จับตา 3 เทรนด์ธุรกิจที่มาแรงในปีนี้

เราเริ่มจะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในอีกทิศทางหนึ่ง ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารสะดวกสบายมากขึ้น เราสามารถเชื่อมโลกได้ผ่านเครือข่ายไร้สาย อีกทั้งยังสามารถรับรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วภายในชั่วข้ามคืน ทำให้ธุรกิจมีการปรับรูปแบบการดำเนินการ และนำเสนอโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อตอบสนองกับผู้บริโภคให้มากที่สุด ในฐานะนักลงทุน จึงต้องคอยติดตามข่าวสารอยู่เสมอ โดย เมกะเทรนด์ 2018 นี้มีหลายอุตสาหกรรมที่เราควรจับตามอง ดังนี้

1. FinTech (ฟินเทค)

อุตสาหกรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดขณะนี้เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องฟินเทค ซึ่งเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ และเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกแต่ผู้ใช้บริการ

ในปีที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ชัดว่ามีหลายธนาคารได้ปิดสาขาลงเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเทรนด์ผู้ใช้บริการได้เปลี่ยนไป จากเดิมการทำธุรกรรมต่างๆ จะต้องไปที่สาขาเท่านั้น แต่ปัจจุบันทุกคนหันมาทำรายการผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งธนาคารก็หันมาเน้นต่อสู้กันด้วย Digital Banking โดยการนำเทคโนโลยีมากมายมาพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภค ทั้งการพัฒนาแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ โดยสามารถทำได้ทั้งการเปิดบัญชี การขอ Statement ถอนเงินแบบไม่ใช่บัตร ATM โอนเงิน จ่ายบิล การซื้อประกัน ฯลฯ ซึ่งนอกเหนือจากบริการจากธนาคาร ก็ยังมีแอพพลิเคชั่นต่างๆ มากมายที่ให้ความสะดวกสบายในการจ่ายเงิน เติมเงิน ซื้อสินค้า อย่าง TrueMoneyWallet, AirPay, Rabbit LINE Pay ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็โปรโมทอย่างเต็มที่ พร้อมกับทำโปรโมชั่นแบบจัดเต็ม เพื่อสร้างฐานลูกค้า มากไปกว่านั้นการกู้ยืมเงินก็ไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไปเช่นกัน ด้วยบริการสินเชื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะต้องการกู้ยืมการใช้จ่าย หรือหากคุณเป็น SME และต้องการกู้ยืมเพื่อธุรกิจ ก็สามารถทำได้ผ่านอินเทอร์เน็ต และแอพพลิเคชั่น ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ถือเป็นยุคที่การทำธุรกิจการเงินกลายเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถทำรายได้ทุกเวลา

เชื่อว่าปีนี้เทรนด์สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) มาแน่นอน โดยธนาคารได้มีการพัฒนาการใช้จ่ายผ่านระบบ QR Code รวมถึงได้มีการยกเลิกค่าธรรมเนียมการถอน โอน จ่ายเงิน ต่างธนาคารผ่านช่องทางดิจิทัลแล้ว โดยมี 4 ธนาคารยักษ์ใหญ่นำทัพ อาทิเช่น Kbank, SCB, BBL, KTB ซึ่งถือเป็นผลดีอย่างมากกับผู้บริโภค แม้ว่าสิ่งนี้อาจจะทำให้ ธนาคารสูญเสียรายได้ จากค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนมาก แต่เชื่อว่าผู้คนจะหันมาใช้บัตรเครดิต และบัตรเดบิต เพื่อซื้อสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากขึ้นไปอีกในอนาคต

ในส่วนของการลงทุนคงไม่พ้นเรื่อง Cryptocurrency หรือ สกุลเงินดิจิทัล ที่เป็นกระแสอยู่ในแวดวงการเงิน หากพูดถึงสกุลเงินที่เป็นกระแสฮ็อตฮิตก็คงจะไม่พ้น Bitcoin, Ripple, Etheruem ซึ่งยังคงมีนักลงทุนทั้งรายเก่า และรายใหม่ที่สนใจเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก เพื่อเก็งกำไร และดูทิศทางความเป็นไปได้ของสกุลเงินดิจิทัลในอนาคตอีกด้วย

2. สังคมสูงวัยและการดูแลสุขภาพ

ด้วยพัฒนาการทางการแพทย์ ทำให้คนมีอายุยาวขึ้น และด้วยค่านิยมต่างๆ คนไทยแต่งงานน้อยลง และมีเด็กเกิดในอัตราที่ต่ำลง มีการคาดการณ์ว่าปีหน้า อัตราประชากรสูงอายุจะมีจำนวนกว่า 10.5 ล้านคน หรือร้อยละ 16.0 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 12.3 ล้านคนในปีหน้า ธุรกิจสุขภาพจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ในอีก 5 ปีข้างหน้า เทรนด์สุขภาพยังคงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภคบริโภค อาหารและโภชนาการ การออกกำลังกาย ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เข้ามามีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพ เนื่องจากรูปแบบชีวิตของผู้คนรุ่นใหม่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นการใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งและเคร่งเครียด จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการมากมาย ที่สอดคล้องกับยุคสมัยนี้ ทั้งวิตามิน อาหารออร์แกนิก (Organic) อาหารสดจากฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร (Farm to Table) หรือกระแสการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ ทั้งการวิ่ง ฟิตเนส โยคะ เต้นซุมบ้า เป็นต้น ธุรกิจดาวเด่นตามเทรนด์นี้ คือ ธุรกิจดูแลผู้สูงวัย เช่น บ้านพักคนชรา ร้านขายยาและอาหารเสริม ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ออกกำลังกาย

3. การใช้หุ่นยนต์และ Automation

เทรนด์เทคโนโลยีอันล้ำสมัยในปัจจุบันได้มีการนำ หุ่นยนต์ โดรน และเครื่องจักร มาใช้ประโยชน์มากขึ้น ในกระบวนการการผลิต ส่วนหนึ่งก็เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนด้านแรงงาน ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิต โดยมุ่งเน้นที่จะลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการลง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกหลายรายนำหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติมาใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่เฉพาะเพื่อผลิตสินค้าเท่านั้น แต่หุ่นยนต์เหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อการบริการ และในชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้านี้ แรงงานมนุษย์อาจจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์มาถึง 95 ล้านตำแหน่งเลยทีเดียว

ตัวเลขเชิงสถิติช่วยยืนยันว่ากระแสการใช้หุ่นยนต์มาแรงจริง โดยในปี 2558 ทั่วโลกมีหุ่นยนต์ใหม่ที่เข้ามาช่วยในการผลิตถึง 250,000 ตัว หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 จากปีก่อนหน้า โดยหุ่นยนต์ถึง 80% กระจุกใน 4 อุตสาหกรรมที่ลงทุนในเครื่องจักรสูง ได้แก่ รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก และกลุ่มเคมีภัณฑ์และพลาสติก

อีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ก็มีร้านค้าออนไลน์อย่าง Amazon Go ที่แค่หยิบของที่อยากได้ แต่ละร้านก็จะมีคนงานน้อยลงแต่งานจะล้นมือมากขึ้น ส่วน Intel ก็หันมาเล่นโอกาสในค้าปลีกบ้างโดนลงทุนในเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะการสร้างระบบที่รวมฟังก์ชั่นหลักๆของร้านเข้ากับระบบที่เชื่อมกับอินเตอร์เน็ต Intel ยังเอาหุ่นยนต์ที่รูปร่างเหมือนเสาแท่งอย่าง Simbe Robotics’ Tally ที่วิ่งรอบๆเพื่อเช็คสินค้าในร้าน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)