Category

ลงทุน

กองทรัสต์แนวคิดการลงทุนแบบไว้ใจ

กองทรัสต์แนวคิดการลงทุนแบบไว้ใจ จุดเริ่มต้นและวัตถุประสงค์ของกองทรัสต์เกิดขึ้นในยุคกลาง ที่บรรดาขุนนางยังต้องออกไปสู้รบเพื่อปกป้องประเทศชาติ ซึ่งจะทำให้ทรัพย์สินกิจการต่างๆ ไม่มีคนดูแล อาจทำให้ครอบครัวคนข้างหลังลำบากได้ จึงเลือกจะโอนทรัพย์สินให้กับคนที่ไว้ใจ(Trust) ไปบริหารจัดการให้ แล้วนำดอกผลรายได้ที่เกิดจากกิจการนั้นมามอบให้กับคนในครอบครัวหรือผู้รับผลประโยชน์ต่อไป ถ้าเป็นไปตามคำอธิบายข้างบน หลายคนอาจรู้สึกได้ว่า กองทรัสต์เป็นการบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีลักษณะเจาะจงผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งดูเหมือนการจัดการมรดกมากกว่าการลงทุน แต่ในปัจจุบันแนวคิดนี้ได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นกองทรัสต์ที่สามารถลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยกองทรัสต์ที่แพร่หลายและนักลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศไทยรู้จักคือกองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(Real Estate Invesment Trust :: REIT) ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ จะพูดถึงต่อไปในอนาคต สำหรับบทความนี้อยากพามาทำความเข้าใจกับองค์ประกอบของกองทรัสต์ก่อน เพื่อให้นักลงทุนทราบถึงวิธีการทำงานของมัน ประกอบการตัดสินใจลงทุน กองทรัสต์(Trust)คืออะไร กองทรัสต์คือการบริหารจัดการทรัพย์สินของเจ้าของทรัพย์หรือผู้ก่อตั้ง(Settlor)ผ่านตัวกลางที่ได้รับการแต่งตั้งเรียกว่าทรัสตี(Trustee) ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับผลประโยชน์ (Benaficiary) โดยมีองค์ประกอบในการก่อตั้งทรัสต์ที่เรียกว่าหลักความแน่นอน 3 ประการในการกำหนดหน้าที่และลักษณะของกองทรัสต์ คือ ความแน่นอนในเจตนา(Certainty of word) คือมีสัญญาในการจัดตั้งระหว่างเจ้าของทรัพย์สินและทรัสตีผู้ดูแลทรัพย์สินนั้น ความแน่นอนของทรัพย์สิน(Certainty of Object Matter) ทรัพย์สินนั้นมีอยู่จริง และมีแนวทางการบริหารจัดการให้งอกเงย ความแน่นอนของผู้รับประโยชน์(Certainty of Object) ผู้รับประโยชน์ต้องได้รับประโยชน์จากกองทรัพย์สินนั้นจริง ซึ่งกองทรัสต์ที่ถูกตั้งขึ้นมาจะมีสถานะที่ห่างไกลจากการล้มละลาย