Category

ลงทุน

สงครามการค้าสหรัฐอเมริกา – จีน เมื่อยักษ์ใหญ่ทำสงครามผ่านเศรษฐกิจ

สงครามการค้าสหรัฐอเมริกา – จีน เมื่อยักษ์ใหญ่ทำสงครามผ่านเศรษฐกิจ สงครามการค้าหรือTrade War ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ถือเป็นความขัดแย้งที่กินเวลามาเนิ่นนานและเป็นสถานการณ์ที่ทั้งโลกต้องจับตามอง เพราะทั้งจีนและสหรัฐต่างเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หากมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผลกระทบย่อมขยายวงกว้างเกินกว่าจะเป็นเพียงกรณีพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ การออกกฎหมายห้ามองค์กรต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาไม่ให้สนับสนุนทางเทคโนโลยีแก่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นที่มาของกรณีสหรัฐแบนหัวเว่ยครั้งนี้ จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการขยายความรุนแรงของ Trade War ให้หนักขึ้นกว่าเดิม สงครามการค้าสหรัฐ – จีน เกิดจากอะไร แม้จะบอกว่าสงครามครั้งนี้เป็นสงครามการค้า แต่จุดเริ่มต้นของ Trade War กลับเป็นปัจจัยทางการเมืองที่ชาวอเมริกันถูกปลุกเลือดรักชาติขึ้นมาด้วยนโยบายหาเสียง “Make America Great Again” ในปี 2016 ที่ส่งให้โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ และเมื่อไปถึงจุดที่ต้องการแล้ว ประธานาธิบดีคนใหม่ก็มีความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะผลักดันนโยบายดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือนโยบายการจ้างงานภายในประเทศ สงวนเก้าอี้ทำงานไว้ให้กับคนในประเทศก่อน ตลอดจนผลักดันระบบเศรษฐกิจให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เพื่อคงสถานะความเป็นมหาอำนาจให้กับอเมริกาต่อไป การที่นโยบายดังกล่าวจะสำเร็จได้คือต้องเพิ่มพื้นที่สำหรับอาชีพให้กับชาวอเมริกัน เราจะเห็นนโยบายกีดกันชาวต่างชาติมากขึ้นในยุคของประธานาธิบดีคนนี้ เช่น การลดความสามารถผู้ได้รับ Green Card ด้วยการสอบวัดความสามารถภาษาอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับด้านลบอย่างล้นหลาม เพราะเป็นนโยบายที่เหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรงในมุมมองของนานาอารยะประเทศ ความพยายามในการดำเนินนโยบายของทรัมป์ยังรวมไปถึงการพยายามเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาทางการค้ากับประเทศต่างๆ ที่สหรัฐเสียเปรียบอยู่ด้วย ดังนั้นในแง่เศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ทรัมป์ต้องทำคือหาให้เจอว่าเงินของชาวอเมริกันไหลไปทางไหน และพบว่า ที่ที่เงินของสหรัฐถูกดึงไปมากที่สุดคือชาติมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออก “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน” ซึ่งรับคำสั่งสินค้าจากอเมริกาเป็นเงินจำนวนมหาศาลในแต่ละปี จีนจึงตกเป็นเป้ามานับแต่นั้น โดยสิ่งแรกที่ทรัมป์เลือกจะทำเพื่อผลักดันนโยบายที่วางไว้คือการตั้งภาษีนำเข้าสินค้าขึ้นมา เริ่มจากเหล็กไปสู่สินค้าประเภทอื่นๆ รวมไปถึงการตั้งคำถามในแง่ความมั่นคงระหว่างประเทศ ดังนั้นสงครามการค้าครั้งนี้ จึงดูราวกับว่าทรัมป์ไม่ได้แค่ต้องการถ่วงดุลทางการค้ากับจีนเท่านั้น แต่เป็นการมองจีนเป็นภัยทั้งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะโทษว่าทรัมป์ชั่วร้ายใจแคบแต่เพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะนอกจากตัวเลขทางการค้าที่ต้องเสียไปแล้ว ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็รับภาระจากการประชากรแฝงจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าของทรัพยากรและสวัสดิการไม่น้อย ข้างฝ่ายจีนเอง แม้จะดูเหมือนเป็นรองจากสถานการณ์นี้ แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะการทำการค้าของจีนต่อประเทศอื่นๆ จะพบว่าจีนผลิตเทคโนโลยีส่งออกต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่เปิดรับเทคโนโลยีจากประเทศอื่นมากนัก ทั้งระบบอินเทอร์เน็ตที่เป็นระบบปิด และโซเชียลมีเดียที่ผลิตขึ้นใช้เองในประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวจึงคล้ายกับว่าจีนสามาถเข้าถึงประเทศใดก็ได้ ในขณะที่ประเทศอื่นไม่สามารถมองเห็นได้ว่าจีนทำอะไรอยู่บ้าง จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จีนถูกตั้งคำถามจากนานาประเทศในแง่การเป็นภัยต่อความมั่นคง สงครามการค้าสหรัฐ – จีนไทม์ไลน์จากเริ่มต้นสู่ปัจจุบัน อาวุธสำคัญที่ชาติมหาอำนาจทั้งสองใช้ฟาดฟันกัน คือภาษีสินค้านำเข้า ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องจ่ายเพื่อซื้อสินค้าจากอีกฝ่าย โดยฝ่ายที่เริ่มก่อนคือฝั่งสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของสงครามการค้าครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนและง่ายขึ้น เพียร์ พาวเวอร์ ขอไล่เป็นไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้ 6 กรกฎาคม 2018 :: สหรัฐอเมริกาเริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภท 1… Read more

