Category

ลงทุน

ลงทุนออนไลน์ 2019 ทางเลือกยุคดิจิทัลของนักลงทุน

ลงทุนออนไลน์ 2019 ทางเลือกยุคดิจิทัลของนักลงทุน เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล หลายอย่างง่ายขึ้นไม่เว้นแม้แต่การลงทุน ที่นักลงทุนมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี และการสร้างช่องทางหรือแพลตฟอร์มในการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบดั้งเดิม ล้วนแต่ช่วยเปิดโอกาสให้การลงทุนสะดวกขึ้น ตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ง่ายขึ้น เพราะการลงทุนออนไลน์ได้ทลายข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ในการลงทุนลงด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว ซึ่งหมายความว่าจะลงทุนกับตลาดใดในโลกก็ได้ ในเวลาใดก็ได้ แค่เลือกไทม์โซนของตลาดนั้นให้ถูกต้องก็พอ ข้อได้เปรียบของการลงทุนออนไลน์จึงมีด้วยกันหลายข้อ ลงทุนออนไลน์กับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแบบดั้งเดิม สินทรัพย์เพื่อการลงทุนแทบทุกประเภทสามารถซื้อขายผ่านออนไลน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝากประจำ ซื้อตราสารหนี้ กองทุนรวม หุ้น โดยดำเนินการเปิดบัญชีผ่านธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่รับเปิดบัญชี  แล้วหลังจากนั้นนักลงทุนจะสามารถซื้อขายสินทรัพย์ได้ตามข้อตกลงของบัญชีการลงทุนนั้นๆ ผ่านแอปพลิเคชั่น หรือเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง ข้อดีข้อเสียของการลงทุนออนไลน์กับสินทรัพย์แบบดั้งเดิม การลงทุนออนไลน์กับสินทรัพย์ดั้งเดิมกับการลงทุนในตัวสินทรัพย์นั้นโดยตรงแทบจะไม่แตกต่างกันในแง่วิธีการ แต่การลงทุนออนไลน์มีข้อดีที่เพิ่มเติมเข้ามาดังนี้ ลงทุนเองได้ ลงทุนออนไลน์ในสินทรัพย์ดั้งเดิมเป็นการลงทุนที่นักลงทุนสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ โดยสามารถตัดสินใจซื้อขายได้เองโดยจะเลือกใช้บริการที่ปรึกษาจากทางบริษัทที่เปิดบัญชีการลงทุนหรือไม่ก็ได้ ซึ่งการเลือกใช้หรือไม่ใช้บริการมาร์เก็ตติ้งจากทางบริษัทหลักทรัพย์ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ข้อดีคือเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่า และได้ตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งสำหรับนักลงทุนมือใหม่ การตัดสินใจอาจจะยังไม่แม่นยำนัก จึงมีความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ที่ต้องยอมรับด้วยตนเอง ลงทุนได้ทั้งกับตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ โลกอนไลน์ไม่มีกำแพงด้านเวลาและระยะทางมาขวางกั้น นักลงทุนสามารถลงทุนกับสินทรัพย์ในต่างประเทศได้ด้วย