เพราะไม่ถูกนับรวมเข้ากับทรัพย์สินของทรัสตีเพราะทรัสตีไม่ใช่เจ้าของ เป็นเพียงผู้มีสิทธิในการบริหารจัดการ และต่อให้เจ้าของตายหรือล้มละลาย กองทรัสต์ก็ยังคงอยู่ เพราะมอบสิทธิในการจัดการธุรกรรมให้กับทรัสตีไปแล้ว สถานะของกองทรัสต์จึงเรียกได้ว่าแข็งแกร่ง แม้จะล้มละลายไม่ได้ แต่กองทรัสต์สามารถถูกลดฐานะหรือความน่าเชื่อถือลงได้เช่นกัน กองทรัสต์ประกอบด้วยอะไรบ้าง หลายคนคงพอนึกภาพออกแล้วว่ากองทรัสต์จะเกิดขึ้นได้ด้วย 3 สิ่งคือผู้ก่อตั้ง ทรัสตี และผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ต่อกันเพื่อดำเนินการกองทรัสต์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทรัสต์นั้น เพื่อให้เห็นหน้าที่ของแต่ละองค์ประกอบชัดขึ้น เพียร์ พาวเวอร์ ของแยกอธิบายทีละข้อ ผู้ก่อตั้งกองทรัสต์(Settlor) ก่อนเซ็นสัญญามอบสิทธิ์ให้ทรัสตีจะมีสถานะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่เมื่อเซ็นสัญญาแล้วจะมีสิทธิเฉพาะที่กำหนดไว้ในสัญญาการก่อตั้งทรัสต์เท่านั้น ไม่สามารถควบคุมหรือสั่งการให้ทรัสตีดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นได้อีกต่อไป ทรัสตี(Trustee) ทรัสตีมีสถานะเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมาย ทำหน้าที่จัดการกองทรัสต์ตามสัญญา โดยทั่วไปแล้วทรัสตีไม่สามารถเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกองทรัสต์ได้ แต่รับค่าตอบแทนในการบริหารจัดการได้ เพื่อหลีกเลี่ยง 2 สิ่งคือการฉ้อโกงและผลประโยชน์ทับซ้อน ทรัสตีจะมีกี่คนก็ได้ ถ้ามีมากกว่า 1 คนเรียกว่า Co-Trustee บริหารจัดการกองทรัสต์ในลักษณะจัดการร่วมกัน รับผิดร่วมกัน ยกเว้นว่าในสัญญาจะระบุไว้ให้แยกหน้าที่ หน้าที่หลักของทรัสตีคือการบริหารกองทรัสต์ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับผลประโยชน์ตามสัญญา และต้องรับผิดชอบต่อทรัพย์สินถ้าเกิดความล้มเหลวหรือเสียหาย แต่ถ้าการบริหารล้มเหลวด้วยความจงใจหรือการละเลยของทรัสตี ถ้ามีการฟ้องร้องจากผู้รับผลประโยชน์ขึ้นทรัสตีต้องชดใช้ความเสียหายนั้น แต่ถ้าความล้มเหลวเกิดจากการดำเนินการอย่างดีที่สุด รอบคอบ ระมัดระวัง และเชี่ยวชาญแล้ว(ทำดีที่สุดแล้ว) ก็ไม่ต้องรับผิด ความรับผิดตามกฎหมายของทรัสตีนั้นมีได้ทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง… Read more

