Category

ลงทุน

เลือกลงทุนกับใคร ถ้าตระกูลใน Game of Thrones ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

เลือกลงทุนกับใคร ถ้าตระกูลใน Game of Throne ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ถ้าพูดถึงซีรี่ย์ลิเกฝรั่ง คอซีรี่ย์น้อยคนจะไม่รู้จัก Game of Thrones ซีรี่ย์การเมืองแฟนตาซีที่ไม่สามารถไว้ใจใครได้ทั้งนั้น สิ่งที่ทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้สนุกนอกจากความพลิกผันของสถานการณ์ที่เหนือจะคาดเดา ยังเป็นเรื่องของการวางแผนชิงไหวชิงพริบที่เรียกได้ว่าวางแผนผิดเพียงนิดเดียวโอกาสสูญเสียทุกอย่างในพริบตามีโอกาสเกิดขึ้นได้ ความเสี่ยงแบบนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนน่าจะคุ้นเคยดี เพียร์ พาวเวอร์จึงอยากชวนนักลงทุนมาลองคิดกันเล่นๆ ว่า ถ้าตระกูลต่างๆ ใน Game of Throne มาอยู่ในยุคปัจจุบัน และต้องพัฒนาระบบเศรษฐกิจภายในอาณาจักรด้วยการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน จะเลือกลงทุนกับตระกูลใดให้ได้ผลตอบแทนตามเป้าหมาย โดยขอเลือกมาแค่ตระกูลสำคัญ(และเราน่าจะจำกันได้) 5 ตระกูลใหญ่ เลือกลงทุนกับตระกูล Stark :: The winter is Coming ถ้าวัดกันที่แฟนคลับ ตระกูลนี้น่าจะมีคนอยากลงทุนด้วยมากที่สุด และถูกทำร้ายจิตใจมากที่สุดเพราะสมาชิกของตระกูลถูกฆ่าให้ตายทีละคนแทบจะทุกซีซั่น ตระกูล Stark มีที่มั่นอยู่ ณ วินเทอร์เฟล ท่ามกลางภูมิประเทศที่หนาวเย็นอยู่เสมอ ทำหน้าที่สำคัญคือการปกป้อง The Wall หรือกำแพงที่กั้นระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตาย ดังนั้นธุรกิจในกลุ่มประกัน และโรงพยาบาลจึงเป็นธุรกิจที่เหมาะกับตระกูล Stark เป็นอย่างยิ่ง โดยจะพบว่าธุรกิจกลุ่มดังกล่าวมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีคุณสมบัติเพียงพอจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีลักษณะดังนี้ หุ้นกลุ่มประกัน (Insur) จำนวนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 17 ตัว มูลค่ารวมในตลาด 31,365,010 บาท ทิศทางเป็นไปในทางบวก ราคาซื้อขายอยู่ระหว่าง 20 – 325 บาทต่อหุ้น ให้ปันผลระหว่าง 3.1% – 7.9% สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในธุรกิจกลุ่มดังกล่าว จะพบว่าหุ้นในตระกูลธุรกิจประกัน ทั้งประกันชีวิต และประกันวินาศภัยนั้นให้ผลตอบแทนที่ในแง่ปันผลค่อนข้างดี มีความมั่นคงในระดับหนึ่งเพราะเกี่ยวข้องกับการออม ความปลอดภัยในความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ การจราจร รวมถึงความเป็นความตาย เรียกได้ว่าเกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตของคนทั้งวงจร แต่ด้วยปัจจัยความเกี่ยวพันที่หลากหลายนี้เอง ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีความผันผวนด้านราคาตามไปด้วย อีกทั้งยังมีลักษณะเป็นธุรกิจเฉพาะที่มีความซับซ้อนในรายละเอียด มีคู่แข่งในตลาดเป็นจำนวนมาก และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามนโยบายที่กำกับดูแล นักลงทุนที่ลงทุนกับธุรกิจกลุ่มประกันชีวิต และประกันวินาศภัย จึงต้องมีความเข้าใจในโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนและแยกย่อยในธุรกิจประกันเป็นอย่างดี โดยหุ้นที่มีราคาเสนอขายสูงที่สุดในตลาด ขณะนี้คือหุ้นของกระเทพประกันภัย(BKI) ที่มีราคาเสนอซื้อที่ 324 บาท และเสนอขาย 325… Read more

