Category

ลงทุน

Huawei แจ้งทบทวนความสัมพันธ์กับ FedEx เพราะพัสดุถูกเปลี่ยนปลายทาง

Huawei แจ้งทบทวนความสัมพันธ์กับ FedEx เพราะพัสดุถูกเปลี่ยนปลายทาง บริษัทเทคโนโลยีและผู้วางโครงข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของโลกแจ้งกับสำนักข่าวรอยเตอร์ในฮ่องกงว่าอาจต้องทบทวนความสัมพันธ์กับบริษัทขนส่งสัญชาติอเมริกันขนาดใหญ่แบบ FedEx หลังพัสดุที่จ่าหน้าถึง Huawei จำนวน 2 กล่องถูกส่งไปที่อเมริกา อีก 2 กล่องถูกส่งไปเส้นทางอื่น Huawei แจ้งกับรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า FedEx จัดส่งพัสดุ 2 กล่องที่ส่งมาจากญี่ปุ่นโดยระบุชื่อผู้รับเป็นออฟฟิศของ Huawei ในประเทศจีนไปที่อเมริกาแทน และพยายามจะส่งพัสดุอีก 2 ชิ้น ที่มาจากเวียดนามถึงออฟฟิศ Huawei ในเอเชียไปที่อื่น โดยไม่มีเอกสารอ้างอิง หรือการบันทึกภาพจาก FedEx เมื่อทางรอยเตอร์ตรวจสอบไปที่ FedEx เกี่ยวกับเอกสารและเลขแทร็คกิ้งก็ได้รับการปฏิเสธที่จะให้ความเห็น ด้วยเหตุผลว่าเป็นนโยบายปกป้องข้อมูลของลูกค้า โดย Huawei กล่าวว่ามีเพียง 4 กล่องเท่านั้นที่มีเอกสารยืนยันและเป็นพัสดุที่ “ไม่ใช่เทคโนโลยี” Huawei กล่าวว่าได้รับการปฏิเสธที่จะอธิบายถึงเหตุผลที่พัสดุเหล่านั้นถูกเปลี่ยนเส้นทาง และทางสำนักข่าวรอยเตอร์เองก็ไม่มีหลักฐานที่จะอ้างอิงได้ว่ากรณีนี้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลสหรัฐที่ทำไปเพื่อความมั่นคงตามกฎซึ่งประกาศออกมาช่วงกลางเดือนพฤษภาคมหรือไม่ Joe Kelly โฆษกของ Huawei กล่าวกับรอยเตอร์ว่า“ล่าสุดที่พบคือพัสดุไม่ได้ถูกส่งไปถึงปลายทางที่ระบุไว้ มันถูกเปลี่ยนหรือสั่งให้เปลี่ยนไปส่งที่ FedEx หรือที่ไหนสักแห่งในอเมริกา ซึ่งส่วนนี้เราก็ไม่มั่นใจนัก ซึ่งทำให้เราต้องมาทบทวนเอกสารการจัดส่งทั้งหมดจากต้นทาง” Huawei แจ้งกับรอยเตอร์ว่าพัสดุกล่องหนึ่งจากเวียดนามได้รับแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่พัสดุอื่นยังคงสาบสูญ แต่เมื่อตรวจสอบจากเอกสารของทาง FedEx กลับพบว่า มันถูกเซ็นรับไปแล้วโดยทาง huawei เอง ฝ่าย Maury Donahue โฆษกของ FedEx กล่าวกับรอยเตอร์ว่ากรณีนี้เกิดจาก “ความผิดพลาดซ้ำซ้อน” และทาง FedEx ไม่เคยร้องขอที่จะส่งพัสดุเหล่านั้นไปยังบุคคลอื่นเลย “มันคือปัญหาเล็กๆ ที่เกิดจากจำนวนพัสดุ” FedEx พูดถึงความผิดพลาดทั้ง 4 ครั้งที่เกิดขึ้น และกล่าวว่า “เราทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังดำเนินการติดตามพัสดุเพื่อส่งให้ถึงมือลูกค้า” กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐไม่ได้แสดงความคิดเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ Huawei เป็นหนึ่งในบริษัทที่ตกอยู่ใต้คำสั่งห้ามนำเข้าและส่งออกเทคโนโลยีโดยสหรัฐหรือไม่ Huawei ร้องเรียนอย่างเป็นทางการ สหรัฐเชื่อว่าบริษัทเครือข่ายโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งแบบ Huawei กำลังวางโครงข่าย 5G ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะบริษัทดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน และตัว Huawei เองมีการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ตอกย้ำให้เชื่อได้ว่าถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน ทหาร หรือแม้กระทั่ง Intelligence Service… Read more