เช่นลงทุนในตลาด REIT ที่มีตลาดใหญ่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งถ้าเป็นการลงทุนที่ไม่ผ่านออนไลน์ โอกาสในการสั่งซื้อขาย หรือมองหาตัวเลือกใหม่ๆ ในการลงทุนย่อมน้อยลง เปรียบเทียบและวางแผนการลงทุนได้ง่ายขึ้น แอปพลิเคชั่นในการลงทุนออนไลน์ มักมีฟังก์ชั่นสำหรับดูทิศทางการลงทุนและเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนแถมมาด้วย เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมองภาพรวมของสินทรัพย์ที่กำลังถืออยู่รวมถึงกำลังตัดสินใจว่าจะถือไว้หรือขายไปได้ชัดเจนขึ้น ลงทุนออนไลน์กับเงินสกุลดิจิทัล เงินสกุลดิจิทัลจำพวกบล็อคเชน คริปโตเคอเรนซี Bitcoin ล้วนเป็นเงินที่ถือกำเนิดขึ้นในโลกออนไลน์ การลงทุนในเงินสกุลดิจิทัลจึงเป็นการลงทุนออนไลน์มาตั้งแต่แรก วิธีการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ เพียร์ พาวเวอร์ เคยกล่าวถึงไปแล้ว ซึ่งขึ้นตอนก็คือการส่งอีเมล์ไปเปิดบัญชีเพื่อรับตัวเลข 2 ชุด สำหรับใช้งานกับบัญชี ก่อนทำการขุดหรือเทรดสินทรัพย์นั้นผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นที่เก็บไว้ ข้อดีของการลงทุนออนไลน์กับเงินสกุลดิจิทัลคือมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความผันผวนมากเช่นกัน อีกทั้งเงินสกุลดิจิทัลไม่ได้รับการรับรองตามกฎหมายในหลายประเทศ ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรับไว้หากคิดจะลงทุนออนไลน์กับสินทรัพย์ประเภทนี้ ลงทุนออนไลน์กับ เพียร์ พาวเวอร์ เพียร์ พาวเวอร์เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ ที่ทำหน้าที่เป็นตลาดการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ต้องการมองหาการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่ให้ผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสดรายเดือนพร้อมผลตอบแทนเปป็นดอกเบี้ย โดยสินทรัพย์ที่นักลงทุนเลือกลงทุนนั้นคือธุรกิจ SME ที่มีศักยภาพ และต้องการเงินทุนในการขยายกิจการ โดยนักลงทุนจะลงทุนในลักษณะการให้สินเชื่อ ซึ่งกระจายความเสี่ยงได้ในหลายๆ กิจการ เริ่มต้นที่หน่วยลงทุนละ 100000 บาท ให้ผลตอบแทนในปีที่ผ่านมาถึง 11.4% และในเมื่อเป็นการให้สินเชื่อ ความเสี่ยงหนึ่งที่นักลงทุนจะมีสำหรับการลงทุนลักษณะนี้ คือความเสี่ยงจากการเบี้ยวหนี้นั่นเอง การลงทุนออนไลน์ในปัจจุบันจะเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งจากทางธนาคารเองที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเงินภายในประเทศ ตลอดจนความพยายามขยายโอกาสให้เกิดการเข้าถึงบริการทางการเงิน(Financial Inclusion)… Read more