กลโกงโลกดิจิทัล เมื่อ Crypto Asset เป็นเป้าหมายของอาชญากร

กลโกงโลกดิจิทัล เมื่อ Crypto Asset เป็นเป้าหมายของอาชญากร ตามคอนเซ็ปต์ของ Bitcoin แล้ว เงินสกุลดิจิทัลหรือสินทรัพย์ประเภท Crypto Asset จะต้องสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ รวมถึงไม่สามารถเรียกคืนได้ นั่นน่าจะมีความหมายว่าเงินสกุล Crypto ควรมีความปลอดภัยและไม่สามารถโจรกรรมได้ เพราะทุกคนที่มี API Key จะสามารถตรวจสอบรายการการโอนได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจมองข้ามไป คือบัญชีเหล่านี้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ประกอบกับนอกจากการขุดแล้ว Cryptocurrency ยังทำเงินได้ด้วยการเทรดผ่านตลาดแลกเปลี่ยน ซึ่งต้องใช้เงินจริงในการซื้อขายนี่จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดอาชญากรรมจากการขโมย Crypto Asset ขึ้น Crypto Asset เกิดในโลกดิจิทัล โกงในโลกดิจิทัล เงินสกุลดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรืออื่นๆ ได้รับการจำกัดความจากนักลงทุนจำนวนหนึ่งว่าเป็น สินทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการรองรับทางกฎหมาย โดยเอกชนที่อยากตั้งสกุลเงินขึ้นมา แต่เงินสกุลนั้นกลับได้รับการยอมรับให้เป็นตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในโลกจริง เมื่อเงินที่จับต้องไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ขึ้นมา สินทรัพย์ประเภทนี้จึงดึงดูดทั้งนักขุด นักลงทุน และอาชญากร โดยจากรายงานอาชญากรรมจากและการป้องกันการฟอกเงินของ CipherTrace พบว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล มีทั้งการโกง Scam การหลอกลวงให้โอนเงิน ซึ่งเพียงไตรมาสแรกของปี 2019 มีรายงานความเสียหายกว่า 1.2 พันล้านเหรียญ สูงกว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 ที่มีมูลค่าความเสียหายรวมราวๆ 950 ล้านเหรียญ ตัวเลขดังก่าวได้จากการรายงานและสืบสวน โดยหน่วยงานของ CypherTrace เชื่อว่ายังมีมูลค่าการทุจริตที่ไม่ได้รับการเปิดเผยอีกเป็นจำนวนมาก อาชญากรรมเกี่ยวกับ Crypto Asset ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการแฮ็คระบบเพื่อแทรกแซงกระบวนการของบริษัทรับซื้อขายแลกเปลี่ยน รองลงมาคือการหลอกโอนเงิน และการหลอกลวงรูปแบบอื่นๆ Crypto Asset มองไม่เห็นด้วยตา แต่มูลค่าล่อใจ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Crypto Asset เป็นที่ต้องการของอาชญากรคือมูลค่าต่อหน่วยที่สูงมาก แม้การจะได้มาซึ่งเงินคริปโตจะเป็นไปได้ทั้งการขุด และการซื้อขายแลกเปลี่ยน ซึ่งทั้ง 2 วิธีมีทั้งต้นทุนและความเสี่ยง ทั้งต้นทุนด้านเวลา ค่าไฟในการขุด รวมไปถึงเงินจริงๆ ที่ลงไปในตลาดเทรดค่าเงิน และต้องแบกรับความเสี่ยงที่เรียกได้ว่าสูงมาก ซึ่งการเทรดค่าเงินนี้เองที่ทำให้เงินดิจิทัลมีสถานะเช่นเดียวกับเงินในโลกความเป็นจริง แต่หากมองลึกลงไปแล้ว เราจะพบว่า Crypto Asset มีสถานะเป็นข้อมูลชุดหนึ่งในโลกออนไลน์ เมื่อเป็นเพียงข้อมูลที่มีการเข้ารหัสไว้ ใครที่สามารถถอดรหัส หรือหาช่องโหว่ของระบบที่ข้อมูลชุดนี้อยู่ได้ ก็มีโอกาสได้มันไป… Read more

