Cryptocurrency บริการซื้อขาย

Cryptocurrency กับการสนับสนุนและให้บริการซื้อขาย

การซื้อขาย Cryptocurrency ยังไม่ได้รับการยอมรับทางกฎหมายอย่างเป็นวงกว้างมากนักแต่ในเมื่อมีผู้ใช้ที่ให้การยอมรับเป็นจำนวนมาก จึงเกิดผู้ให้บริการที่รองรับในส่วนนี้ขึ้น

  • สถิติจำนวนผู้ใช้งานบัญชีบล็อกเชนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2019 มีมากถึง 40,086,673 คนทั่วโลก และเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจเมื่อปี 2017 ถือว่าเป็นตลาดที่ไม่เล็กเลย
  • ผู้ให้บริการด้านการซื้อขาย Cryptocurrency มีทั้งแบบที่เป็นแพลตฟอร์ม และเครดิตการ์ด ซึ่งนอกจากจะทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนแล้ว บางแพลตฟอร์มเช่น Bankera ยังให้บริการไปถึงการขอสินเชื่ออีกด้วย
  • แม้สถาบันการเงินขนาดใหญ่เช่น JP Morgan ธนาคารกลางสหรัฐ หรือแม้แต่ยักษ์ใหญ่ด้านบัตรเครดิตแบบมาสเตอร์การ์ดจะมีท่าทีไม่ต้อนรับการซื้อขาย Cryptocurrency แต่กลับพบว่าบางแพลตฟอร์มผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยน Cryptocurrency เช่น Monaco กลับได้รับการสนับสนุนจาก Visa
  • เมื่อย้อนไปดูอาชญากรรมทางการเงินออนไลน์ จะพบว่าคดีเกี่ยวกับ Cryptocurrency มักเกิดขึ้นในขั้นตอนการซื้อขายแลกเปลี่ยนในแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันการเงินดั้งเดิมใช้เป็นเหตุผลในการไม่สนับสนุน Cryptocurrency

 

Cryptocurrency กับการสนับสนุนและให้บริการซื้อขาย

Cryptocurrency ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ก้ำกึ่งระหว่างความหวังแห่งอนาคต กับคุณค่าที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเป็นไปในทางใดกันแน่ เพียร์ พาวเวอร์เคยเล่าไปแล้วว่า Cryptocurrencyมีจุดเริ่มต้นมาจากเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) โดยมีเงินสกุลแรกคือ Bitcoin ที่มีความผันผวนในด้านมูลค่าค่อนข้างมาก ประกอบกับสถานะที่ยังไม่อาจตอบได้ว่าเป็นสีขาวหรือสีดำของ Cryptocurrency เอง ทำให้ฝ่ายผู้รักษากฎหมายดั้งเดิม มีการส่งสัญญาณไม่ยอมรับและแสดงความวิตกกังวลหากจะมีการใช้เงินสดในระบบไปกับการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัล แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับพบจากผลการสำรวจว่า ผู้ใช้งาน Cryptocurrency มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีความต้องการใช้งานจึงมีการเกิดขึ้นของผู้ให้บริการตามมา

Cryptocurrency กับความต้องการของผู้ใช้

แม้เงินสกุลดิจิทัลจะเกิดมาได้ไม่นาน แต่จากการสำรวจโดย Statista.com กลับพบว่าจำนวนบัญชี Cryptocurrency จากแพลตฟอร์มต่างๆ มีมากถึง 40,086,673 บัญชีในไตรมาสที่ 2 ของปี 2019 เพิ่มจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2017 ที่มีผู้ใช้งาน 21,506,448 บัญชีทั่วโลก เท่ากับว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวในเวลาเพียง 2 ปี

จากตัวเลขนี้เองที่แสดงให้เห็นว่า ตลาดสกุลเงินดิจิทัลเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีลูกค้าที่ให้การต้องรับอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าในความเป็นจริงแล้ว Cryptocurrency จะมีมูลค่าหรือไม่ก็ตาม ซึ่งผู้ใช้ Cryptocurrency จะแบื่งออกเป็น 4 กลุ่มตามการใช้งาน 

ใช้เพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน

นักลงทุนหลายท่านน่าจะทราบดีอวยู่แล้วว่า Bitcoin เงินดิจิทัลสกุลแรกของโ,กถูกออกแบบมาให้มีค่าธรรมเนียมการโอนต่ำ สามารถตรวจสอบการทำรายการของทุกคนได้ แต่ในขณะเดียวกันจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าเจ้าของบัญชีนั้นเป็นใครเพราะมีการเข้ารหัสที่ยากต่อการเจาะเข้าไปในระบบ ผู้ใช้งานบัญชี Cryptocurrency จึงเลือกใช้ช่องทางนี้ในการทำธุรกรรม 

ใช้เพื่อการลงทุน

เราสามารถลงทุนกับ Cryptocurrency ได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในการทำเหมืองแบบตรงๆ การเทรดค่าเงิน หรือแม้แต่การนำไปเป็นแนวคิดในการลงทุนสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ 