ลงทุนกับรถติด พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

ลงทุนกับรถติด พลิกวิกฤติเป็นโอกาส เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่ค่าโดยสารรถเมล์จะปรับขึ้นตามมติขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ด้วยเหตุผลหลัก คือมีการชะลอการขึ้นราคามาหลายปีแม้จะได้รับการร้องขอปรับราคาจากผู้ประกอบการเอกชน อัตราค่าโดยสารก่อนปรับไม่สัมพันธ์กับต้นทุนจริง และการปรับราคาครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการแข่งขันและปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น เนื่องจากรถรุ่นที่ใหม่กว่าจะเก็บค่าโดยสารได้มากกว่าตามไปด้วย สิ่งที่ตามมาคือรถตู้ และรถสองแถวเตรียมขยับจะปรับราคาขึ้นตามไปด้วย ท่ามกลางการตั้งคำถามถึงคุณภาพของบริการว่าดีกว่าเดิมหรือไม่ และหลายคนเลือกจะขับรถมากกว่าใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้กรุงเทพเป็นหนึ่งในเมืองที่รถติดที่สุดเมืองหนึ่งในโลก รถติดเพราะอะไร มีคำตอบมากมายสำหรับคำถามนี้ ทั้งเรื่องการวางผังเมือง วินัยการจราจร ตลอดจนสภาพแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ แต่คำตอบที่ดูจับต้องได้ที่สุด และมีตัวเลขยืนยันน่าเชื่อถือคือ รถติดเพราะในกรุงเทพมหานครจำนวนรถมีจำนวนมากกว่าพื้นผิวการจราจร โดยสถิติจากกรมการขนส่งทางบก พบว่าในเดือนมีนาคม 2562 มีจำนวนรถยนต์จดทะเบียนสะสมในกรุงเทพมหานครรวมกันทั้งหมด 10,193,685 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน หรือรถเก๋งมากที่สุด จำนวน 4,585,242 คัน ไม่นับรถยนต์ทะเบียนจังหวัดอื่นที่เข้ามาวิ่งในกรุงเทพด้วย ในขณะที่หากมองลักษณะผังเมืองกรุงเทพมหานคร เส้นทางการจราจรเป็นไปในลักษณะกระจุกตัว ประกอบกับทำเลที่เป็นศูนย์กลางของบริเวณดังกล่าวมักเป็นห้างสรรพสินค้า ซึ่งส่งผลให้ถนนกลายเป็นพื้นที่ให้รถไปรวมตัวกัน กินพื้นผิวจราจรที่มีอยู่เพียง 10% ของพื้นที่ทั้งหมดเข้าไปอีก และพื้นผิวการจราจร 10% ข้างต้น ก็ไม่ใช่พื้นที่ที่สามารถใช้งานได้จริงทั้งหมด เพราะมีการปิดถนนเพื่อก่อสร้างปรับปรุงผังเมืองใหม่อยู่เรื่อยๆ รถติดสร้างปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาที่มากับรถติดไม่ใช่ปัญหาเรื่องการจราจรโดยตรง แต่เป็นปัญหาด้านต้นทุนอื่นๆ ที่ผู้ตกอยู่ในสภาวะรถติดต้องแบกรับ เช่นต้นทุนด้านเวลา มีผลสำรวจออกมาว่าคนกรุงเทพเสียเวลาไปกับรถติดปีละ 61 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย เป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก แม้เวลา 2.5 วันนี้จะไม่ถือว่านานแต่ถ้าคิดว่าเป็นวันพักร้อนที่ต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็สามารถนับเป็นต้นทุนได้ รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่นสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความสัมพันธ์ที่ส่งผลเสียในระยะยาว รถติดสร้างโอกาสทางการลงทุนอย่างไร จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรถติดมีด้วยกัน 2 ส่วนหลักๆ คือจำนวนรถและการจราจร ซึ่งเป็นปัจจัยทางตรง และปัจจัยทางอ้อมคือต้นทุนค่าเสียโอกาสอื่นๆ หากมองในเชิงแก้ปัญหา จะสามารถแตกประเภทธุรกิจที่น่าลงทุนได้หลากหลายขึ้น ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ขอแยกออกเป็น 2 ส่วนตามที่กล่าวมาแล้ว คือ ลงทุนกับปัจจัยทางตรง หมายถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรถติดโดยตรง นั่นคือการลงทุนกับกลุ่มรถยนต์และการวางโครงสร้างเมือง ซึ่งธุรกิจในกลุ่มนี้ที่สามารถลงทุนได้คือ ลงทุนกับกลุ่มยานยนต์และการผลิต(Auto) จากจำนวนผู้จดทะเบียนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี แสดงให้เห็นว่าความต้องการการใช้รถยังมีอยู่มาก กลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์จึงยังน่่าสนใจ แม้ประเทศไทยไม่มีกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์โดยตรง แต่มักดำเนินการในลักษณะฐานการผลิตและตัวแทนจัดจำหน่ายมากกว่า ซึ่งหุ้นในกลุ่มยานยนต์(Auto) ของไทยมีอยู่หลายตัว ราคาซื้อขายต่อหน่วยค่อนข้างผันผวนและเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คือไม่ขึ้นสูงจนยั่วใจ แต่ก็ไม่ตกจนน่าใจหาย… Read more

เลือกลงทุนกับใคร ถ้าตระกูลใน Game of Thrones ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