ลงทุนออนไลน์ 2019 ทางเลือกยุคดิจิทัลของนักลงทุน

ลงทุนออนไลน์ 2019 ทางเลือกยุคดิจิทัลของนักลงทุน เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล หลายอย่างง่ายขึ้นไม่เว้นแม้แต่การลงทุน ที่นักลงทุนมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี และการสร้างช่องทางหรือแพลตฟอร์มในการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบดั้งเดิม ล้วนแต่ช่วยเปิดโอกาสให้การลงทุนสะดวกขึ้น ตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ง่ายขึ้น เพราะการลงทุนออนไลน์ได้ทลายข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ในการลงทุนลงด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว ซึ่งหมายความว่าจะลงทุนกับตลาดใดในโลกก็ได้ ในเวลาใดก็ได้ แค่เลือกไทม์โซนของตลาดนั้นให้ถูกต้องก็พอ ข้อได้เปรียบของการลงทุนออนไลน์จึงมีด้วยกันหลายข้อ ลงทุนออนไลน์กับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแบบดั้งเดิม สินทรัพย์เพื่อการลงทุนแทบทุกประเภทสามารถซื้อขายผ่านออนไลน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝากประจำ ซื้อตราสารหนี้ กองทุนรวม หุ้น โดยดำเนินการเปิดบัญชีผ่านธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่รับเปิดบัญชี  แล้วหลังจากนั้นนักลงทุนจะสามารถซื้อขายสินทรัพย์ได้ตามข้อตกลงของบัญชีการลงทุนนั้นๆ ผ่านแอปพลิเคชั่น หรือเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง ข้อดีข้อเสียของการลงทุนออนไลน์กับสินทรัพย์แบบดั้งเดิม การลงทุนออนไลน์กับสินทรัพย์ดั้งเดิมกับการลงทุนในตัวสินทรัพย์นั้นโดยตรงแทบจะไม่แตกต่างกันในแง่วิธีการ แต่การลงทุนออนไลน์มีข้อดีที่เพิ่มเติมเข้ามาดังนี้ ลงทุนเองได้ ลงทุนออนไลน์ในสินทรัพย์ดั้งเดิมเป็นการลงทุนที่นักลงทุนสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ โดยสามารถตัดสินใจซื้อขายได้เองโดยจะเลือกใช้บริการที่ปรึกษาจากทางบริษัทที่เปิดบัญชีการลงทุนหรือไม่ก็ได้ ซึ่งการเลือกใช้หรือไม่ใช้บริการมาร์เก็ตติ้งจากทางบริษัทหลักทรัพย์ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ข้อดีคือเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่า และได้ตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งสำหรับนักลงทุนมือใหม่ การตัดสินใจอาจจะยังไม่แม่นยำนัก จึงมีความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ที่ต้องยอมรับด้วยตนเอง ลงทุนได้ทั้งกับตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ โลกอนไลน์ไม่มีกำแพงด้านเวลาและระยะทางมาขวางกั้น นักลงทุนสามารถลงทุนกับสินทรัพย์ในต่างประเทศได้ด้วย เช่นลงทุนในตลาด REIT