cryptocurrency

5 เรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Cryptocurrency

ในการลงทุน แน่นอนว่าคุณต้องการกระจายความเสี่ยงในยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ หลายคนคงเคยได้ยินการลงทุนใน คริปโตเคอเรนซี่ (cryptocurrency) หรือถ้าแปลตรงตัวก็คือสกุลเงินคริปโต แต่ทว่าการลงทุนประเภทนี้อาจจะมีความซับซ้อนกว่าการลงทุนที่เราคุ้นเคย เนื่องจากสกุลเงินคริปโตนั้นมีเทคโนโลยีที่ค่อนข้างซับซ้อน และจับต้องไม่ได้เหมือนกับเงินฝากหรืออสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนจึงต้องศึกษาให้ดีก่อนลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้

วันนี้เราจึงรวบรวม 5 เรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Cryptocurrency มาให้ผู้ที่สนใจได้อ่านกันค่ะ

1. Cryptocurrency คืออะไร

Cryptocurrency คือ สกุลเงินดิจิทัลซึ่งมีมูลค่าเหมือนกับธนบัตรในสกุลเงินประเทศต่างๆ ที่เราใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน หลายคนจะคุ้นเคยกับสกุลเงินบิทคอยน์ เพราะเป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อมาแก้ปัญหาระบบเงิน fiat ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล แต่ ความพิเศษของสกุลเงินบิทคอยน์คือ การอยู่บน decentralized blockchain ซึ่งหมายความว่าไม่มีสถาบันการเงินใดสามารถควบคุมการทำธุรกรรมได้เพียงผู้เดียว แต่ต้องได้รับการยินยอมจากคนที่อยู่ในระบบ หลายคนจึงเรียกว่าเป็นการ democratize หรือทำให้เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ปกติแล้วธนาคารจะเป็นคนควบคุมสมุดบัญชีของเราแต่เพียงผู้เดียวว่ามีเงินเข้าออกอย่างไร แต่เมื่อระบบการเงินเป็นแบบ decentralized จะเท่ากับว่าประชาชนทุกคนถือสมุดบัญชีและสามารถเห็นการเข้า-ออกของ transaction แต่ละอัน เป็นต้น

ตามหลักเศรษฐศาตร์ บิทคอยน์มีคุณสมบัติหนึ่งที่คล้ายกับทองคำซึ่งมีจำนวนจำกัด โพรโตคอล ซึ่งเปรียบเสมือนกับผู้คุมกฏแห่งเครือข่าย Bitcoin กำหนดว่า บิทคอยน์จะถูกผลิตขึ้นมาได้เพียงแค่ 21 ล้านบิทคอยน์เท่านั้น จนถึงตอนนี้บิทคอยน์ได้ถูกขุดได้แล้วกว่า 80% จึงเป็นที่มาว่าทำไมสกุลเงินนี้ถึงมีมูลค่าที่สูง เพราะเป็นไปตามกฎ supply-demand นั่นเอง

Cryptocurrency มีมากกว่า Bitcoin

Bitcoin (บิทคอยน์) ถือเป็นสกุลเงิน Cryptocurrency ที่โด่งดังมากที่สุดในขณะนี้ แต่ด้วยความที่บิทคอยน์เกิดขึ้นมาซักพัก ทำให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลนั้นช้าลง เช่น การโอนเงินจากบุคคลหนึ่งไปบุคคลหนึ่ง ใช้เวลาเป้นวันจากที่แต่ก่อนใช้เวลาเพียงรายชั่วโมง ดังนั้น จึงเกิดสกุลเงินดิจิทัลใหม่ๆ ที่เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ โดยสกุลเงินดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่ และได้รับความนิยมในหมู่คนที่เทรดเหรียญดิจิทัลเรียกว่า “altcoin” ซึ่งมาจากคำว่า alternative coins มาดูกันว่ามีสกุลเงินอะไรบ้างค่ะ