Yield to Maturity บอกคุณได้ว่าหุ้นกู้ตัวไหนควรไปต่อหรือพอแค่นี้

Yield to Maturity บอกคุณได้ว่าหุ้นกู้ตัวไหนควรไปต่อหรือพอแค่นี้  เพียร์ พาวเวอร์เคยพูดถึงหุ้นกู้ในแง่การลงทุนไปแล้ว ซึ่งในแต่ละปีจะมีหุ้นกู้ออกใหม่เป็นจำนวนมาก และให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน สำหรับนักลงทุน หุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าย่อมน่าลงทุนมากกว่า แต่หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยว่า แล้วความคุ้มค่าของหุ้นกู้ดูได้จากอะไร คำตอบคือ ดูได้จากผลตอบแทนรวม Yield to Maturity(YTM) Yield to Maturity(YTM) เกี่ยวข้องอย่างไรกับหุ้นกู้ หุ้นกู้คือการลงทุนซื้อเอกสารหรือสัญญาเงินกู้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน ที่มีการระบุระยะเวลาในการไถ่ถอนคืนพร้อมอัตราผลตอบแทนไว้อย่างชัดเจน เป็นได้ทั้งระยะสั้นๆ ไม่กี่เดือน ไปจนถึงระยะยาวหลายปี ซึ่งหุ้นกู้จะมีการกำหนดผลตอบแทนรายปีแบบสม่ำเสมอไว้ตั้งแต่แรก แต่ถ้านักลงทุนถือหุ้นกู้ไว้ระยะหนึ่งแล้ว พบหุ้นกู้ตัวอื่นที่น่าสนใจ อยากจะลงทุนใหม่(Reinvestment) สิ่งที่จะต้องใช้ประกอบการตัดสินใจไม่ใช่ราคาซื้อขายหรืออัตราดอกเบี้ยอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นช่วงการให้ผลตอบแทนรวมจากปัจจุบันจนถึงกำหนดไถ่ถอน หรือ Yield to Maturity(YTM) นั่นเอง Yield to Maturity(YTM) บอกผลตอบแทนจากหุ้นกู้อย่างไร การจะเข้าใจผลตอบแทนของหุ้นกู้ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือเงื่อนไขด้านราคา ดอกเบี้ย และระยะเวลาในการให้ผลตอบแทน ราคาซื้อขายหุ้นกู้ หุ้นกู้มีราคา 4 แบบ ที่ส่งผลต่อเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนคือ ราคาหน้าตั๋ว(Face Value) เป็นราคาซื้อขายที่ระบุไว้บนตั๋วหุ้นกู้นั้นในตลาดแรกหรือที่รู้จักกันว่าเป็นราคารพาร์ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ออกหุ้นกู้จะไถ่ถอนคืนเมื่อครบกำหนด ราคาลด(Discount Bond) หุ้นกู้ที่ราคาซื้อต่ำกว่าราคาที่ระบุไว้หน้าตั๋ว แต่ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดด้วยราคาที่ระบุไว้บนตั๋ว ได้ผลตอบแทน(Coupon)ตามที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ราคาเพิ่ม(Premium Bond) หุ้นกู้ที่ราคาซื้อสูงกว่าราคาที่ระบุไว้หน้าตั๋ว แต่ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดด้วยราคาที่ระบุไว้บนตั๋ว ได้ผลตอบแทน(Coupon)ตามที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ราคาปัจจุบัน(Current Price) หุ้นกู้มีการซื้อขายทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง ราคาปัจจุบันจะส่งผลต่อผลตอบแทนที่ได้รับเมื่อถือครบกำหนดไถ่ถอน ดอกเบี้ย(Coupon) อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการถือหุ้นกู้ ซึ่งจะกำหนดตายตัวจากผู้ออกหุ้นกู้ และสัมพันธ์กับระยะเวลาในการถือครอง โดยดอกเบี้ยจะคิดตามราคาหน้าตั๋ว หรือราคาพาร์เสมอ เช่นเป็นหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทน 15% ระยะเวลาการถือครอง 3 ปี เท่ากับจะให้ผลตอบแทนปีละ 5% แต่หุ้นกู้ส่วนใหญ่จะปันผลทุก 6 เดือน ดังนั้นผู้ถือหุ้นกู้ตัวที่ยกตัวอย่างมาจะได้รับกระแสเงินสดเป็นผลตอบแทนจากหุ้นกู้ 2.5% ทุกครึ่งปี ระยะเวลาให้ผลตอบแทน ดังที่กล่าวมาแล้วว่าหุ้นกู้มีการระบุระยะเวลาการไถ่ถอนไว้อย่างชัดเจน ในการเปรียบเทียบ  Yield to Maturity จึงให้ความสำคัญกับหุ้นกู้ที่มีระยะเวลาในการถือครองช่วงเดียวกัน Yield to Maturity คำนวณอย่างไร เราสามารถคำนวณYield to Maturity… Read more