Binance เผย Bitcoin มูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญที่หายเป็นความเสียหายในระดับใหญ่

Binance เผย Bitcoin มูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญที่หายเป็นความเสียหายในระดับใหญ่ Binance ผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ออกมายืนยันว่าการถูกโจมตีครั้งใหญ่จากแฮ็คเกอร์มีมูลค่าความเสียหายกว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแฮ็คเกอร์ใช้วิธีขโมย API Key และรหัสยืนยันในการโจมตี จากการติดตามสืบสวนจากบันทึกการโอนจ่าย Binance พบว่ามีการโอนเงินคริปโตฯ กว่า 7,000 บัญชี ไปที่บัญชีเดียว หลังจากการแฮ็คข้อมูล Binance ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลที่มีการเทรดและโอนจ่ายพบว่า แฮ็คเกอร์ได้เงินจาก Hot Wallet (บัญชีผู้โอน) ไปได้เป็นเงินจำนวน 2% ของทั้งหมด “แฮ็คเกอร์มีความอดทนในการรอเป็นอย่างยิ่ง เขาลงมือโดยใช้บัญชีที่ดูไม่มีความเกี่ยวข้องกันจำนวนมาก และรอจนถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วทำรายการในลักษณะที่รอดจากการตรวจจับของระบบรักษาความปลอดภัยไปได้ มันโชคร้ายตรงที่เราบล็อคคำสั่งถอนไม่ทัน” Zhao Changpeng ผู้บริหารของ Binance กล่าว “จนมีการถอนครั้งหนึ่งถูกจับได้โดยระบบ และมันก็ถูกเตือนขึ้นมา เราจึงได้หยุดการทำรายการทั้งหมดทันทีหลังจากนั้น” Binance กล่าวว่าสินทรัพย์ทั้งหมดอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองทุนสินทรัพย์เพื่อผู้ใช้ (SAFU) ที่จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ใช้ และจนกว่ากระบวนการสืบสวนจะสิ้นสุดลง ระบบการโอนจ่ายของ Binance จะถูกระงับคำสั่งใช้งานไว้เป็นการชั่วคราว แต่ระบบการเทรดยังทำงานได้เป็นปกติ โดย Zhao ได้เซ็ต Ask Me Anything ใน Twitter เพื่อตอบข้อสงสัยต่างๆ โดยข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจจากการตอบคำถามครั้งนี้มีดังต่อไปนี้ แฮ็คเกอร์ดำเนินการด้วยความ “อดทนมาก (Very Patience) ด้วยการสะสมยอดและรอจนเป็นผู้ใช้แบบ High Net Worth(HNW) Binance จะดำเนินการชดเชยความเสียหายและช่วยเหลือเจ้าของบัญชี Bitcoin ที่ถูกโจรกรรมจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดของผู้ได้รับผลกระทบจากการแฮ็ค นอกจากบล็อคบัญชีขโมยในบริษัทตัวเองแล้ว Binance ยังดำเนินการร่วมกับบริษัทอื่นเพื่อบล็อคบัญชีดังกล่าวด้วย Binance ต้องการเวลาราวๆ 1 สัปดาห์ในการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด เพื่อกลับมาดำเนินการฝากถอนอีกครั้ง เพราะ “ต้องการให้แน่ใจว่าเราได้จัดการกับการแฮ็คจากทุกบัญชีแล้วจริงๆ” Zhao อยากให้ทุกคนเปลี่ยนรหัส API Key และตัวเลขรับรอง เพื่อความปลอดภัย ในส่วนของความรับผิดชอบและการป้องกันการเกิดซ้ำ Zhao กล่าวว่า “ด้วยความสัตย์จริง เราจะให้คำตอบเรื่องนี้ได้ในอีก 2 – 3… Read more

