบัญชีแล้วก็เริ่มซื้อขาย หรือเทรด(Trade) กันได้เลย ปกติแล้วหุ้นจะเริ่มต้นซื้อขายขั้นต่ำที่ 100 หุ้น ราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่บาท ไปจนถึงหุ้นละเป็นร้อย ดังนั้นมีเงินหลักร้อยก็เริ่มเล่นหุ้นได้ แต่จะคุ้มค่าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ในการเทรด การเทรดหุ้นจะมี 2 แบบคือ การเทรดด้วยตัวเองทางออนไลน์ และการเทรดผ่านโบรกเกอร์หรือมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งความแตกต่างของการเทรดหุ้น 2 แบบนี้ก็คือ

การเทรดด้วยตัวเองผ่านออนไลน์

เป็นไปได้ทั้งการเทรดผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น โดยแอปพลิเคชั่นที่นิยมใช้กันคือ StreammingPro และ EFinance โดยหลังจากสมัครเปิดบัญชีหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์แล้ว จะได้รับยูเซอร์เนมและพาร์สเวิร์ดมาใช้ในการล็อกอิน แอปพลิเคชั่นเหล่านี้จะมีข้อมูลต่างๆ ของหุ้น เช่น ราคา กราฟสถิติต่างๆ รวมทั้งเครื่องมือวิเคราะห์สำเร็จรูป และส่วนที่เป็นความรู้ในการเล่นหุ้นด้วย

การเทรดด้วยตัวเองมีข้อดีคือตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง รวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ มีโอกาสตัดสินใจผิดพลาด และต้องมีเวลาในการมานั่งดูปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง

การเทรดผ่านโบรกเกอร์หรือมาร์เกตติ้ง

คือการจ้างคนมาดูแลการซื้อขายให้เรานั่นเอง ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องมานั่งเฝ้าจอ โดยอาจมีหุ้นในใจอยู่แล้ว หรือได้รับคำแนะนำจากโบรกเกอร์มา แล้วตัดสินใจให้โบรกเกอร์ซื้อขาย ซึ่งโอกาสในการผิดพลาดจะน้อยกว่า แต่มีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายมากกว่าทำเองทางออนไลน์เป็นค่าคอมมิชชั่นมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งจะมีมูลค่าการซื้อขายขั้นต่ำ และค่าธรรมเนียมหากมีคำสั่งซื้อไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้อีกด้วย โดยแต่ละโบรกเกอร์ก็จะคิดค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน ส่วนมากอยู่ระหว่าง 0.25%  ขึ้นไปคิดจากมูลค่าการซื้อขาย

ดังนั้นถ้าจะเล่นหุ้นแบบเทรดผ่านโบรกเกอร์ ต้องคำนวณก่อนว่ามูลค่าหุ้นที่มีอยู่คุ้มค่ากับค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายหรือไม่ ถ้ามีเงินจำนวนมากและมีการลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง การจ้างโบรกเกอร์มาทำหน้าที่ดูแลพอร์ตให้ก็อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และข้อควรระวังคือต้องเลือกโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ โดยดูเบื้องต้นว่าได้รับการรับรองจาก กลต. หรือไม่ หรือมีประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

ซึ่งการลงทุนทุกแบบมีความเสี่ยง โดยเฉพาะการเล่นหุ้นแบบซื้อมาขายไป จะมีความเสี่ยงในระดับสูงมาก ซึ่งความเสี่ยงเหล่่านี้นักเล่นหุ้นมือใหม่ก็ควรจะรู้เพื่อลดข้อผิดพลาดในการเล่นหุ้นนั่นเอง

วิธีเล่นหุ้น ทำยังไง

ความเสี่ยงในการเล่นหุ้น

ปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงในการเล่นหุ้น จะแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ ปัจจัยภายนอกกับปัจจัยภายในของบริษัทที่เป็นเจ้าของหุ้นนั้นๆ

