Crypto Asset Hacked

กลโกงโลกดิจิทัล เมื่อ Crypto Asset เป็นเป้าหมายของอาชญากร

คดีเกี่ยวกับการโจรกรรมบิตคอยน์หรือเงินสกุลดิดจิทัลอื่นๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากในช่วงปีหลังๆ มีทั้งการแฮ็คระบบ การโกง การหลอกโอนเงิน ซึ่งมูลค่าความเสียหายที่ตรวจสอบได้เป็นเงินจำนวณมาก และเชื่อว่ายังมีข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบมากกว่านั้น

  • เงินสกุลดิจิทัลหรือ Crypto Asset ที่คนนิยมและมีมูลค่าต่อเหรียญสูงสุดในตลาดขณะนี้คือ Bitcoin = 252,399 บาท รองลงมาคือ Ethereum = 8,107.98 บาท (ข้อมูลวันที่ 16/05/2019)
  • เงินดิจิทัลมีความผันผวนมาก Bitcoin เคยมีมูลค่าสูงสุดถึง 20,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐเมื่อต้นปี 2017 และตกลงเหลือราวๆ 6,000 เหรียญสหรัฐช่วงปลายปี 2018
  • รัฐบาลในหลายประเทศสนับสนุน Crypto Asset แต่ในขณะเดียวกัน หลายๆ ประเทศมีท่าทีไม่ให้การยอมรับเงินดิจิทัลในทางกฎหมาย
  • มีรายงานว่าในไตรมาสแรกของปี 2019 เกิดความเสียหายจากคดีเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัลมูลค่ารวมกว่า 1.2 พันล้านเหรียญ
  • หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าอาชญากรรมที่เกิดกับ Crypto Asset จะกลายเป็นคดีในโลกความเป็นจริงมากขึ้น และสินทรัพย์ประเภทนี้จะกลายหนึ่งในกระบวนการฟอกเงิน
  • กรณีศึกษาการโจรกรรม Crypto Asset เกิดขึ้นกับ Binance บริษัทรับซื้อขายและเทรดเงินสกุลดิจิทัล มีมูลค่าความเสียหายราว 41 ล้านเหรียญ

กลโกงโลกดิจิทัล เมื่อ Crypto Asset เป็นเป้าหมายของอาชญากร

ตามคอนเซ็ปต์ของ Bitcoin แล้ว เงินสกุลดิจิทัลหรือสินทรัพย์ประเภท Crypto Asset จะต้องสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ รวมถึงไม่สามารถเรียกคืนได้ นั่นน่าจะมีความหมายว่าเงินสกุล Crypto ควรมีความปลอดภัยและไม่สามารถโจรกรรมได้ เพราะทุกคนที่มี API Key จะสามารถตรวจสอบรายการการโอนได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจมองข้ามไป คือบัญชีเหล่านี้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ประกอบกับนอกจากการขุดแล้ว Cryptocurrency ยังทำเงินได้ด้วยการเทรดผ่านตลาดแลกเปลี่ยน ซึ่งต้องใช้เงินจริงในการซื้อขายนี่จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดอาชญากรรมจากการขโมย Crypto Asset ขึ้น

Crypto Asset เกิดในโลกดิจิทัล โกงในโลกดิจิทัล

เงินสกุลดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรืออื่นๆ ได้รับการจำกัดความจากนักลงทุนจำนวนหนึ่งว่าเป็น สินทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการรองรับทางกฎหมาย โดยเอกชนที่อยากตั้งสกุลเงินขึ้นมา แต่เงินสกุลนั้นกลับได้รับการยอมรับให้เป็นตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในโลกจริง เมื่อเงินที่จับต้องไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ขึ้นมา สินทรัพย์ประเภทนี้จึงดึงดูดทั้งนักขุด นักลงทุน และอาชญากร

โดยจากรายงานอาชญากรรมจากและการป้องกันการฟอกเงินของ CipherTrace พบว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล มีทั้งการโกง Scam การหลอกลวงให้โอนเงิน ซึ่งเพียงไตรมาสแรกของปี 2019 มีรายงานความเสียหายกว่า 1.2 พันล้านเหรียญ สูงกว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 ที่มีมูลค่าความเสียหายรวมราวๆ 950 ล้านเหรียญ ตัวเลขดังก่าวได้จากการรายงานและสืบสวน โดยหน่วยงานของ CypherTrace เชื่อว่ายังมีมูลค่าการทุจริตที่ไม่ได้รับการเปิดเผยอีกเป็นจำนวนมาก อาชญากรรมเกี่ยวกับ Crypto Asset ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการแฮ็คระบบเพื่อแทรกแซงกระบวนการของบริษัทรับซื้อขายแลกเปลี่ยน รองลงมาคือการหลอกโอนเงิน และการหลอกลวงรูปแบบอื่นๆ