กองทุนอสังหาลงทุนยังไงให้ได้ทิศทางผลตอบแทนที่ดี

กองทุนอสังหาลงทุนยังไงให้ได้ทิศทางผลตอบแทนที่ดี อสังหาริมทรัพย์ เป็นสินทรัพย์อ้างอิงในตลาดการลงทุนที่นักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะเชื่อว่ามีความมั่นคง และอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า การวางโครงข่ายโทรคมนาคม หรือการจราจรภายในประเทศ ล้วนแต่เป็นโครงสร้างที่ได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ ทำให้สินทรัพย์ประเภทนี้เป็นที่ต้องการของนักลงทุน ทั้งนักลงทุนสถาบันแบบ Developer ต่างๆ รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่ซื้ออสังหาฯ มาปล่อยขายปล่อยเช่า ซึ่งการลงทุนในรูปแบบที่กล่าวมาเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนสูงมาก หรือเป็นการลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีความเสี่ยงมากพอสมควร ในปัจจุบันจึงมีการลงทุนกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้เงินในการลงทุนน้อยกว่า และตัดความยุ่งยากด้านการดูแลรักษาให้กับนักลงทุนลงไปได้มาก กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีกี่ประเภท ถ้าพูดถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ จะหมายถึงกองทุนที่มีนโยบายระดมทุนเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ผ่านตัวแทนที่จะรับหน้าที่ในการจัดการต่างๆ แทนนักลงทุนที่ลงทุนหรือซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนนั้น เช่นจัดซื้อ ก่อสร้าง หาผู้เช่า หาผู้ซื้อแทนนักลงทุน โดยที่นักลงทุนรอรับผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว โดยกองทุนอสังหาริมทรัพย์จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์(Property Fund) เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ตามแต่นโยบายที่กองทุนนั้นก่อตั้งขึ้นมา ลงทุนได้เฉพาะในประเทศไทย และต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างเสร็จแล้วเท่านั้น โดยดำเนินการผ่านผู้จัดการกองทุนที่ทำหน้าที่เป็นนิติบุคคล กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(Real Estate Investment Trust :: REIT) เป็นกองทรัสต์ที่มีนโยบายบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยจดทะเบียนเป็นทรัสตี ซึ่งทำให้สถานะของทรัสต์ไม่สามารถล้มละลายได้ โดยกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เปิดโอกาสให้ลงทุนได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยตลาดกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดคือตลาดสหรัฐอเมริกา กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure Fund) เป็นกองทุนประเภทที่มีนโยบายในการลงทุนกับโครงสร้างและสาธารณูปโภคภายในประเทศ เช่นโครงการเกี่ยวกับรถไฟ รถไฟฟ้า เครือข่ายโทรคมนาคม กองทุนอสังหาริมทรัพย์ลงทุนได้อย่างไร การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่กล่าวมามักลงทุนใน 2 รูปแบบคือ การลงทุนแบบ Freehold คือการลงทุนแบบได้กรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นๆ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือการซื้อทรัพย์สินนั่นเอง การลงทุนในอสังหาฯ ลักษณะนี้มักเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย เช่นคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ เป็นการลงทุนที่นักลงทุนนิยมกันมาก เพราะแม้กองทุนอสังหานั้นจะหมดอายุไปแล้ว ก็ยังได้สินทรัพย์มาเป็นของตัวเอง การลงทุนแบบ Leasehold คือการลงทุนเพื่อการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว เมื่อสิ้นสุดสัญญาก็จะไม่ได้อะไรเลย แต่การลงทุนแบบปล่อยเช่านี้ มักเป็นสัญญาที่ยาวมากๆ เช่น 30 ปีเป็นต้น และมักให้ผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนแบบ Freehold ซึ่งสินทรัพย์สำหรับการลงทุนประเภทนี้มักเป็นห้างสรรพสินค้า พื้นที่เชิงพาณิชย์ ส่วนการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐาน สามารถลงทุนได้ทั้งแบบ Freehold และ Leasehold แล้วแต่ประเภทของโครงสร้างพื้นฐานนั้น รวมทั้งสามารถลงทุนในกอง REIT ในต่างประเทศได้ด้วย   กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงในการลงทุนอะไรบ้าง ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง การลงทุนในกองทุนอสังหาก็เช่นกัน แต่ความเสี่ยงมักเกิดขึ้นในกรณีที่หมดสัญญาแล้ว ซึ่งความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องพิจารณาเปรียบเทียบในการลงทุนลักษณะนี้คือ อัตราว่างจากการเช่า สำหรับการลงทุนแบบ… Read more