  • Ether (ETH) คือ สกุลเงินดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์กับ Blockchain โดยเฉพาะโดยการสร้าง “Smart Contracts” ซึ่งสามารถตรวจสอบและเชื่อถือได้ 100% โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางแต่อย่างใด
  • Bitcoin Cash (BCH) เกิดจากการ fork ของบิทคอยน์ แต่ในที่สุดได้แยกออกมาเป็นสกุลเงินใหม่ บิทคอยน์ แคชมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างระบบทำให้การทำธุรกรรมนั้นเร็ว และถูกลงกว่าบิทคอยน์
  • Litecoin (LTC) ไลท์คอยน์ เกิดจากการ fork ของบิทคอยน์เช่นกัน โดยใช้อัลกอริทึมสำหรับ proof of work ความแตกต่างคือ Litecoin สามารถสร้าง Block ได้เร็วกว่ามากและมีความเร็วในการยืนยัน transaction โดยเฉลี่ย 2.5 นาที (เร็วกว่าบิทคอยน์ 4 เท่า)
  • Ripple (XRP) คือ สกุลเงินดิจิทัลที่เป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงิน ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับสถาบันการเงินในการแลกเปลี่ยนเงินตราและทรัพย์สินระหว่างประเทศ โดยสกุลเงิน Ripple สามารถทำการเคลื่อนย้ายมูลค่าของเงินได้ทั่วโลกภายในอันรวดเร็วในระดับวินาทีและค่าใช้จ่ายไม่แพง บางคนอาจจะมองว่าข้อเสียของ Ripple คือการที่สกุลเงินนี้ทำงานบนระบบ private blockchain ซึ่งถูกจำกัดให้ดูแลโดยองค์กรต่างๆ ซึ่งขัดกับแนวคิดของ decentralized blockchain ที่สกุลเงินใหญ่ๆ เช่น Bitcoin, Ether ใช้นั่นเอง
  • IOTA คือ สกุลเงินดิจิทัลที่มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นสกุลเงินของ “Internet of things (IoT)” โดยต้องการที่จะสร้างระบบเครือข่ายทั่วโลกที่เชื่อมโยงระหว่าง machine-to-machine ทำให้เกิดเป็น Microtransactions และการสื่อสารแบบไร้รอยต่อระหว่างอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด ใครจะไปรู้ว่าวันนึงคุณอาจจะจ่ายเงินค่าที่จอดรถให้กับคนแปลกหน้าโดยใช้ IOTA ก็เป็นได้

2. การขุดบิทคอยน์คืออะไร

หลายคนจะเข้าใจผิดว่าการขุดบิทคอยน์เหมือนกับการขุดทองจากเหมืองจริงๆ แต่คำว่าขุดเป็นศัพท์เชิงเทคนิค โดยระบบของ Bitcoin ถูกรันโดยคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่วโลก โดยใช้ระบบซอฟต์แวร์ในการถอดสมการคณิตศาสตร์ซึ่งหากคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพที่ดี จะทำให้สมการถูกดอกเร็วยิ่งขึ้น ฉะนั้นเราจึงได้ยินข่าวว่าทำไมการขุดบิทคอยน์ถึงสิ้นเปลืองทรัพยากรโลก เนื่องจากต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล ในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น อุณหภูมิศูนย์หรือติดลบ เช่น รัสเซีย ไอซ์แลนด์ แคนาดา มีการขุดบิทคอยน์เป็นจำนวนมาก

3. Centralized vs Decentralized Blockchain

Blockchain คือ เทคโนโลยีที่เก็บข้อมูลทั้งหมดของ Crytocurrency ซึ่งควบคุมและติดตามการเคลื่อนไหวของสกุลเงินต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านคนกลางและป้องกันไม่ให้เกิดการปลอมแปลงขึ้น