ปัจจัยภายในบริษัท คือวิธีการดำเนินงานของบริษัทนั้นเอง ทั้งด้านการจัดการ รายรับรายจ่าย ทิศทางในการบริหาร ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกำไรขาดทุนจากภายในบริษัทเอง

ปัจจัยภายนอกบริษัท คือเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในบริษัทโดยตรง แต่ส่งผลกระทบกับบริษัทหรือระบบเศรษฐกิจแบบองค์รวมได้ เช่นการรัฐประหาร สงคราม นโยบายการเงินภายในประเทศ

เรื่องที่ต้องรู้ ถ้ามือใหม่คิดจะเล่นหุ้น

สำหรับนักเล่นหุ้นมือใหม่ เรื่องที่ต้องรู้นอกเหนือไปจากวิธีซื้อขายแล้ว คือรู้วิธีดูหุ้น สำหรับการ “เล่นหุ้น” ที่เน้นซื้อมาขายไป จะเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า Technical Analysis ซึ่งจะมีวิธีการลงทุนคือ ดูข้อมูลต่างๆ ที่เป็นตัวเลข เช่นกราฟ สถิติความเคลื่อนไหวย้อนหลัง ใช้เครื่องมือในการคำนวณ แล้วดูสัญญาณรอเวลาซื้อขาย ซึ่งในความเป็นจริง สัญญาณการซื้อขายนี้มีทั้งแบบที่เป็นสัญญาณจริงๆ และสัญญาณที่เกิดจากการปั่นกระแส และในเมื่อการเล่นหุ้นได้รับความนิยมมาก จึงมีโปรแกรมให้ลองเล่นหุ้นออนไลน์เพื่อเป็นการซ้อมมือก่อนการเล่นหุ้นจริงๆ หลายเว็บไซต์ และแอปพลิเคชั่น ซึ่งถ้าอยากลองซ้อมมือก่อน การทดลองเล่นหุ้นด้วยตัวเองผ่านช่องทางนี้ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีซึ่งจะช่วยให้มองเห็นทิศทางตลาดได้ชัดขึ้น เมื่อเริ่มเล่นจริง

 

การ “เล่นหุ้น” มีความเสี่ยงมาก ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ มองการลงทุนแบบนักลงทุน Fundamental Analysis หรือ Value Investment(VI) ที่เน้นคุณค่าจะคุ้มค่ากว่า เพราะเป็นการลงทุนระยะยาวที่เลือกหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี พิจารณาการซื้อขายจากงบการเงินของบริษัท เลือกจังหวะซื้อจังหวะปล่อย เน้นรายได้จากเงินปันผล จะมีความยั่งยืนกว่า การลงทุนแบบนี้จะไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอรอขายตลอดเวลา ทำกำไรทีเดียวดีกว่า และวิธีนี้จะไม่วุ่นวายเรื่องเงิน ค่อยๆ เก็บค่อยๆ สะสมก็สามารถเพิ่มพูนให้พอร์ตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกว่าเป็นการใช้เงินทำงานได้จริงๆ

การเล่นหุ้นมีโอกาสทำเงินได้มากถึง 12% ต่อปี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงหลายอย่างให้ต้องคำนึงถึง ดังนั้นเพียร์ พาวเวอร์ขอแนะนำให้เลือกลงทุนระยะยาวกับหุ้น หรือจะเลือกลงทุนใน SME ที่มีผลตอบแทนใกล้เคียงกัน และมีความเสี่ยงน้อยกว่า ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ เป็นตัวกลางและให้คำปรึกษาอยู่ในขณะนี้ก็ได้ เพราะเป็นลักษณะการลงทุนให้สินเชื่อในธุรกิจ SME ผลตอบแทนที่ได้จะมาจากการชำระหนี้ ไม่ได้ผูกกับกำไรขาดทุนหรือการบริหารบริษัท

เปิดบัญชีนักลงทุนใน SME

ลงทุนทางเลือกใหม่

Leave a Reply