ใช้เพื่อเป็นรางวัลหรือใช้งานในแอปพลิเคชั่น

เวลาซื้อของหรือมีปฏิสัมพันธ์กับแพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชั่น บางครั้งเราจะได้รับเหรียญที่สร้างขึ้นโดยแพลตฟอร์มนั้นเพื่อสะสมไว้แลกของรางวัลหรือให้เป็นของขวัญได้ ตัวอย่างเช่นคนที่อ่านนิยาย อาจจะคุ้นเคยกับการให้รางวัลที่ผู้เขียนจะถอนเงินก้อนนั้นออกมาเป็นเงินจริง

ใช้จ่ายออนไลน์

เป็นช่องทางที่ผู้ใช้นิยมใช้มากที่สุด เพราะมีหลายแพลตฟอร์มที่รับชำระด้วย Cryptocurrency ซึ่งมีได้หลากหลายประเภทสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ การจองตั๋วที่พัก เครื่องบิน ค่าเช่าใช้บริการอื่นๆ เป็นต้น

(แทรกภาพ Alt :: Cryptocurrency กลุ่มผู้ใช้และวัตถุประสงค์)

Cryptocurrency มีผู้ให้บริการกี่ประเภท

แม้สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะไม่สนับสนุนการใช้จ่ายเพื่อ Cryptocurrency แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน และความต้องการที่มีอยู่ไม่น้อย ทำให้มีผู้ให้บริการเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัล ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์มาเพื่อสนับสนุนธุรกรรมในส่วนนี้โดยเฉพาะ โดยมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

แพลตฟอร์ม

เมื่อเปิดบัญชีผู้ใช้แล้ว ผู้ใช้บริการจะสามารถทำรายการต่างๆ เกี่ยวกับ Cryptocurrency ได้ทั้งหมด ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยน การซื้อ การขาย โอนระหว่างบัญชี รวมไปถึงการลงทุน และการขอสินเชื่อด้วย ผู้ให้บริการในลักษณะแพลตฟอร์ม ที่อาจเป็นเจ้าของบัตรเครดิตด้วยเช่น Monaco หรือ Cryptopay เป็นต้น ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ บางทีจะมีการออกบัตรเครดิตออกมาด้วย

บัตรเครดิต

ออกแบบมาให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้เสมือนบัตรเครดิตที่เป็นวงเงินจริง สามารถใช้ได้ตามร้านค้าทั่วไป รวมถึงฝากถอนผ่าน ATM ได้เหมือนที่เงินสดจริงๆ ทำ ตัวอย่างผู้ให้บริการประเภทนี้่เช่น TenX และ Monaco เป็นต้น ซึ่งจะออกบัตรเครดิตพลาสติกให้กับผู้ใช้บริการ

โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้มีข้อดีคือค่าบริการที่มักจะถูกกว่าการทำรายการด้วยเงินสดจริงๆ รวมถึงอาจมี Cashback คืนให้กับผู้ใช้ด้วย 

Cryptocurrency การซื้อขาย

Cryptocurrency กับอาชญากรรมผ่านผู้ให้บริการ

เนื่องจากระบบของ Cryptocurrency ได้รับการออกแบบมาให้ทราบได้ทั้งหมดว่ามีการทำรายการจากไหนไปไหน รวมถึงไม่สามารถทำรายการย้อนกลับได้นอกจากเจ้าของบัญชีจะทำการโอนคืนให้เท่านั้น ทำให้การโจมตีจากบัญชีผู้ใช้งานโดยตรงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในขณะเดียวกัน การที่บัญชีถูกเปิดขึ้นมาอย่างง่ายดายและไม่สามารถยืนยันตัวตนเจ้าของบัญชีได้ ก็ทำให้อาชญากรทางไซเบอร์ใช้ช่องว่างนี้ในการแฝงตัวเข้าไปในแพลตฟอร์ม และโจมตีระบบปฏิบัติการณ์ของผู้ให้บริการแทน 

โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจรกรรมลักษณะนี้มักเป็นการโจรกรรมโดยการทำรายการให้มีการโอนเงินสกุลดิจิทัลจากบัญชีอื่นไปที่บัญชีใดบัญชีหนึ่ง รวมถึงใช้เพื่อการฟอกเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารดั้งเดิมและผู้รักษากฎหมายแสดงความวิตกกังวล เช่น JP Morgan ธนาคารกลางสหรัฐ หรือแม้แต่ยักษ์ใหญ่ด้านบัตรเครดิตแบบมาสเตอร์การ์ด และล่าสุดบริษัทนวัตกรรมที่ได้ชื่อว่าสร้างสรรค์ที่สุดแห่งยุคแห่งหนึ่งแบบ Apple ที่กำลังจะออก Apple Card ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลผ่านบัตร เพื่อป้องกันการทำรายการที่หลอกลวง และการฟอกเงิน

 

แม้สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะมีท่าทีที่ชัดเจนว่า่ไม่สนับสนุน Cryptocurrency แต่ Visa ผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่อีกเจ้าหนึ่งกลับทุ่มเงินกว่า 40 ล้านเหรียญ เพื่อสนับสนุน Monaco ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มผู้ให้บริการครบวงจรด้าน Cryptocurrency อาจเพราะมองเห็นโอกาสบางอย่างที่ยิ่งใหญ่พอให้มองข้ามความกังวลที่สถาบันการเงินอื่นๆ มี

เปิดบัญชีนักลงทุน

ลงทุนใน SME

Leave a Reply