Crypto Asset มองไม่เห็นด้วยตา แต่มูลค่าล่อใจ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Crypto Asset เป็นที่ต้องการของอาชญากรคือมูลค่าต่อหน่วยที่สูงมาก แม้การจะได้มาซึ่งเงินคริปโตจะเป็นไปได้ทั้งการขุด และการซื้อขายแลกเปลี่ยน ซึ่งทั้ง 2 วิธีมีทั้งต้นทุนและความเสี่ยง ทั้งต้นทุนด้านเวลา ค่าไฟในการขุด รวมไปถึงเงินจริงๆ ที่ลงไปในตลาดเทรดค่าเงิน และต้องแบกรับความเสี่ยงที่เรียกได้ว่าสูงมาก ซึ่งการเทรดค่าเงินนี้เองที่ทำให้เงินดิจิทัลมีสถานะเช่นเดียวกับเงินในโลกความเป็นจริง

แต่หากมองลึกลงไปแล้ว เราจะพบว่า Crypto Asset มีสถานะเป็นข้อมูลชุดหนึ่งในโลกออนไลน์ เมื่อเป็นเพียงข้อมูลที่มีการเข้ารหัสไว้ ใครที่สามารถถอดรหัส หรือหาช่องโหว่ของระบบที่ข้อมูลชุดนี้อยู่ได้ ก็มีโอกาสได้มันไป การโจรกรรม Crypto Asset จึงเหมือนการขโมยข้อมูลจากระบบ ซึ่งไม่น่าเป็นเรื่องยาก สำหรับแฮ็คเกอร์ที่มีความพยายาม

Crypto Asset บนตลาดแลกเปลี่ยน เป้าหมายหลักของการโจรกรรม

อัตราการใช้บริการบริษัทรับแลกเปลี่ยน Crypto Asset เพิ่มขึ้นถึง 46% ในช่วง 2 ปีหลัง ระบบการรักษาความปลอดภัยของบริษัทเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการโจมตีของแฮ็คเกอร์ ที่จะปล้นหรือโจรกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะมันได้ถูกแปรสภาพมาแล้ว และเป็นศูนย์รวมของบัญชีผู้ใช้อื่นๆ โดยมีรายงานว่าในปี 2018 บริษัทรับซื้อขายแลกเปลี่ยน Crypto Asset ในภูมิภาคเอเชียถูกโจมตีโดยแฮ็คเกอร์แล้วอย่างน้อย 5 บริษัท

ล่าสุดคือ Binance ตลาดแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลในฮ่องกง ที่โดนแฮ็คเกอร์โจมตีในเดือนพฤษภาคม ด้วยวิธีการสร้างบัญชีอย่างอดทนจนกลายเป็นบัญชีนักลงทุนรายใหญ่ (HNW) แล้วโอนเงินจากบัญชีอื่นๆ เข้าบัญชีเดียวกว่า 7,000 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายราว 41 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะดำเนินการบล็อกบบัญชีปลายทางเมื่อจับความผิดปกติในการโอนครั้งล่าสุดได้ แต่ด้วยลักษณะของ Crypto Asset ที่ไม่สามารถเรียกเงินคืนจากบัญชีที่โอนไปแล้วได้ สิ่งที่ Binance ทำได้ระหว่างการสอบสวนคือบล็อกรายการโอนจ่ายสู่บัญชีดังกล่าว รวมทั้งขอความร่วมมือบริษัทแลกเปลี่ยนเงินตราดิจิทัลอื่นๆ บล็อกด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งสำรวจความเสียหาย และจ่ายเงินชดเชยจากกองทุนให้กับผู้ได้รับผลกระทบ

Crypto Asset กับอาชญากรรมไซเบอร์

Crypto Asset ในสายตารัฐบาลและเครื่องมือในการฟอกเงิน

การมีสกุลเงินที่ไม่ได้รับการรองรับจากรัฐชาติใดเกิดขึ้นและขยายเป็นตลาดขนาดใหญ่ ย่อมเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเพ่งเล็งอยู่แล้ว ยิ่งเกิดความเสียหายขึ้นยิ่งเกิดคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่รัฐบาลบางประเทศก็ให้การยอมรับ Crypto Asset ให้มีสถานะเทียบเท่ากับเงินในโลกความเป็นจริง เช่นแคนาดา เกาหลีใต้ ในขณะที่อีกหลายประเทศ เช่นฝรั่งเศสที่สั่งห้ามไม่ให้สถาบันการเงินให้คำแนะนำเกี่ยวกับ Crypto Asset เช่นเดียวกับประเทศไทยยังมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ หรือบางประเทศก็กดดันให้สถาบันการเงินฟ้องล้มละลายบริษัท Crypto Asset โดยประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้งคือการใช้ตลาดแลกเปลี่ยน Crypto Asset ในการฟอกเงิน