สินทรัพย์เพื่อการลงทุนคืออะไร เลือกสินทรัพย์อย่างไรให้เหมาะกับเรา

สินทรัพย์เพื่อการลงทุนคืออะไร เลือกสินทรัพย์อย่างไรให้เหมาะกับเรา “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน” เป็นคำหนึ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องเคยได้ยิน รวมถึงโฟกัสไปที่มันเป็นสิ่งแรกๆ เพื่อตัดสินใจว่าจะลงทุนอะไรดี ซึ่งสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแบ่งออกได้ตามปัจจัยต่างๆ เป็นหลายแบบ และเหมาะกับกลุ่มนักลงทุนที่แตกต่างกัน เพราะจะสัมพันธ์กับความสามารถในการรับความเสี่ยง ผลตอบแทน ระยะเวลาในการลงทุนที่แตกต่างกันไปด้วย เพื่อให้การตัดสินใจของนักลงทุนเป็นไปอย่างรอบด้านที่สุด เพียร์ พาวเวอร์ จึงนำเรื่องเกี่ยวกับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมาขยายความ สินทรัพย์เพื่อการลงทุนคืออะไร ความหมายของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนสามารถพูดได้กว้างๆ คือเป็นสิ่งที่ลงทุนไปแล้วสร้างผลตอบแทนให้กับผู้เป็นเจ้าของได้ โดยปกติแล้วแบ่งออกได้ด้วยหลายหลักเกณฑ์ แต่มักจะนิยมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ สินทรัพย์ที่จับต้องได้(Physical Asset) คือสิ่งของที่มองเห็น จับต้องได้ ซื้อขายได้มีการส่งมอบซื้อขายสินค้ากันเป็นชิ้นเป็นอัน สามารถทำกำไรหรือขาดทุนจากสินทรัพย์ชิ้นนั้นๆ ได้เลย ซึ่งจะแบ่งย่อยลงไปเป็น สังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้ เช่นรถยนต์ ของสะสมต่างๆ ทองคำ นาฬิกา กระเป๋าแบรนด์เนม ของตกแต่งบ้าน อสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่นที่ดิน คอนโดมิเนียม บ้าน บ้านพักตากอากาศ สินทรัพย์ทางการเงิน(Financial Asset) คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในลักษณะของสัญญา สิทธิ เงื่อนไข ต่างๆ ซึ่งมีผลตอบแทนจากการซื้อผลิตภัณฑ์นั้นเป็นเงิน สามารถแยกย่อยออกไปตามตลาดของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้น คือ สินทรัพย์ทางการเงินในตลาดเงิน คือผลิตภัณฑ์ประเภทที่ซื้อแล้วให้ผลตอบแทนเป็นเงินอย่างเดียว เช่นการฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ ตัวแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นต้น สินทรัพย์ทางการเงินในตลาดทุน คือผลิตภัณฑ์ประเภทที่ซื้อแล้วได้ผลตอบแทนเป็นสิทธิ สัญญา การปันผล เช่นตราสารหนี้ หุ้นกู้ หุ้น หน่วยลงทุนต่างๆ ตราสารสิทธิ(อนุพันธ์) ทั้งหมดนี้คือการลงทุนแบบทางตรง หมายถึงการลงทุนแบบที่ซื้อเองขายเองทั้งหมด จบกระบวนการการลงทุนด้วยการตัดสินใจโดยนักลงทุนเอง ซึ่งการลงทุนประเภทนี้ต้องใช้เงินเยอะมาก เช่นถ้าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องซื้อคอนโดมิเนียมหรือบ้าน 1 หลังเพื่อลงทุน ซื้อหุ้นกู้ก็ต้องมีขั้นต่ำ 100,000 บาท หรือ 100 หน่วยลงทุน สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการลงทุนก้อนใหญ่ๆ ในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง จะมีตัวเลือกการลงทุนอีกแบบที่น่าสนใจ คือการลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งมีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของการลงทุนนั้นๆ มูลค่าต่อหน่วยลงทุนไม่สูงมาก และเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี สินทรัพย์เพื่อการลงทุนแต่ละประเภท ให้ผลตอบแทนอย่างไร สินทรัพย์ประเภทจับต้องได้ (Physical Asset) อสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม… Read more

สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย มอบโอกาสอย่างไรให้กับนักลงทุน

สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย มอบโอกาสอย่างไรให้กับนักลงทุน หลายคนคงพอจะทราบว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ(Aging Society) และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์(Aged Society)ในอีกไม่เกิน 30 ปีข้างหน้า ถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่จะใช้เวลาราวๆ 50 ปี ซึ่งเกิดจากการที่อัตราการเสียชีวิตของคนวัยหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นและอัตราการเกิดลดต่ำลง เมื่อประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไม่ใช่วัยแรงงานปรากฏการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมในหลายด้าน แต่สำหรับหลายคนที่ยังไม่เข้าใจความหมายของสังคมผู้สูงอายุ เพียร์ พาวเวอร์ขออธิบายตามนี้ สังคมผู้สูงอายุ(Aging Society)คืออะไร คือการที่ประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนเท่ากับหรือมากกว่าประชากรวัยแรงงานมากกว่า 10% และหากมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ในอัตรามากกว่าประชากรวัยแรงงานในพื้นที่เดียวกันเกินกว่า 20% จะถือเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์(Aged Society) ซึ่งตามข้อมูลโดยกรมสถิติแห่งชาติ มีข้อบ่งชี้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี พศ.2583 โดยมีประชากรผู้สูงอายุ 20.5 ล้านคน คิดเป็น 14.15% ของทั้งประเทศ สังคมผู้สูงอายุภายใต้นโยบายการดูแลโดยรัฐบาล เมื่อในประเทศมีกลุ่มผู้สูงอายุอยู่เป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงมีนโยบายเพื่อรองรับประชากรส่วนนี้ โดยแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545 – 2564) มีเนื้้อหาหลักมุ่งไปที่การพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และได้รับการยอมรับความสามารถในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งในแผนชู 5 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้ ยุทธศาสตร์ด้านการเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ เน้นการพัฒนาให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีศักดิ์ศรี และได้รับการยอมรับ ด้วยการประกันรายได้ ให้การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างจิตสำนึกให้สังคมเคารพและยอมรับผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ด้านการส่งเสริมผู้สูงอายุ ส่งเสริมการให้ผู้สูงอายุมีความเข้มแข็งทั้งด้านสุขภาพอนามัย สังคม และได้รับความปลอดภัยในความเป็นอยู่ ด้วยการส่งเสริมมาตรการการดูแลสุขภาพอนามัยด้วยตนเอง เบื้องต้น ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันและสร้างความเข้มแข็งขององค์กรผู้สูงอายุ ส่งเสริมการทำงานและการหารายได้ของผู้สูงอายุ สนับสนุนผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ ส่งเสริมสนับสนุนให้มีสื่อเพื่อผู้สูงอายุ และสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้รับความรู้ และสามารถเข้าถึงข่าวสารและสื่อ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัย ยุทธศาสตร์ด้านระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ สร้างหลักประกันในชีวิตให้กับผู้สูงอายุในด้านต่างๆ ทั้งด้านรายได้ การมีหลักประกันด้านคุณภาพ ส่งเสริมให้ได้รับการดูแล และคุ้มครองโดยครอบครัว สร้างบริการและเครือข่ายการเกื้อหนุน ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุระดับชาติและการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ สร้างคุณค่าจากการทำงานให้กับผู้สูงอายุ เช่นการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุระดับชาติ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ด้านการประมวลและพัฒนาองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุและการติดตามประเมินผลการดำเนินการ ตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ สร้างบุคลากร การบริการ ที่เกื้อหนุนต่อสังคมผู้สูงอายุเช่น สนับสนุนและส่งเสริมให้หน่วยงานวิจัยดำเนินการประมวล และพัฒนาองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุที่จำเป็นเพื่อออกแบบสังคมที่เหมาะสมเพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านผู้สูงอายุ โดยเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย การพัฒนาการบริการและการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างเหมาะสม มาตรการดำเนินการให้มีการติดตามประเมินผลแผนผู้สูงอายุแห่งชาติที่มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง มาตรการพัฒนาฐานข้อที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบและทันสมัย สังคมผู้สูงอายุมีผลอย่างไรต่อการลงทุน โอกาสในการลงทุนเมื่อสังคมผู้สูงอายุมาถึงมีความเป็นไปได้หลายทาง เมื่อมองแยกตามวัตถุประสงค์ในการลงทุน คือ… Read more