งบกระแสเงินสด ตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจสำหรับนักลงทุน

งบกระแสเงินสด ตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจสำหรับนักลงทุน สำหรับนักลงทุนแล้ว สิ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจของบริษัทที่จะเลือกลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดก็คืองบการเงิน(Financial Statement) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งงบการเงินที่แสดงในตลาดหลักทรัพย์ และหนังสือชี้ชวนจะประกอบด้วย 4 งบ คือ งบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (Income Statement) งบกำไรสะสม(Retained Earning Statement) งบกระแสเงินสด(Statement of Cash Flow) ซึ่งในส่วนนี้ นักลงทุนจำนวนหนึ่งอาจสามารถตัดสินใจจากกำไรขาดทุนได้เลย แต่ในองค์ประกอบ 4 องค์ประกอบของงบการเงินนี้ มีหนึ่งตัวที่จะบอกกับนักลงทุนได้ถึงสภาพคล่องและการบริหารการเงินที่แท้จริงของบริษัท นั่นคือ งบกระแสเงินสด(Statement of Cash Flow) งบกระแสเงินสด(Statement of Cash Flow)คืออะไร แสดงให้เห็นถึงอะไรบ้าง คืองบที่แสดงความเปลี่ยนแปลงทางการเงินของกิจการ ทั่วไปแล้วจะมีการรายงานงบส่วนนี้ทุกไตรมาส ใน 1 ปี ซึ่งจะชี้ให้นักลงทุนเห็นถึงสภาพเงินสดที่มีการใช้จ่ายภายในบริษัท เงินสดที่มี เงินลงทุนรวมถึงหนี้สินเพื่อประกอบการพิจารณาลงทุน ซึ่งส่วนนี้เองจะช่วยให้นักลงทุนประเมินสภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทดังกล่าวได้ งบกระแสเงินสดจะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเงินของแต่ละช่วงเวลา ว่ามีการได้มาและใช้ไปแต่ละงวดมากน้อยอย่างไร ใช้ไปกับอะไรบ้าง นอกจากการเปลี่ยนแปลงของเงินสดแล้ว งบกระแสเงินสดยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของบริษัท ทั้งเงินสดและทรัพย์สินอื่นที่เทียบเท่าเงินสดได้ด้วย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดการการเงินขององค์กรโดยรวม ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต งบกระแสเงินสดมีกี่ประเภท อะไรบ้าง งบกระแสเงินสดแบ่งย่อยออกมาตามกิจกรรมหมายถึงกิจกรรมในการใช้จ่ายเงินสดนั้น ออกมาเป็น 3 กิจกรรม คือกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ก่อนจะอธิบายอย่างละเอียดถึงแต่ละงบ เพียร์ พาวเวอร์ ขอพาไปทำความเข้าใจกับวิธีคิดงบกระแสเงินสดที่แบ่งออกเป็นทางตรงกับทางอ้อมก่อน วิธีคำนวณกระแสเงินสดทางตรง เงินสดรับ – เงินสดจ่าย = งบกระแสเงินสด วิธีคำนวณกระแสเงินสดทางอ้อม กำไรหรือขาดทุนสุทธิ ปรับปรุง ด้วยรายการที่ไม่ใช่เงินสด เงินสดรับ หมายถึง เงินสดที่ได้จากการขายสินค้าหรือได้รับจากการดำเนินการตามปกติ เงินสดจ่าย หมายถึง เงินสดที่ใช้ในการจ่ายสินค้า หรือจ่ายค่าดำเนินงาน แม้ว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องคำนวณเองว่ากระแสเงินสดแต่ละตัวมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะในงบการเงินจะแสดงตัวเลขที่คำนวณมาเรียบร้อยแล้ว แต่น่าจะดีกว่า ถ้านักลงทุนทราบว่าตัวเลขที่แสดงนั้นมาจากอะไร และมีความสมเหตุสมผลและบ่งชี้อะไรบ้างในโอกาสทางการลงทุน โดยการคำนวณกระแสเงินสดจะมาจาก กิจกรรมดำเนินงาน+กิจกรรมลงทุน+กิจกรรมการจัดหา = Net Cash Flow… Read more