เลือกลงทุนกับใคร ถ้าตระกูลใน Game of Throne ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ถ้าพูดถึงซีรี่ย์ลิเกฝรั่ง คอซีรี่ย์น้อยคนจะไม่รู้จัก Game of Thrones ซีรี่ย์การเมืองแฟนตาซีที่ไม่สามารถไว้ใจใครได้ทั้งนั้น สิ่งที่ทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้สนุกนอกจากความพลิกผันของสถานการณ์ที่เหนือจะคาดเดา ยังเป็นเรื่องของการวางแผนชิงไหวชิงพริบที่เรียกได้ว่าวางแผนผิดเพียงนิดเดียวโอกาสสูญเสียทุกอย่างในพริบตามีโอกาสเกิดขึ้นได้ ความเสี่ยงแบบนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนน่าจะคุ้นเคยดี เพียร์ พาวเวอร์จึงอยากชวนนักลงทุนมาลองคิดกันเล่นๆ ว่า ถ้าตระกูลต่างๆ ใน Game of Throne มาอยู่ในยุคปัจจุบัน และต้องพัฒนาระบบเศรษฐกิจภายในอาณาจักรด้วยการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน จะเลือกลงทุนกับตระกูลใดให้ได้ผลตอบแทนตามเป้าหมาย โดยขอเลือกมาแค่ตระกูลสำคัญ(และเราน่าจะจำกันได้) 5 ตระกูลใหญ่ เลือกลงทุนกับตระกูล Stark :: The winter is Coming ถ้าวัดกันที่แฟนคลับ ตระกูลนี้น่าจะมีคนอยากลงทุนด้วยมากที่สุด และถูกทำร้ายจิตใจมากที่สุดเพราะสมาชิกของตระกูลถูกฆ่าให้ตายทีละคนแทบจะทุกซีซั่น ตระกูล Stark มีที่มั่นอยู่ ณ วินเทอร์เฟล ท่ามกลางภูมิประเทศที่หนาวเย็นอยู่เสมอ ทำหน้าที่สำคัญคือการปกป้อง The Wall หรือกำแพงที่กั้นระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตาย ดังนั้นธุรกิจในกลุ่มประกัน และโรงพยาบาลจึงเป็นธุรกิจที่เหมาะกับตระกูล Stark เป็นอย่างยิ่ง โดยจะพบว่าธุรกิจกลุ่มดังกล่าวมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีคุณสมบัติเพียงพอจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีลักษณะดังนี้ หุ้นกลุ่มประกัน (Insur) จำนวนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 17 ตัว มูลค่ารวมในตลาด 31,365,010 บาท ทิศทางเป็นไปในทางบวก ราคาซื้อขายอยู่ระหว่าง 20 – 325 บาทต่อหุ้น ให้ปันผลระหว่าง 3.1% – 7.9% สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในธุรกิจกลุ่มดังกล่าว จะพบว่าหุ้นในตระกูลธุรกิจประกัน ทั้งประกันชีวิต และประกันวินาศภัยนั้นให้ผลตอบแทนที่ในแง่ปันผลค่อนข้างดี มีความมั่นคงในระดับหนึ่งเพราะเกี่ยวข้องกับการออม ความปลอดภัยในความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ การจราจร รวมถึงความเป็นความตาย เรียกได้ว่าเกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตของคนทั้งวงจร แต่ด้วยปัจจัยความเกี่ยวพันที่หลากหลายนี้เอง ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีความผันผวนด้านราคาตามไปด้วย อีกทั้งยังมีลักษณะเป็นธุรกิจเฉพาะที่มีความซับซ้อนในรายละเอียด มีคู่แข่งในตลาดเป็นจำนวนมาก และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามนโยบายที่กำกับดูแล นักลงทุนที่ลงทุนกับธุรกิจกลุ่มประกันชีวิต และประกันวินาศภัย จึงต้องมีความเข้าใจในโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนและแยกย่อยในธุรกิจประกันเป็นอย่างดี โดยหุ้นที่มีราคาเสนอขายสูงที่สุดในตลาด ขณะนี้คือหุ้นของกระเทพประกันภัย(BKI) ที่มีราคาเสนอซื้อที่ 324 บาท และเสนอขาย 325… Read more