ที่มีตลาดใหญ่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งถ้าเป็นการลงทุนที่ไม่ผ่านออนไลน์ โอกาสในการสั่งซื้อขาย หรือมองหาตัวเลือกใหม่ๆ ในการลงทุนย่อมน้อยลง เปรียบเทียบและวางแผนการลงทุนได้ง่ายขึ้น แอปพลิเคชั่นในการลงทุนออนไลน์ มักมีฟังก์ชั่นสำหรับดูทิศทางการลงทุนและเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนแถมมาด้วย เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมองภาพรวมของสินทรัพย์ที่กำลังถืออยู่รวมถึงกำลังตัดสินใจว่าจะถือไว้หรือขายไปได้ชัดเจนขึ้น ลงทุนออนไลน์กับเงินสกุลดิจิทัล เงินสกุลดิจิทัลจำพวกบล็อคเชน คริปโตเคอเรนซี Bitcoin ล้วนเป็นเงินที่ถือกำเนิดขึ้นในโลกออนไลน์ การลงทุนในเงินสกุลดิจิทัลจึงเป็นการลงทุนออนไลน์มาตั้งแต่แรก วิธีการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ เพียร์ พาวเวอร์ เคยกล่าวถึงไปแล้ว ซึ่งขึ้นตอนก็คือการส่งอีเมล์ไปเปิดบัญชีเพื่อรับตัวเลข 2 ชุด สำหรับใช้งานกับบัญชี ก่อนทำการขุดหรือเทรดสินทรัพย์นั้นผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นที่เก็บไว้ ข้อดีของการลงทุนออนไลน์กับเงินสกุลดิจิทัลคือมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความผันผวนมากเช่นกัน อีกทั้งเงินสกุลดิจิทัลไม่ได้รับการรับรองตามกฎหมายในหลายประเทศ ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรับไว้หากคิดจะลงทุนออนไลน์กับสินทรัพย์ประเภทนี้ ลงทุนออนไลน์กับ เพียร์ พาวเวอร์ เพียร์ พาวเวอร์เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ ที่ทำหน้าที่เป็นตลาดการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ต้องการมองหาการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่ให้ผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสดรายเดือนพร้อมผลตอบแทนเปป็นดอกเบี้ย โดยสินทรัพย์ที่นักลงทุนเลือกลงทุนนั้นคือธุรกิจ SME ที่มีศักยภาพ และต้องการเงินทุนในการขยายกิจการ โดยนักลงทุนจะลงทุนในลักษณะการให้สินเชื่อ ซึ่งกระจายความเสี่ยงได้ในหลายๆ กิจการ เริ่มต้นที่หน่วยลงทุนละ 100000 บาท ให้ผลตอบแทนในปีที่ผ่านมาถึง 11.4% และในเมื่อเป็นการให้สินเชื่อ ความเสี่ยงหนึ่งที่นักลงทุนจะมีสำหรับการลงทุนลักษณะนี้ คือความเสี่ยงจากการเบี้ยวหนี้นั่นเอง การลงทุนออนไลน์ในปัจจุบันจะเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งจากทางธนาคารเองที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเงินภายในประเทศ ตลอดจนความพยายามขยายโอกาสให้เกิดการเข้าถึงบริการทางการเงิน(Financial Inclusion)… Read more

Binance เผย Bitcoin มูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญที่หายเป็นความเสียหายในระดับใหญ่