กองทรัสต์แนวคิดการลงทุนแบบไว้ใจ

กองทรัสต์แนวคิดการลงทุนแบบไว้ใจ จุดเริ่มต้นและวัตถุประสงค์ของกองทรัสต์เกิดขึ้นในยุคกลาง ที่บรรดาขุนนางยังต้องออกไปสู้รบเพื่อปกป้องประเทศชาติ ซึ่งจะทำให้ทรัพย์สินกิจการต่างๆ ไม่มีคนดูแล อาจทำให้ครอบครัวคนข้างหลังลำบากได้ จึงเลือกจะโอนทรัพย์สินให้กับคนที่ไว้ใจ(Trust) ไปบริหารจัดการให้ แล้วนำดอกผลรายได้ที่เกิดจากกิจการนั้นมามอบให้กับคนในครอบครัวหรือผู้รับผลประโยชน์ต่อไป ถ้าเป็นไปตามคำอธิบายข้างบน หลายคนอาจรู้สึกได้ว่า กองทรัสต์เป็นการบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีลักษณะเจาะจงผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งดูเหมือนการจัดการมรดกมากกว่าการลงทุน แต่ในปัจจุบันแนวคิดนี้ได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นกองทรัสต์ที่สามารถลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยกองทรัสต์ที่แพร่หลายและนักลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศไทยรู้จักคือกองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(Real Estate Invesment Trust :: REIT) ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ จะพูดถึงต่อไปในอนาคต สำหรับบทความนี้อยากพามาทำความเข้าใจกับองค์ประกอบของกองทรัสต์ก่อน เพื่อให้นักลงทุนทราบถึงวิธีการทำงานของมัน ประกอบการตัดสินใจลงทุน กองทรัสต์(Trust)คืออะไร กองทรัสต์คือการบริหารจัดการทรัพย์สินของเจ้าของทรัพย์หรือผู้ก่อตั้ง(Settlor)ผ่านตัวกลางที่ได้รับการแต่งตั้งเรียกว่าทรัสตี(Trustee) ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับผลประโยชน์ (Benaficiary) โดยมีองค์ประกอบในการก่อตั้งทรัสต์ที่เรียกว่าหลักความแน่นอน 3 ประการในการกำหนดหน้าที่และลักษณะของกองทรัสต์ คือ ความแน่นอนในเจตนา(Certainty of word) คือมีสัญญาในการจัดตั้งระหว่างเจ้าของทรัพย์สินและทรัสตีผู้ดูแลทรัพย์สินนั้น ความแน่นอนของทรัพย์สิน(Certainty of Object Matter) ทรัพย์สินนั้นมีอยู่จริง และมีแนวทางการบริหารจัดการให้งอกเงย ความแน่นอนของผู้รับประโยชน์(Certainty of Object) ผู้รับประโยชน์ต้องได้รับประโยชน์จากกองทรัพย์สินนั้นจริง ซึ่งกองทรัสต์ที่ถูกตั้งขึ้นมาจะมีสถานะที่ห่างไกลจากการล้มละลาย เพราะไม่ถูกนับรวมเข้ากับทรัพย์สินของทรัสตีเพราะทรัสตีไม่ใช่เจ้าของ เป็นเพียงผู้มีสิทธิในการบริหารจัดการ และต่อให้เจ้าของตายหรือล้มละลาย กองทรัสต์ก็ยังคงอยู่ เพราะมอบสิทธิในการจัดการธุรกรรมให้กับทรัสตีไปแล้ว สถานะของกองทรัสต์จึงเรียกได้ว่าแข็งแกร่ง แม้จะล้มละลายไม่ได้ แต่กองทรัสต์สามารถถูกลดฐานะหรือความน่าเชื่อถือลงได้เช่นกัน กองทรัสต์ประกอบด้วยอะไรบ้าง หลายคนคงพอนึกภาพออกแล้วว่ากองทรัสต์จะเกิดขึ้นได้ด้วย 3 สิ่งคือผู้ก่อตั้ง ทรัสตี และผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ต่อกันเพื่อดำเนินการกองทรัสต์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทรัสต์นั้น เพื่อให้เห็นหน้าที่ของแต่ละองค์ประกอบชัดขึ้น เพียร์ พาวเวอร์ ของแยกอธิบายทีละข้อ ผู้ก่อตั้งกองทรัสต์(Settlor) ก่อนเซ็นสัญญามอบสิทธิ์ให้ทรัสตีจะมีสถานะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่เมื่อเซ็นสัญญาแล้วจะมีสิทธิเฉพาะที่กำหนดไว้ในสัญญาการก่อตั้งทรัสต์เท่านั้น ไม่สามารถควบคุมหรือสั่งการให้ทรัสตีดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นได้อีกต่อไป ทรัสตี(Trustee) ทรัสตีมีสถานะเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมาย ทำหน้าที่จัดการกองทรัสต์ตามสัญญา โดยทั่วไปแล้วทรัสตีไม่สามารถเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกองทรัสต์ได้ แต่รับค่าตอบแทนในการบริหารจัดการได้ เพื่อหลีกเลี่ยง 2 สิ่งคือการฉ้อโกงและผลประโยชน์ทับซ้อน ทรัสตีจะมีกี่คนก็ได้ ถ้ามีมากกว่า 1 คนเรียกว่า Co-Trustee บริหารจัดการกองทรัสต์ในลักษณะจัดการร่วมกัน รับผิดร่วมกัน ยกเว้นว่าในสัญญาจะระบุไว้ให้แยกหน้าที่ หน้าที่หลักของทรัสตีคือการบริหารกองทรัสต์ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับผลประโยชน์ตามสัญญา และต้องรับผิดชอบต่อทรัพย์สินถ้าเกิดความล้มเหลวหรือเสียหาย แต่ถ้าการบริหารล้มเหลวด้วยความจงใจหรือการละเลยของทรัสตี ถ้ามีการฟ้องร้องจากผู้รับผลประโยชน์ขึ้นทรัสตีต้องชดใช้ความเสียหายนั้น แต่ถ้าความล้มเหลวเกิดจากการดำเนินการอย่างดีที่สุด รอบคอบ ระมัดระวัง และเชี่ยวชาญแล้ว(ทำดีที่สุดแล้ว) ก็ไม่ต้องรับผิด ความรับผิดตามกฎหมายของทรัสตีนั้นมีได้ทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง… Read more