  • Centralized – ระบบการรวบรวมข้อมูลโดยธนาคารกลางที่ใช้กับสกุลเงินในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ 100% หากมีคนตรงกลางโกง หรือระบบกลางล่มขึ้นมาทุกอย่างก็จบ สกุลเงินที่เป็นระบบ centralized เช่น Ripple
  • Decentralized – Blockchain คือระบบเก็บข้อมูลรายการทำธุรกรรมสาธารณะ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงข้อมูลการทำรายการได้ โดยทุกคนมีระบบจัดเก็บข้อมูลของตนเองที่เรียกว่า “Node” ซึ่งจะเริ่มใช้งานเมื่อไรก็ได้ที่ต้องการ สิ่งนี้ป้องกันการถูกควบคุมเครือข่ายทั้งหมดจากใครคนใดคนหนึ่งรวมถึงการถูกปลอมแปลงจากภายนอกด้วย

4. ICO เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency อย่างไร

ICO หรือ Initial Coin Offering คือ การระดมทุนรูปแบบหนึ่งที่สตาร์ทอัพมักใช้เพื่อเปิดตัวโครงการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยมีการออกเหรียญดิจิทัลมาเสนอขายนักลงทุน ซึ่งแนวคิดนี้ก็คล้ายกับ IPO ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ต่างกันตรงที่นักลงทุนได้เหรียญดิจิทัลแทนที่จะได้หุ้น ซึ่งเหรียญดิจิทัลนี้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญสกุลอื่นได้ ซึ่งโปรเจคที่ประสบความสำเร็จจาก ICO ก็คือ Ethereum อย่างไรก็ดี มีโครงการ ICO หลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จ และนักลงทุนต้องรับความเสี่ยงตรงนี้ นอกจากนี้ยังมีข่าวเสียเกี่ยวกับ ICO จำนวนมาก เนื่องจากการทำ ICO นั้นไม่ยากเท่ากับการทำ IPO จึงมีหลายบริษัทเข้ามาใช้ผลประโยชน์ตรงนี้ ก่อนที่นักลงทุนตัดสินใจลงทุนใน ICO ใดก็ตาม ควรทำการศึกษาอย่างดีก่อน เพราะในขณะนี้ ICO นั้นยังไม่มีกฎหมายที่แน่นอนมารองรับ ต่างจาก IPO ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล

5. ถ้าสนใจลงทุนใน Cryptocurrency ต้องศึกษาอะไรบ้าง

ก่อนที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนใน Cryptocurrency คุณควรเข้าใจเรื่องต่อไปนี้

เข้าใจรูปแบบการลงทุน

  • การลงทุนระยะสั้น – Cryptocurrency มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้นนักลงทุนจะต้องศึกษาให้ดี โดยเฉพาะใครที่สามารถวิเคราะห์หรือคาดคะเนทิศทางของตลาดได้จะสามารถทำกำไรได้เป็นจำนวนมากโดยการ Buy low และ Sell high
  • การลงทุนระยะยาว – นักลงทุนที่เชื่อในอนาคตของเหรียญที่จะซื้อและต้องการถือไว้ในระยะยาว เพื่อหวังว่ามูลค่าของการลงทุนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูญ
  • การเทรด Futures – ในที่สุดการลงทุนประเภท Regulated futures trading ก็มีมาสำหรับ Cryptocurrency โดยนักลงทุนสามารถเล่น Long หรือ Short ในเหรียญแต่ละประเภท โดยเทรดด้วยการใช้ประโยชน์จาก Crypto โดยไม่จำเป็นต้องซื้อเหรียญมาถือเอาไว้ด้วยตนเอง

