Investing 101: สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ต้องรู้เพื่อพิชิตเป้าหมายการลงทุน

สำหรับใครที่มีเงินทุนสักก้อนหนึ่ง ฝันว่าอยากจะมี Passive Income และกำลังมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการนำเงินไปฝากธนาคาร แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่มาให้อ่านกันค่ะ

เป้าหมายในการลงทุนของคุณคืออะไร?

ก่อนเริ่มต้นลงทุน คุณควรถามตัวเองก่อนว่า อะไรคือจุดมุ่งหมายในการลงทุนครั้งนี้? ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อเป็นเงินออมไว้ในยามเกษียณ ลงทุนเพื่อเก็งกำไร หรือลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี รวมถึงระดับความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้ ดังนั้นการเข้าใจตัวเองและเป้าหมายในการลงทุนจะทำให้คุณมองเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

สิ่งที่คุณควรจะตอบตัวเองให้ได้ก่อนเริ่มลงทุน

  1. คุณรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน? ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง แน่นอนว่าในการลงทุนคุณมีโอกาส”ขาดทุน” หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ คุณมีเงินจำนวนหนึ่งนำไปลงทุน เมื่อผ่านไปสักระยะมูลค่าการลงทุนเกิดลดลง หรือในบางกรณีกลายเป็นศูนย์ คุณจะสามารถรับกับสภาวะความเสี่ยงในการขาดทุนได้มากขนาดไหน? และถ้าหากขาดทุนคุณจะสามารถรับได้ภายในวงเงินไม่เกินเท่าไร? หากเงินที่คุณลงทุนไปไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดเอาไว้ภายในเวลาที่กำหนด คุณจะยอมรับได้หรือไม่? เป็นต้น
  2. คุณสามารถแบ่งเวลาเพื่อมาดูการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน? การลงทุนควรจะขึ้นอยู่กับความสะดวกสบายและความพอใจในการใช้เวลาเพื่อศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนประเภทเน้นด้านคุณค่า (Value investor) อย่าง Warren Buffett จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวิเคราะห์งบกำไรขาดทุน ดูว่าหุ้นตัวไหนมีพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเติบโตในอนาคต ในขณะที่นักลงทุนประเภทเก็งกำไร (Speculative investor) จะให้ความสำคัญไปที่การดูกราฟ สูง-ต่ำ ดูหุ้นที่มีโอกาสเติบโตในระยะสั้น มีสภาพคล่องสูง เพื่อกะทำกำไรในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
  3. คุณเหมาะกับการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว? เมื่อคุณรู้ว่าเป้าหมายในการลงทุนของตนเองคืออะไร จะทำให้รู้ว่าควรลงทุนกับอะไรจึงจะอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น หากคุณวางแผนที่จะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน ก็ควรลงทุนระยะไม่สั้นหรือไม่ยาวเกินไป คือปานกลาง แต่หากคุณมีเป้าหมายที่จะลงทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกไปจนจบปริญญา นั่นหมายความว่าการลงทุนจะต้องเป็นไปในระยะยาว เป็นต้น

ทำไมคุณถึงต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

“High risk, high return” ยิ่งความเสี่ยงสูงผลตอบแทนก็ยิ่งสูง เชื่อว่าหลายคนคงจะคุ้นหูกันดีกับประโยคนี้ แต่นอกเหนือจากกำไรที่คุณหวังที่จะได้รับจากการลงทุนแล้ว คุณไม่ควรลืม “ความเสี่ยง” ที่จะต้องแบกรับด้วยทั้ง ความเสี่ยงที่เป็นผลมาจากทั้งระบบ (Systematic risk) เช่น ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย การเมือง สภาวะตลาด หรือ ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic risk) เช่น ความเสี่ยงธุรกิจ อุตสาหกรรม สภาพคล่องของหลักทรัพย์ อำนาจการซื้อเป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมได้ โดยการบริหารการลงทุนให้มีประสิทธิภาพควรจะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด และเผชิญกับความเสี่ยงเฉลี่ยน้อยที่สุด ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนก็ถือเป็นการลดการผันผวนในระยะสั้น อย่างไรก็ดีในระยะยาวหากสามารถผ่านความผันผวนในแต่ละครั้งไปได้ ควรต้องคำนึงเกี่ยวกับผลตอบแทนที่ได้รับให้เพียงพอและบรรลุเป้าหมายในการลงทุนด้วย ทั้งนี้การกระจายความเสี่ยงจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

คุณสามารถกระจายความเสี่ยงได้อย่างไรบ้าง?

  • กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน เช่น หากคุณลงทุนในหุ้น ก็สามารถถือหุ้นหลายตัวร่วมกัน มากไปกว่านั้นการกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายอุตสาหกรรมก็ถือว่าสำคัญ เนื่องจากราคาและความผันผวนของหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันมักจะเคลื่อนไปในทิศทางเหมือนๆ กัน
  • กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ข้ามประเภท คือ การกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายรูปแบบรวมกัน เช่น หุ้น กองทุน อนุพันธุ์ ทอง น้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ ของสะสม งานศิลปะ พระเครื่อง และอีกมากมาย ทั้งนี้ก็ควรดูให้อยู่ในจำนวนที่เหมาะสม เพราะในบางครั้งการลงทุนเยอะก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลตอบแทนดีเสมอไป
  • กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ข้ามประเทศ คือ การกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นกองทุน หรือเปิดพอร์ตหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เช่น New York, Hong Kong, Shanghai, Tokyo, Singapore เป็นต้น แต่การลงทุนในต่างประเทศก็ควรคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน

การลงทุนประเภทไหน “ใช่” สำหรับคุณ

  • ลงทุนในหุ้น คือ การเข้าไปซื้อสิทธิ์ความเป็นเจ้าของของบริษัทแห่งนั้น โดยเราจะต้องมีส่วนรับผิดชอบทั้งกำไรและขาดทุนของบริษัทจากมูลค่าของหุ้นที่ผันผวนและมีการขึ้น-ลงในแต่ละวัน การซื้อหุ้นไม่ได้การันตีว่าหุ้นทุกตัวจะมีราคาสูงขึ้น และไม่ใช่ว่าหุ้นทุกตัวจะแจกจ่ายผลตอบแทนให้คุณในรูปแบบการจ่ายเงินปันผล ดังนั้นการทำกำไรจากหุ้น คือ หุ้นตัวนั้นจะต้องมีราคาสูงขึ้น จากนั้นจึงขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง หรือที่เรียกกว่า (Capital gain)
  • ลงทุนในกองทุนรวม คือ การลงทุนทั้งในหุ้นและพันธบัตร ซึ่งเป็นการรวบรวมเงินทุนจากนักลงทุนหลายๆ คน เข้าไปยังกองทุนรวมเพื่อนำไปให้ผู้จัดการกองทุน เช่น ธนาคาร ไปใช้เพื่อซื้อสินทรัพย์ โดยข้อดีก็คือคุณไม่จำเป็นจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดตลอดเวลา เพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยบริหารจัดการกองทุนอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงจากการบริหารจัดการกองทุนล้มเหลวก็มีเช่นกัน
  • ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อมาเพื่อเก็งกำไร หรือเพื่อปล่อยเช่ารายเดือน เช่น บ้าน คอนโด อพาร์ทเม้นต์ หรือโกดัง เป็นต้น ซึ่งราคาและสถานที่ตั้งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกของผู้บริโภค แต่ในขณะนี้ที่มี Supply ล้นตลาดทำให้เกิดเป็นการต่อสู้กันอย่างดุเดือด
  • ลงทุนในของสะสมที่มีมูลค่า สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดและความชอบของแต่ละคน ว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เราสะสมมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นราคาตลาด และเทรนด์ต่างๆ เช่น กระเป๋า นาฬิกา แสตมป์ พระเครื่อง ของโบราณ เป็นต้น

รู้จักการลงทุนรูปแบบใหม่ “ตลาดสินเชื่อออนไลน์”

ตลาดสินเชื่อออนไลน์ คือการจับคู่นักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนที่จูงใจกับผู้ขอสินเชื่อ โดยการนำข้อมูลและเทคโนโลยีทางการเงินมาช่วยประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งการลงทุนในตลาดสินเชื่อออนไลน์เป็นสินทรัพย์ประเภทที่ไม่สัมพันธ์กับหุ้น พันธบัตร และหลักทรัพย์อื่นๆ สามารถกระจายการลงทุนในสินเชื่อที่หลากหลายได้ และยังเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนค่อนข้างต่ำ แตกต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่น

การลงทุนในตลาดสินเชื่อออนไลน์สามารถทำได้โดยการเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ โดยพิจารณาจากทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในการลงทุน และความโปร่งใสของแพลตฟอร์มนั้น รวมไปถึงการกระจายความเสี่ยง และค่อยๆ เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ ทั้งนี้พอร์ตการลงทุนของคุณควรจะมีสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ฯลฯ อยู่ด้วย

PeerPower คือผู้ให้บริการตลาดสินเชื่อออนไลน์ในประเทศไทย ขณะนี้ PeerPower เปิดให้บริการแก่ Accredited Investors และทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการได้มาซึ่งใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการ P2P lending เพื่อที่จะสามารถให้บริการแก่นักลงทุนรายย่อยในอนาคต