หุ้นกู้ตัวไหนควรไปต่อหรือพอแค่นี้ Yield to Maturity บอกคุณได้

หุ้นกู้ตัวไหนควรไปต่อหรือพอแค่นี้ Yield to Maturity บอกคุณได้ เพียร์ พาวเวอร์เคยพูดถึงหุ้นกู้ในแง่การลงทุนไปแล้ว ซึ่งในแต่ละปีจะมีหุ้นกู้ออกใหม่เป็นจำนวนมาก และให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน สำหรับนักลงทุน หุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าย่อมน่าลงทุนมากกว่า แต่หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยว่า แล้วความคุ้มค่าของหุ้นกู้ดูได้จากอะไร คำตอบคือ ดูได้จากผลตอบแทนรวม Yield to Maturity(YTM) หุ้นกู้เกี่ยวข้องอย่างไรกับ Yield to Maturity(YTM) หุ้นกู้คือการลงทุนซื้อเอกสารหรือสัญญาเงินกู้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน ที่มีการระบุระยะเวลาในการไถ่ถอนคืนพร้อมอัตราผลตอบแทนไว้อย่างชัดเจน เป็นได้ทั้งระยะสั้นๆ ไม่กี่เดือน ไปจนถึงระยะยาวหลายปี ซึ่งหุ้นกู้จะมีการกำหนดผลตอบแทนรายปีแบบสม่ำเสมอไว้ตั้งแต่แรก แต่ถ้านักลงทุนถือหุ้นกู้ไว้ระยะหนึ่งแล้ว พบหุ้นกู้ตัวอื่นที่น่าสนใจ อยากจะลงทุนใหม่(Reinvestment) สิ่งที่จะต้องใช้ประกอบการตัดสินใจไม่ใช่ราคาซื้อขายหรืออัตราดอกเบี้ยอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นช่วงการให้ผลตอบแทนรวมจากปัจจุบันจนถึงกำหนดไถ่ถอน หรือ Yield to Maturity(YTM) นั่นเอง หุ้นกู้ให้ผลตอบแทนจาก Yield to Maturity(YTM) อย่างไร การจะเข้าใจผลตอบแทนของหุ้นกู้ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือเงื่อนไขด้านราคา ดอกเบี้ย และระยะเวลาในการให้ผลตอบแทน ราคาซื้อขายหุ้นกู้ หุ้นกู้มีราคา 4 แบบ ที่ส่งผลต่อเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนคือ ราคาหน้าตั๋ว(Face Value) เป็นราคาซื้อขายที่ระบุไว้บนตั๋วหุ้นกู้นั้นในตลาดแรกหรือที่รู้จักกันว่าเป็นราคารพาร์ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ออกหุ้นกู้จะไถ่ถอนคืนเมื่อครบกำหนด ราคาลด(Discount Bond) หุ้นกู้ที่ราคาซื้อต่ำกว่าราคาที่ระบุไว้หน้าตั๋ว แต่ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดด้วยราคาที่ระบุไว้บนตั๋ว ได้ผลตอบแทน(Coupon)ตามที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ราคาเพิ่ม(Premium Bond) หุ้นกู้ที่ราคาซื้อสูงกว่าราคาที่ระบุไว้หน้าตั๋ว แต่ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดด้วยราคาที่ระบุไว้บนตั๋ว ได้ผลตอบแทน(Coupon)ตามที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ราคาปัจจุบัน(Current Price) หุ้นกู้มีการซื้อขายทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง ราคาปัจจุบันจะส่งผลต่อผลตอบแทนที่ได้รับเมื่อถือครบกำหนดไถ่ถอน ดอกเบี้ย(Coupon) อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการถือหุ้นกู้ ซึ่งจะกำหนดตายตัวจากผู้ออกหุ้นกู้ และสัมพันธ์กับระยะเวลาในการถือครอง โดยดอกเบี้ยจะคิดตามราคาหน้าตั๋ว หรือราคาพาร์เสมอ เช่นเป็นหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทน 15% ระยะเวลาการถือครอง 3 ปี เท่ากับจะให้ผลตอบแทนปีละ 5% แต่หุ้นกู้ส่วนใหญ่จะปันผลทุก 6 เดือน ดังนั้นผู้ถือหุ้นกู้ตัวที่ยกตัวอย่างมาจะได้รับกระแสเงินสดเป็นผลตอบแทนจากหุ้นกู้ 2.5% ทุกครึ่งปี ระยะเวลาให้ผลตอบแทน ดังที่กล่าวมาแล้วว่าหุ้นกู้มีการระบุระยะเวลาการไถ่ถอนไว้อย่างชัดเจน ในการเปรียบเทียบ  Yield to Maturity จึงให้ความสำคัญกับหุ้นกู้ที่มีระยะเวลาในการถือครองช่วงเดียวกัน หุ้นกู้คำนวณ Yield to Maturity… Read more