Binance เผย Bitcoin มูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญที่หายเป็นความเสียหายในระดับใหญ่ Binance ผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ออกมายืนยันว่าการถูกโจมตีครั้งใหญ่จากแฮ็คเกอร์มีมูลค่าความเสียหายกว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแฮ็คเกอร์ใช้วิธีขโมย API Key และรหัสยืนยันในการโจมตี จากการติดตามสืบสวนจากบันทึกการโอนจ่าย Binance พบว่ามีการโอนเงินคริปโตฯ กว่า 7,000 บัญชี ไปที่บัญชีเดียว หลังจากการแฮ็คข้อมูล Binance ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลที่มีการเทรดและโอนจ่ายพบว่า แฮ็คเกอร์ได้เงินจาก Hot Wallet (บัญชีผู้โอน) ไปได้เป็นเงินจำนวน 2% ของทั้งหมด “แฮ็คเกอร์มีความอดทนในการรอเป็นอย่างยิ่ง เขาลงมือโดยใช้บัญชีที่ดูไม่มีความเกี่ยวข้องกันจำนวนมาก และรอจนถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วทำรายการในลักษณะที่รอดจากการตรวจจับของระบบรักษาความปลอดภัยไปได้ มันโชคร้ายตรงที่เราบล็อคคำสั่งถอนไม่ทัน” Zhao Changpeng ผู้บริหารของ Binance กล่าว “จนมีการถอนครั้งหนึ่งถูกจับได้โดยระบบ และมันก็ถูกเตือนขึ้นมา เราจึงได้หยุดการทำรายการทั้งหมดทันทีหลังจากนั้น” Binance กล่าวว่าสินทรัพย์ทั้งหมดอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองทุนสินทรัพย์เพื่อผู้ใช้ (SAFU) ที่จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ใช้ และจนกว่ากระบวนการสืบสวนจะสิ้นสุดลง ระบบการโอนจ่ายของ Binance จะถูกระงับคำสั่งใช้งานไว้เป็นการชั่วคราว แต่ระบบการเทรดยังทำงานได้เป็นปกติ โดย Zhao ได้เซ็ต Ask Me Anything ใน Twitter เพื่อตอบข้อสงสัยต่างๆ โดยข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจจากการตอบคำถามครั้งนี้มีดังต่อไปนี้ แฮ็คเกอร์ดำเนินการด้วยความ “อดทนมาก (Very Patience) ด้วยการสะสมยอดและรอจนเป็นผู้ใช้แบบ High Net Worth(HNW) Binance จะดำเนินการชดเชยความเสียหายและช่วยเหลือเจ้าของบัญชี Bitcoin ที่ถูกโจรกรรมจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดของผู้ได้รับผลกระทบจากการแฮ็ค นอกจากบล็อคบัญชีขโมยในบริษัทตัวเองแล้ว Binance ยังดำเนินการร่วมกับบริษัทอื่นเพื่อบล็อคบัญชีดังกล่าวด้วย Binance ต้องการเวลาราวๆ 1 สัปดาห์ในการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด เพื่อกลับมาดำเนินการฝากถอนอีกครั้ง เพราะ “ต้องการให้แน่ใจว่าเราได้จัดการกับการแฮ็คจากทุกบัญชีแล้วจริงๆ” Zhao อยากให้ทุกคนเปลี่ยนรหัส API Key และตัวเลขรับรอง เพื่อความปลอดภัย ในส่วนของความรับผิดชอบและการป้องกันการเกิดซ้ำ Zhao กล่าวว่า “ด้วยความสัตย์จริง เราจะให้คำตอบเรื่องนี้ได้ในอีก 2 – 3… Read more