แม้รัฐบาลส่วนใหญ่จะกังวลเกี่ยวกับการใช้ตลาด Crypto Asset เพื่อฟอกเงิน แต่บางประเทศกลับมองว่าการฟอกเงินด้วย Crypto Asset เป็นโอกาสที่ดี เช่นมีข่าวลือว่าประเทศอิหร่าน ซึ่งถูกคว่ำบาตรทางการเมืองประกาศจะสร้างสกุลเงินดิจิทัลขึ้นมาใช้จ่ายและแลกเปลี่ยน รวมทั้ง Russian Duma ที่พัฒนาระบบขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน

ด้วยการเพิ่มจำนวนขึ้นของคดีโจรกรรมเงิน Crypto Asset ที่ขอบเขตความเสียหายเริ่มลามจากโลกไซเบอร์สู่การฟอกเงินและคดโกงกันในโลกความเป็นจริง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมีการพูดคุยถึงการควบคุมระบบเศรษฐกิจของ Cryptocurrency

Crypto Asset และลักษณะอาชญากรรม

จากการสำรวจของ CipherTrace พบว่าคดีการโกงหรือโจรกรรม Crypto Asset มักเกิดขึ้นในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน ซึ่งมูลค่าความเสียหายรวมทั้งหมดในไตรมาสแรกของปี 2019 มีมูลค่าสูงกว่า 1.2 พันล้านเหรียญ แบ่งออกเป็น

  • การหลอกให้โอนมากที่สุด มูลค่าความเสียหายที่ได้รับการรายงานอยู่ที่ราว 851 ล้านเหรียญ
  • การขโมย มากที่สุด มูลค่าความเสียหายราว 356 ล้านเหรียญ
  • Scam รองลงมา มูลค่าความเสียหายราว 195 ล้านเหรียญ

และมีอีกกรณีที่ไม่ได้เป็นการคดโกง แต่ถือเป็นความเสียหายในโลกไซเบอร์ที่ไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้ คือกรณี QuardigaCX บริษัทคริปโตรายใหญ่ในแคนาดา ที่สูญเงินราว 195 ล้านเหรียญไปหลังจาก CEO เสียชีวิตอย่างปริศนาในอินเดีย โดยไม่ได้มอบพาสเวิร์ดในการเข้าระบบให้กับใครในบริษัทไว้เลย

 

เงินเป็นสินทรัพย์ที่ใครก็อยากได้ และมีคนจำนวนมากเลือกจะใช้วิธีลัดในการได้มันมา ยิ่งเป็นเงินในโลกดิจิทัลที่ติดตามร่องรอยได้ยาก เราจะพบว่าคดีเหล่านี้จับตัวผู้กระทำความผิดได้น้อยมาก อีกทั้งบริษัทส่วนใหญ่มีกองทุนคุ้มครองเงินฝาก เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น เงินในส่วนนี้จะถูกนำมาชดเชยให้กับผู้เสียหาย ขนาดของปัญหาจากการโจรกรรม Crypto Asset จึงถูกมองให้เล็กกว่าความเป็นจริง เพราะเท่ากับว่าแม้จะมีความเสี่ยงจากการโจรกรรมเพิ่มเข้ามา แต่ผู้ใช้ก็สามารถแน่ใจได้ว่าตนเองจะได้รับการชดใช้คืน นั่นจึงทำให้การเตือนภัยเกี่ยวกับคดีโจรกรรมเงินคริปโตไม่ถูกให้น้ำหนักความเสียหายเท่าที่ควรจะเป็น เพียร์ พาวเวอร์ไม่ได้ต้องการสร้างความตระหนกให้เกิดขึ้นกับนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่นิยมการลงทุนออนไลน์ เพราะหากพิจารณาจากค่าตอบแทนตลาด Crypto Asset ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ แต่อยากขอให้นักลงทุนทราบข้อมูลด้านนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจ หรือถ้าสนใจลงทุนกับเพียร์ พาวเวอร์ก็ยินดีต้อนรับ

เปิดบัญชีนักลงทุน

ลงทุนใน SME

Leave a Reply