REIT ลงทุนแบบชนะภาวะตลาดผันผวน

REIT ลงทุนแบบชนะภาวะตลาดผันผวน สำหรับนักลงทุนแล้ว คำว่าเศรษฐกิจโลกผันผวนคงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และนักลงทุนที่เก๋าพอก็ทราบดีว่าความผันผวนไม่ได้ส่งผลเสียเสมอไป ในความผันผวนนั้นเราสามารถมองหาเพื่อมองเห็น และหยิบจับสินทรัพย์ที่น่าสนใจมาสร้างโอกาสทางการลงทุนใหม่ๆ ได้เช่นกัน แต่การจะลงทุนอะไรดีให้ชนะสภาวะตลาดแบบนี้ ยังเป็นโจทย์สำคัญสำหรับนักลงทุนมาโดยตลอด หนึ่งในสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่มีความมั่นคงและมีมูลค่าเพิ่มสม่ำเสมอคือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่การลงทุนโดยตรงต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และรับความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง นักลงทุนส่วนหนึ่งจึงเลือกลงทุนกับสินทรัพย์อื่นที่มีนโยบายลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่นกองทุนรวมอสังหา หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ REIT : (Real Estate Investment Trust)แทน ซึ่งสำหรับนักลงทุนบางส่วนแล้ว การลงทุน REIT มีความซับซ้อนไม่น้อย เพียร์ พาวเวอร์จึงหาข้อมูล REIT แบบเข้าใจง่ายมาให้ทบทวนกัน REIT : Real Estate Investment Trust คืออะไร เพียร์ พาวเวอร์ เคยพูดถึงทั้งกองทรัสต์ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว แต่สำหรับกอง REIT จะเป็นการลงทุนที่รวมเอาลักษณะพิเศษของสินทรัพย์ 2 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้นมาไว้ด้วยกัน โดย REIT คือการลงทุนผ่านตัวกลางคือผู้จัดการกอง REIT หรือ REIT Manager ที่จะทำหน้าที่ตั้งแต่ยื่นขอจัดตั้ง REIT เสนอขายหน่วยทรัสต์ให้กับนักลงทุนเพื่อระดมทุนสำหรับลงทุนในกองทรัพย์สิน ซึ่งเป็นของ Trustee บริหารให้เกิดดอกผลในลักษณะค่าเช่า แล้วให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนตามหน่วยทรัสต์ที่ถืออยู่ ถ้ามองแบบนี้ กอง REIT กับการบริหารกองทุนรวมแทบจะไม่มีข้อแตกต่างเพราะเป็นการซื้อหน่วยลงทุนให้คนอื่นบริหารจัดการสินทรัพย์ให้และรับผลประโยชน์จากการลงทุนนั้น แต่ความจริงแล้ว REIT กับกองทุนรวมอสังหาฯ ไม่เหมือนกัน ด้วยข้อบังคับทางกฎหมายและสถานะ รวมถึงการจัดการ ซึ่งหลักการทางกฎหมายของ REIT จะเหมือนกองทรัสต์ที่ทรัสตีกับผู้ก่อตั้งเป็นคนเดียวกัน แต่ทรัสตีให้ REIT Manager เป็นผู้บริหารกองทรัพย์สินรวมทั้งผลประโยชน์ให้ ต่างจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์(Property Fund) ที่เป็นการก่อตั้งและบริหารการลงทุนในลักษณะนิติบุคคล และสามารถระดมทุนได้เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย กอง REIT จึงห่างไกลจากการล้มละลาย และสามารถนำอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศมาใช้ระดมทุนได้ด้วย จึงทำให้การลงทุนใน REIT กระจายการลงทุนได้ง่าย และมีความหลากหลายมากกว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REIT มีองค์ประกอบอะไรบ้าง องค์ประกอบของ REIT จะเริ่มต้นจากตัวสินทรัพย์ ที่ขอให้มองอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการลงทุนให้เป็นกองทรัพย์สินหรือกองทรัสต์ก่อน เพื่อลดความสับสน เพียร์ พาวเวอร์ขอแนะนำให้รู้จักกับ 4 คนสำคัญ… Read more