เข้าใจที่มาและเทคโนโลยีของเหรียญแต่ละประเภท

สำหรับใครที่สนใจลงทุนระยะยาว การเข้าใจว่าเหรียญแต่ละประเภทนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อมาแก้ไขปัญหาอะไร มีการใช้เทคโนโลยีแบบไหน เป็นเรื่องสำคัญเพราะสิ่งเหล่านี้คือตัวกำหนดว่าเหรียญนั้นมีอนาคตในการเติบโตหรือไม่ และถ้าหากคุณถือเหรียญนี้ในระยะยาวจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งก็ไม่ต่างจากการที่คุณเชื่อในแนวโน้มการเติบโตของบริษัทใดบริษัทหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์นั่นเองค่ะ

เข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของ Cryptocurrency

การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงไม่เว้นแม้แต่กับสกุลเงินคริปโต โดยคุณจะต้องเข้าใจก่อนว่าอิสระในการเทรดนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของธนาคารและรัฐบาล ดังนั้นก่อนตัดสินใจใดๆ จะต้องคิดอย่างรอบคอบ และถ้าหากสกุลเงินดิจิทัลของคุณเกิดสูญหายหรือถูกขโมยก็ไม่สามารถไปแจ้งความเรียกคืนได้ ซึ่งเรามีทิปดีๆ มาฝากกันดังนี้:

  • Exchange ที่คุณเทรดนั้นมีความน่าเชื่อถือ คุณต้องมั่นใจว่าเว็บไซต์แลกเปลี่ยนที่คุณใช้บริการนั้นมีความปลอดภัยสูง เพราะมีข่าวเกิดขึ้นหลายครั้งว่าเว็บไซต์เหล่านี้ถูกแฮ็ค ซึ่งก็มีโอกาสว่าเหรียญที่คุณเก็บไว้บนเว็บไซต์เหล่านี้จะหายไปด้วย
  • ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า Wallet Address เชื่อถือได้จริงก่อนจะส่งเหรียญให้กับใคร
  • หากรายการธุรกรรมบน Blockchain ยังไม่ได้รับการยืนยันก็ไม่ควรที่จะส่งมอบสินค้าหรือบริการให้ก่อน
  • ต้องมั่นใจว่าคอมพิวเตอร์ที่เก็บรักษาข้อมูล Wallet ของคุณปราศจากไวรัสและมัลแวร์
  • ห้ามทำรหัสผ่าน Wallet หายเป็นอันขาด มิเช่นนั้นคุณอาจจะต้องเสียเหรียญ Crypto ทั้งหมดที่มีไป

เข้าใจถึงความผันผวนใน Cryptocurrency

Bitcoin และ Crytocurrency อื่นๆ มีความผันผวนสูงมาก เมื่อคุณซื้อเหรียญดิจิทัล คุณควรรู้ไว้เสมอว่ามูลค่าของเหรียญที่ถืออยู่นั้นอาจจะตกลงได้ทุกเมื่อ เนื่องจากตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งนักลงทุนอาจได้กำไร แต่อีกวันกลับขาดทุนมหาศาล ซึ่งเป้นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดา สำหรับคนที่เล่นเพื่อเก็งกำไร ไม่ควรถือเอาไว้นานจนเกินไป แต่สำหรับใครที่มองว่าเป็นการลงทุนระยะยาวควรใจนิ่งๆ และเมื่อราคาลงก็ควรที่จะมีสติและไม่ตัดสินใจขายไปในทันที

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าฝากเงินธนาคาร ต้องการรายได้สม่ำเสมอ (monthly cashflow) แต่ความเสี่ยงไม่สูงมากเท่า cryptocurrency และความผันผวนต่อตลาดต่ำ ตลาดสินเชื่อออนไลน์เป็นอีก 1 ทางเลือกที่น่าสนใจโดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 11% ต่อปี สามารถเลือกลงในสินเชื่อเพื่อธุรกิจที่ผ่านการประเมินเครดิตโดยเพียร์ พาวเวอร์ เมื่อผู้ขอสินเชื่อชำระเงินคืน นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินต้น + ดอกเบี้ย ท่านใดที่สนใจการลงทุนประเภทนี้สามารถทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ค่ะ

Leave a Reply