กองทุนอสังหาลงทุนยังไงให้ได้ทิศทางผลตอบแทนที่ดี

กองทุนอสังหาลงทุนยังไงให้ได้ทิศทางผลตอบแทนที่ดี อสังหาริมทรัพย์ เป็นสินทรัพย์อ้างอิงในตลาดการลงทุนที่นักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะเชื่อว่ามีความมั่นคง และอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า การวางโครงข่ายโทรคมนาคม หรือการจราจรภายในประเทศ ล้วนแต่เป็นโครงสร้างที่ได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ ทำให้สินทรัพย์ประเภทนี้เป็นที่ต้องการของนักลงทุน ทั้งนักลงทุนสถาบันแบบ Developer ต่างๆ รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่ซื้ออสังหาฯ มาปล่อยขายปล่อยเช่า ซึ่งการลงทุนในรูปแบบที่กล่าวมาเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนสูงมาก หรือเป็นการลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีความเสี่ยงมากพอสมควร ในปัจจุบันจึงมีการลงทุนกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้เงินในการลงทุนน้อยกว่า และตัดความยุ่งยากด้านการดูแลรักษาให้กับนักลงทุนลงไปได้มาก กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีกี่ประเภท ถ้าพูดถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ จะหมายถึงกองทุนที่มีนโยบายระดมทุนเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ผ่านตัวแทนที่จะรับหน้าที่ในการจัดการต่างๆ แทนนักลงทุนที่ลงทุนหรือซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนนั้น เช่นจัดซื้อ ก่อสร้าง หาผู้เช่า หาผู้ซื้อแทนนักลงทุน โดยที่นักลงทุนรอรับผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว โดยกองทุนอสังหาริมทรัพย์จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์(Property Fund) เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ตามแต่นโยบายที่กองทุนนั้นก่อตั้งขึ้นมา ลงทุนได้เฉพาะในประเทศไทย และต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างเสร็จแล้วเท่านั้น โดยดำเนินการผ่านผู้จัดการกองทุนที่ทำหน้าที่เป็นนิติบุคคล กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(Real Estate Investment Trust :: REIT) เป็นกองทรัสต์ที่มีนโยบายบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยจดทะเบียนเป็นทรัสตี ซึ่งทำให้สถานะของทรัสต์ไม่สามารถล้มละลายได้ โดยกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เปิดโอกาสให้ลงทุนได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยตลาดกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดคือตลาดสหรัฐอเมริกา กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure Fund) เป็นกองทุนประเภทที่มีนโยบายในการลงทุนกับโครงสร้างและสาธารณูปโภคภายในประเทศ เช่นโครงการเกี่ยวกับรถไฟ รถไฟฟ้า เครือข่ายโทรคมนาคม กองทุนอสังหาริมทรัพย์ลงทุนได้อย่างไร การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่กล่าวมามักลงทุนใน 2 รูปแบบคือ การลงทุนแบบ Freehold คือการลงทุนแบบได้กรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นๆ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือการซื้อทรัพย์สินนั่นเอง การลงทุนในอสังหาฯ ลักษณะนี้มักเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย เช่นคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ เป็นการลงทุนที่นักลงทุนนิยมกันมาก เพราะแม้กองทุนอสังหานั้นจะหมดอายุไปแล้ว ก็ยังได้สินทรัพย์มาเป็นของตัวเอง การลงทุนแบบ Leasehold คือการลงทุนเพื่อการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว เมื่อสิ้นสุดสัญญาก็จะไม่ได้อะไรเลย แต่การลงทุนแบบปล่อยเช่านี้ มักเป็นสัญญาที่ยาวมากๆ เช่น 30 ปีเป็นต้น และมักให้ผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนแบบ Freehold ซึ่งสินทรัพย์สำหรับการลงทุนประเภทนี้มักเป็นห้างสรรพสินค้า พื้นที่เชิงพาณิชย์ ส่วนการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐาน สามารถลงทุนได้ทั้งแบบ Freehold และ Leasehold แล้วแต่ประเภทของโครงสร้างพื้นฐานนั้น รวมทั้งสามารถลงทุนในกอง REIT ในต่างประเทศได้ด้วย   กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงในการลงทุนอะไรบ้าง ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง การลงทุนในกองทุนอสังหาก็เช่นกัน แต่ความเสี่ยงมักเกิดขึ้นในกรณีที่หมดสัญญาแล้ว ซึ่งความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องพิจารณาเปรียบเทียบในการลงทุนลักษณะนี้คือ อัตราว่างจากการเช่า สำหรับการลงทุนแบบ… Read more