สงครามการค้าสหรัฐอเมริกา – จีน เมื่อยักษ์ใหญ่ทำสงครามผ่านเศรษฐกิจ

สงครามการค้าสหรัฐอเมริกา – จีน เมื่อยักษ์ใหญ่ทำสงครามผ่านเศรษฐกิจ สงครามการค้าหรือTrade War ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ถือเป็นความขัดแย้งที่กินเวลามาเนิ่นนานและเป็นสถานการณ์ที่ทั้งโลกต้องจับตามอง เพราะทั้งจีนและสหรัฐต่างเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หากมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผลกระทบย่อมขยายวงกว้างเกินกว่าจะเป็นเพียงกรณีพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ การออกกฎหมายห้ามองค์กรต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาไม่ให้สนับสนุนทางเทคโนโลยีแก่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นที่มาของกรณีสหรัฐแบนหัวเว่ยครั้งนี้ จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการขยายความรุนแรงของ Trade War ให้หนักขึ้นกว่าเดิม สงครามการค้าสหรัฐ – จีน เกิดจากอะไร แม้จะบอกว่าสงครามครั้งนี้เป็นสงครามการค้า แต่จุดเริ่มต้นของ Trade War กลับเป็นปัจจัยทางการเมืองที่ชาวอเมริกันถูกปลุกเลือดรักชาติขึ้นมาด้วยนโยบายหาเสียง “Make America Great Again” ในปี 2016 ที่ส่งให้โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ และเมื่อไปถึงจุดที่ต้องการแล้ว ประธานาธิบดีคนใหม่ก็มีความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะผลักดันนโยบายดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือนโยบายการจ้างงานภายในประเทศ สงวนเก้าอี้ทำงานไว้ให้กับคนในประเทศก่อน ตลอดจนผลักดันระบบเศรษฐกิจให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เพื่อคงสถานะความเป็นมหาอำนาจให้กับอเมริกาต่อไป การที่นโยบายดังกล่าวจะสำเร็จได้คือต้องเพิ่มพื้นที่สำหรับอาชีพให้กับชาวอเมริกัน เราจะเห็นนโยบายกีดกันชาวต่างชาติมากขึ้นในยุคของประธานาธิบดีคนนี้ เช่น การลดความสามารถผู้ได้รับ Green Card ด้วยการสอบวัดความสามารถภาษาอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับด้านลบอย่างล้นหลาม เพราะเป็นนโยบายที่เหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรงในมุมมองของนานาอารยะประเทศ ความพยายามในการดำเนินนโยบายของทรัมป์ยังรวมไปถึงการพยายามเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาทางการค้ากับประเทศต่างๆ ที่สหรัฐเสียเปรียบอยู่ด้วย ดังนั้นในแง่เศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ทรัมป์ต้องทำคือหาให้เจอว่าเงินของชาวอเมริกันไหลไปทางไหน และพบว่า ที่ที่เงินของสหรัฐถูกดึงไปมากที่สุดคือชาติมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออก “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน” ซึ่งรับคำสั่งสินค้าจากอเมริกาเป็นเงินจำนวนมหาศาลในแต่ละปี จีนจึงตกเป็นเป้ามานับแต่นั้น โดยสิ่งแรกที่ทรัมป์เลือกจะทำเพื่อผลักดันนโยบายที่วางไว้คือการตั้งภาษีนำเข้าสินค้าขึ้นมา เริ่มจากเหล็กไปสู่สินค้าประเภทอื่นๆ รวมไปถึงการตั้งคำถามในแง่ความมั่นคงระหว่างประเทศ ดังนั้นสงครามการค้าครั้งนี้ จึงดูราวกับว่าทรัมป์ไม่ได้แค่ต้องการถ่วงดุลทางการค้ากับจีนเท่านั้น แต่เป็นการมองจีนเป็นภัยทั้งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะโทษว่าทรัมป์ชั่วร้ายใจแคบแต่เพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะนอกจากตัวเลขทางการค้าที่ต้องเสียไปแล้ว ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็รับภาระจากการประชากรแฝงจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าของทรัพยากรและสวัสดิการไม่น้อย ข้างฝ่ายจีนเอง แม้จะดูเหมือนเป็นรองจากสถานการณ์นี้ แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะการทำการค้าของจีนต่อประเทศอื่นๆ จะพบว่าจีนผลิตเทคโนโลยีส่งออกต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่เปิดรับเทคโนโลยีจากประเทศอื่นมากนัก ทั้งระบบอินเทอร์เน็ตที่เป็นระบบปิด และโซเชียลมีเดียที่ผลิตขึ้นใช้เองในประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวจึงคล้ายกับว่าจีนสามาถเข้าถึงประเทศใดก็ได้ ในขณะที่ประเทศอื่นไม่สามารถมองเห็นได้ว่าจีนทำอะไรอยู่บ้าง จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จีนถูกตั้งคำถามจากนานาประเทศในแง่การเป็นภัยต่อความมั่นคง สงครามการค้าสหรัฐ – จีนไทม์ไลน์จากเริ่มต้นสู่ปัจจุบัน อาวุธสำคัญที่ชาติมหาอำนาจทั้งสองใช้ฟาดฟันกัน คือภาษีสินค้านำเข้า ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องจ่ายเพื่อซื้อสินค้าจากอีกฝ่าย โดยฝ่ายที่เริ่มก่อนคือฝั่งสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของสงครามการค้าครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนและง่ายขึ้น เพียร์ พาวเวอร์ ขอไล่เป็นไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้ 6 กรกฎาคม 2018 :: สหรัฐอเมริกาเริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภท 1… Read more