คืนภาษี… ลงทุนยังไงดีให้ได้ประโยชน์จากภาษีมากที่สุด

คืนภาษี…ลงทุนยังไงดีให้ได้ผลประโยชน์จากภาษีมากที่สุด เพิ่งผ่านการยื่นภาษีกันไปไม่นาน นักลงทุนหลายคนที่วางแผนมาดีก็จะได้รับการคืนภาษาที่คุ้มค่า เพียร์ พาวเวอร์ เชื่อว่าหลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการลงทุนส่งผลต่อการจ่ายภาษีประจำปีอย่างไรบ้าง นักลงทุนจึงมักจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมบางประเภทที่เน้นการออมเช่นกองทุน RMF หรือ LTF เพื่อประโยชน์ด้านการลดหย่อนและขอคืนภาษีหลายคนจึงมุ่งวางแผนภาษีประจำปีด้วยการซื้อกองทุนรวมเฉลี่ยๆ กันไว้ เพราะคิดว่าเป็นการลงทุนเพื่อคืนภาษีที่คุ้มค่า ซึ่งที่จริงแล้วการลงทุนเพื่อให้ได้คืนภาษีมีอีกหลายวิธี ไม่เฉพาะการซื้อกองทุนรวมเท่านั้น มาลองดูกันว่า มีการลงทุนแบบไหนอีกบ้าง ที่จะช่วยให้แผนภาษีปีหน้าของคุณได้ทั้งลงทุน ได้ทั้งภาษีคืน คืนภาษีจากการลงทุนมีเงื่อนไขอะไรบ้าง เงื่อนไขการคืนภาษีจากหน่วยลงทุน จะเกิดขึ้นได้ 2 ทางคือจากการซื้อหน่วยลงทุน กับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน ซึ่งการลงทุนแต่ละอย่างจะได้รับสิทธิ์ในส่วนนี้ไม่เท่ากัน เงินลงทุนลดหย่อนได้+ผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษี ในการซื้อหน่วยลงทุน จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว 10% ซึ่งตามกฎหมายอนุญาตให้นำเงินในส่วนนี้ไปยื่นขอลดหย่อนภาษีประจำปีได้  แถมไม่ต้องเสียภาษีที่ได้จากผลตอบแทนด้วย การลงทุนที่เข้าข่ายนี้คือ กองทุน RMF, LTF ประกันชีวิตบางประเภท ประกันบำนาญ เงินลงทุนลดหย่อนไม่ได้ + ผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษี ในส่วนของการลงทุนบางอย่างที่ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ หน่วยลงทุนที่ซื้อไปก็จะไม่สามารถนำไปยื่นเพื่อขอคืนภาษีได้ แต่สำหรับผลตอบแทนเช่นดอกเบี้ย หรือจากการซื้อขายหน่วยลงทุน ไม่ต้องเสียภาษี การลงทุนประเภทนี้คือการลงทุนประเภทออมทรัพย์ เงินปันผลสหกรณ์ เงินฝากประจำผู้สูงอายุ กองทุนรวมที่เน้นปันผลการลงทุนในหุ้น เงินปันผลจากหุ้น ซึ่งมีการหักภาษีปันผล 20% ก่อนจ่ายให้กับนักลงทุน ซึ่งทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการจ่ายภาษี จึงมีกฎหมายเอื้อให้นักลงทุนนำส่วนต่างนี้ไปขอเครดิตภาษีเงินคืนได้ โดยต้องดูความคุ้มค่าจากฐานภาษีดังนี้ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา น้อยกว่า  อัตราภาษีเงินได้ที่ถืออยู่ ยื่นเครดิตภาษี = คุ้มค่า อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มากกว่า อัตราภาษีเงินได้ที่ถืออยู่  ยื่นเครดิตภาษี = ไม่คุ้มค่า เงินลงทุนลดหย่อนไม่ได้ + ผลตอบแทนต้องเสียภาษี คือที่ซื้อก็ซื้อไป และเมื่อได้ผลตอบแทนเช่นดอกเบี้ยหรือการขายหน่วยลงทุนไป ก็ต้องเสียภาษีด้วย ซึ่งการลงทุนประเภทนี้ ได้แก่การฝากประจำ และการลงทุนในตราสารหนี้ คืนภาษีจากกองทุนรวมประเภทเงินออม ในการซื้อกองทุนรวม LTF,RMF จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10 % ซึ่งภาษีที่ถูกหักไว้นี้สามารถนำไปขอลดหย่อนภาษีเมื่อครบปีภาษีได้ ถ้ามีการซื้อขายระหว่างปีภาษี ผลตอบแทนหรือดอกผลที่ได้จากกองทุนดังกล่าวก็จะได้รับการยกเว้นภาษีไปด้วย โดยมีข้อแม้ว่าจะได้ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท คืนภาษีจากประกันชีวิต สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000… Read more