สินทรัพย์เพื่อการลงทุนคืออะไร เลือกสินทรัพย์อย่างไรให้เหมาะกับเรา

สินทรัพย์เพื่อการลงทุนคืออะไร เลือกสินทรัพย์อย่างไรให้เหมาะกับเรา “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน” เป็นคำหนึ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องเคยได้ยิน รวมถึงโฟกัสไปที่มันเป็นสิ่งแรกๆ เพื่อตัดสินใจว่าจะลงทุนอะไรดี ซึ่งสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแบ่งออกได้ตามปัจจัยต่างๆ เป็นหลายแบบ และเหมาะกับกลุ่มนักลงทุนที่แตกต่างกัน เพราะจะสัมพันธ์กับความสามารถในการรับความเสี่ยง ผลตอบแทน ระยะเวลาในการลงทุนที่แตกต่างกันไปด้วย เพื่อให้การตัดสินใจของนักลงทุนเป็นไปอย่างรอบด้านที่สุด เพียร์ พาวเวอร์ จึงนำเรื่องเกี่ยวกับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมาขยายความ สินทรัพย์เพื่อการลงทุนคืออะไร ความหมายของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนสามารถพูดได้กว้างๆ คือเป็นสิ่งที่ลงทุนไปแล้วสร้างผลตอบแทนให้กับผู้เป็นเจ้าของได้ โดยปกติแล้วแบ่งออกได้ด้วยหลายหลักเกณฑ์ แต่มักจะนิยมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ สินทรัพย์ที่จับต้องได้(Physical Asset) คือสิ่งของที่มองเห็น จับต้องได้ ซื้อขายได้มีการส่งมอบซื้อขายสินค้ากันเป็นชิ้นเป็นอัน สามารถทำกำไรหรือขาดทุนจากสินทรัพย์ชิ้นนั้นๆ ได้เลย ซึ่งจะแบ่งย่อยลงไปเป็น สังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้ เช่นรถยนต์ ของสะสมต่างๆ ทองคำ นาฬิกา กระเป๋าแบรนด์เนม ของตกแต่งบ้าน อสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่นที่ดิน คอนโดมิเนียม บ้าน บ้านพักตากอากาศ สินทรัพย์ทางการเงิน(Financial Asset) คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในลักษณะของสัญญา สิทธิ เงื่อนไข ต่างๆ ซึ่งมีผลตอบแทนจากการซื้อผลิตภัณฑ์นั้นเป็นเงิน สามารถแยกย่อยออกไปตามตลาดของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้น คือ สินทรัพย์ทางการเงินในตลาดเงิน คือผลิตภัณฑ์ประเภทที่ซื้อแล้วให้ผลตอบแทนเป็นเงินอย่างเดียว เช่นการฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ ตัวแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นต้น สินทรัพย์ทางการเงินในตลาดทุน คือผลิตภัณฑ์ประเภทที่ซื้อแล้วได้ผลตอบแทนเป็นสิทธิ สัญญา การปันผล เช่นตราสารหนี้ หุ้นกู้ หุ้น หน่วยลงทุนต่างๆ ตราสารสิทธิ(อนุพันธ์) ทั้งหมดนี้คือการลงทุนแบบทางตรง หมายถึงการลงทุนแบบที่ซื้อเองขายเองทั้งหมด จบกระบวนการการลงทุนด้วยการตัดสินใจโดยนักลงทุนเอง ซึ่งการลงทุนประเภทนี้ต้องใช้เงินเยอะมาก เช่นถ้าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องซื้อคอนโดมิเนียมหรือบ้าน 1 หลังเพื่อลงทุน ซื้อหุ้นกู้ก็ต้องมีขั้นต่ำ 100,000 บาท หรือ 100 หน่วยลงทุน สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการลงทุนก้อนใหญ่ๆ ในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง จะมีตัวเลือกการลงทุนอีกแบบที่น่าสนใจ คือการลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งมีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของการลงทุนนั้นๆ มูลค่าต่อหน่วยลงทุนไม่สูงมาก และเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี สินทรัพย์เพื่อการลงทุนแต่ละประเภท ให้ผลตอบแทนอย่างไร สินทรัพย์ประเภทจับต้องได้ (Physical Asset) อสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม… Read more