กลโกงโลกดิจิทัล เมื่อ Crypto Asset เป็นเป้าหมายของอาชญากร

กลโกงโลกดิจิทัล เมื่อ Crypto Asset เป็นเป้าหมายของอาชญากร ตามคอนเซ็ปต์ของ Bitcoin แล้ว เงินสกุลดิจิทัลหรือสินทรัพย์ประเภท Crypto Asset จะต้องสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ รวมถึงไม่สามารถเรียกคืนได้ นั่นน่าจะมีความหมายว่าเงินสกุล Crypto ควรมีความปลอดภัยและไม่สามารถโจรกรรมได้ เพราะทุกคนที่มี API Key จะสามารถตรวจสอบรายการการโอนได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจมองข้ามไป คือบัญชีเหล่านี้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ประกอบกับนอกจากการขุดแล้ว Cryptocurrency ยังทำเงินได้ด้วยการเทรดผ่านตลาดแลกเปลี่ยน ซึ่งต้องใช้เงินจริงในการซื้อขายนี่จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดอาชญากรรมจากการขโมย Crypto Asset ขึ้น Crypto Asset เกิดในโลกดิจิทัล โกงในโลกดิจิทัล เงินสกุลดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรืออื่นๆ ได้รับการจำกัดความจากนักลงทุนจำนวนหนึ่งว่าเป็น สินทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการรองรับทางกฎหมาย โดยเอกชนที่อยากตั้งสกุลเงินขึ้นมา แต่เงินสกุลนั้นกลับได้รับการยอมรับให้เป็นตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในโลกจริง เมื่อเงินที่จับต้องไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ขึ้นมา สินทรัพย์ประเภทนี้จึงดึงดูดทั้งนักขุด นักลงทุน และอาชญากร โดยจากรายงานอาชญากรรมจากและการป้องกันการฟอกเงินของ CipherTrace พบว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล มีทั้งการโกง Scam การหลอกลวงให้โอนเงิน ซึ่งเพียงไตรมาสแรกของปี 2019 มีรายงานความเสียหายกว่า 1.2 พันล้านเหรียญ สูงกว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 ที่มีมูลค่าความเสียหายรวมราวๆ 950 ล้านเหรียญ ตัวเลขดังก่าวได้จากการรายงานและสืบสวน โดยหน่วยงานของ CypherTrace เชื่อว่ายังมีมูลค่าการทุจริตที่ไม่ได้รับการเปิดเผยอีกเป็นจำนวนมาก อาชญากรรมเกี่ยวกับ Crypto Asset ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการแฮ็คระบบเพื่อแทรกแซงกระบวนการของบริษัทรับซื้อขายแลกเปลี่ยน รองลงมาคือการหลอกโอนเงิน และการหลอกลวงรูปแบบอื่นๆ Crypto Asset มองไม่เห็นด้วยตา แต่มูลค่าล่อใจ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Crypto Asset เป็นที่ต้องการของอาชญากรคือมูลค่าต่อหน่วยที่สูงมาก แม้การจะได้มาซึ่งเงินคริปโตจะเป็นไปได้ทั้งการขุด และการซื้อขายแลกเปลี่ยน ซึ่งทั้ง 2 วิธีมีทั้งต้นทุนและความเสี่ยง ทั้งต้นทุนด้านเวลา ค่าไฟในการขุด รวมไปถึงเงินจริงๆ ที่ลงไปในตลาดเทรดค่าเงิน และต้องแบกรับความเสี่ยงที่เรียกได้ว่าสูงมาก ซึ่งการเทรดค่าเงินนี้เองที่ทำให้เงินดิจิทัลมีสถานะเช่นเดียวกับเงินในโลกความเป็นจริง แต่หากมองลึกลงไปแล้ว เราจะพบว่า Crypto Asset มีสถานะเป็นข้อมูลชุดหนึ่งในโลกออนไลน์ เมื่อเป็นเพียงข้อมูลที่มีการเข้ารหัสไว้ ใครที่สามารถถอดรหัส หรือหาช่องโหว่ของระบบที่ข้อมูลชุดนี้อยู่ได้ ก็มีโอกาสได้มันไป… Read more