ลงทุนกับรถติด พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

ลงทุนกับรถติด พลิกวิกฤติเป็นโอกาส เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่ค่าโดยสารรถเมล์จะปรับขึ้นตามมติขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ด้วยเหตุผลหลัก คือมีการชะลอการขึ้นราคามาหลายปีแม้จะได้รับการร้องขอปรับราคาจากผู้ประกอบการเอกชน อัตราค่าโดยสารก่อนปรับไม่สัมพันธ์กับต้นทุนจริง และการปรับราคาครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการแข่งขันและปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น เนื่องจากรถรุ่นที่ใหม่กว่าจะเก็บค่าโดยสารได้มากกว่าตามไปด้วย สิ่งที่ตามมาคือรถตู้ และรถสองแถวเตรียมขยับจะปรับราคาขึ้นตามไปด้วย ท่ามกลางการตั้งคำถามถึงคุณภาพของบริการว่าดีกว่าเดิมหรือไม่ และหลายคนเลือกจะขับรถมากกว่าใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้กรุงเทพเป็นหนึ่งในเมืองที่รถติดที่สุดเมืองหนึ่งในโลก รถติดเพราะอะไร มีคำตอบมากมายสำหรับคำถามนี้ ทั้งเรื่องการวางผังเมือง วินัยการจราจร ตลอดจนสภาพแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ แต่คำตอบที่ดูจับต้องได้ที่สุด และมีตัวเลขยืนยันน่าเชื่อถือคือ รถติดเพราะในกรุงเทพมหานครจำนวนรถมีจำนวนมากกว่าพื้นผิวการจราจร โดยสถิติจากกรมการขนส่งทางบก พบว่าในเดือนมีนาคม 2562 มีจำนวนรถยนต์จดทะเบียนสะสมในกรุงเทพมหานครรวมกันทั้งหมด 10,193,685 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน หรือรถเก๋งมากที่สุด จำนวน 4,585,242 คัน ไม่นับรถยนต์ทะเบียนจังหวัดอื่นที่เข้ามาวิ่งในกรุงเทพด้วย ในขณะที่หากมองลักษณะผังเมืองกรุงเทพมหานคร เส้นทางการจราจรเป็นไปในลักษณะกระจุกตัว ประกอบกับทำเลที่เป็นศูนย์กลางของบริเวณดังกล่าวมักเป็นห้างสรรพสินค้า ซึ่งส่งผลให้ถนนกลายเป็นพื้นที่ให้รถไปรวมตัวกัน กินพื้นผิวจราจรที่มีอยู่เพียง 10% ของพื้นที่ทั้งหมดเข้าไปอีก และพื้นผิวการจราจร 10% ข้างต้น ก็ไม่ใช่พื้นที่ที่สามารถใช้งานได้จริงทั้งหมด เพราะมีการปิดถนนเพื่อก่อสร้างปรับปรุงผังเมืองใหม่อยู่เรื่อยๆ รถติดสร้างปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาที่มากับรถติดไม่ใช่ปัญหาเรื่องการจราจรโดยตรง แต่เป็นปัญหาด้านต้นทุนอื่นๆ ที่ผู้ตกอยู่ในสภาวะรถติดต้องแบกรับ เช่นต้นทุนด้านเวลา มีผลสำรวจออกมาว่าคนกรุงเทพเสียเวลาไปกับรถติดปีละ 61 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย เป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก แม้เวลา 2.5 วันนี้จะไม่ถือว่านานแต่ถ้าคิดว่าเป็นวันพักร้อนที่ต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็สามารถนับเป็นต้นทุนได้ รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่นสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความสัมพันธ์ที่ส่งผลเสียในระยะยาว รถติดสร้างโอกาสทางการลงทุนอย่างไร จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรถติดมีด้วยกัน 2 ส่วนหลักๆ คือจำนวนรถและการจราจร ซึ่งเป็นปัจจัยทางตรง และปัจจัยทางอ้อมคือต้นทุนค่าเสียโอกาสอื่นๆ หากมองในเชิงแก้ปัญหา จะสามารถแตกประเภทธุรกิจที่น่าลงทุนได้หลากหลายขึ้น ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ขอแยกออกเป็น 2 ส่วนตามที่กล่าวมาแล้ว คือ ลงทุนกับปัจจัยทางตรง หมายถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรถติดโดยตรง นั่นคือการลงทุนกับกลุ่มรถยนต์และการวางโครงสร้างเมือง ซึ่งธุรกิจในกลุ่มนี้ที่สามารถลงทุนได้คือ ลงทุนกับกลุ่มยานยนต์และการผลิต(Auto) จากจำนวนผู้จดทะเบียนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี แสดงให้เห็นว่าความต้องการการใช้รถยังมีอยู่มาก กลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์จึงยังน่่าสนใจ แม้ประเทศไทยไม่มีกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์โดยตรง แต่มักดำเนินการในลักษณะฐานการผลิตและตัวแทนจัดจำหน่ายมากกว่า ซึ่งหุ้นในกลุ่มยานยนต์(Auto) ของไทยมีอยู่หลายตัว ราคาซื้อขายต่อหน่วยค่อนข้างผันผวนและเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คือไม่ขึ้นสูงจนยั่วใจ แต่ก็ไม่ตกจนน่าใจหาย… Read more