เงินลงทุนเท่าไหร่ ถึงจะใช่สำหรับแผนคุณ

เงินลงทุนเท่าไหร่ ถึงจะใช่สำหรับแผนการลงทุนของคุณ

เงินลงทุนและผลตอบแทนมีความสัมพันธ์กันโดยตรง นอกจากการเลือกสินทรัพย์เพื่อการลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงและวัตถุประสงค์ในการลงทุนแล้ว นักลงทุนควรตอบคำถามตนเองให้ได้ว่าในการใช้เงินลงทุนนั้น คุ้มค่าหรือไม่ในแง่มุมต่างๆ กัน

  • เงินลงทุนได้มาจากอะไร ถ้าเป็นเงินที่แบ่งมาจากก้อนอื่นเช่นเงินเดือน การวางแผนใช้เงินลงทุนควรคำนวณจากรายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่าย ที่เหลือจึงเป็นเงินลงทุน
  • ถ้าเป็นเงินลงทุนจากการต่อยอดเช่นมรดก เงินโบนัส สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเป้าหมาย ความเสี่ยงที่รับได้ 
  • ด้วยจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน การวางแผน และวิธีการจัดการเงินลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแต่ละคน แต่ละวัตถุประสงค์ไปจนถึงสินทรัพย์ที่จะลงทุน มีความแตกต่างกันในรายละเอียด ผลของความผิดพลาดจากการลงทุนจึงส่งผลกระทบต่อนักลงทุนแต่ละคนไม่เท่ากัน
  • เงินลงทุนเกี่ยวข้องผลตอบแทนที่ต้องการจะได้รับ บางคนต้องการลงทุนระยะสั้นโดยต้องการผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย หรือกระแสเงินสด ในขณะที่บางคนต้องการวางแผนรับผลตอบแทนระยะยาวเป็นรายเดือน 
  • บางครั้งการลงทุนก็เป็นไปเพื่อโครงการบางอย่างในชีวิต เช่นเกษียณ เรียนต่อ ซื้อรถ ซื้อบ้าน 

 

เงินลงทุนเท่าไหร่ ถึงจะใช่สำหรับแผนของคุณ

นักลงทุนส่วนมากมีเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นตัวเลขกลมๆ กันอยู่แล้ว เช่นต้องการเก็บเงินให้ได้ 5,000,000 บาท ภายใน 3 ปี หรือต้องการมีเงินล้านแรกตอนอายุ 25 เป็นต้น แล้วจึงเลือกว่าลงทุนอะไรดี ที่จะให้ผลตอบแทนได้ตามวัตถุประสงค์นั้น ซึ่งนอกเหนือจากการเลือกสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่ยอมรับได้แล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือเป้าหมายดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่จึงจะเป็นไปได้ ซึ่งสำหรับนักลงทุนแล้วการวางแผนใช้เงินลงทุนมีหลายปัจจัย

เงินลงทุนนั้นมาจากไหน

แหล่งที่มาของเงินลงทุนนั้น เหมือนจุดเริ่มต้นของการลงทุนที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน มันจึงเป็นตัวกำหนดทั้งการวางแผนและวิธีการที่ใช้ในการลงทุนไปในเวลาเดียวกัน รวมถึงเป็นตัวกำหนดระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายการลงทุนดังกล่าวด้วย ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ ขอแบ่งแหล่งที่มาของเงินลงทุนออกเป็น 2 ประเภท

เงินที่แบ่งมาจากก้อนอื่น

นักลงทุนที่ใช้เงินลงทุนลักษณะนี้มักเป็นพนักงานบริษัทที่รับเงินเดือนเป็นรายได้ทางเดียว ซึ่งสามารถลงทุนได้โดยสัดส่วนที่เหมาะสมกับเงื่อนไขด้านเงินลงทุน การวางแผนลงทุนของนักลงทุนกลุ่มนี้คือการวางแผนการลงทุนด้วยการทำความเข้าใจกับเงิน 4 ประเภทต่อไปนี้เป็นอันดับแรก

รายได้ หมายถึงเงินที่ได้รับทั้งหมดต่อเดือน

ค่าใช้จ่ายจำเป็น หมายถึง เงินที่ใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตต่างๆ  ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย 

เงินออม หมายถึงเงินที่เก็บไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากมีรายได้ทางเดียว ความเสี่ยงต่อการจะขาดรายได้หากตกงานก็จะตามมาด้วย หรือเป็นกรณีเจ็บไข้ได้ป่วยที่ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม ซึ่งเงินออมนี้มีหลายสูตรที่ต่างกัน บ้างบอกว่าต้องมีอย่างน้อย 3 เดือน บ้างก็บอกว่า 6 เดือนขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและช่องทางในการจะได้รับเงินคืนมาอีกครั้ง

เงินลงทุน หมายถึงเงินที่จะเอาไปต่อยอดให้งอกเงยขึ้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง

ซึ่งในทั้ง 4 ก้อนนี้ นักลงทุนหลายคนสับสนระหว่างเงินออมกับเงินลงทุน หลายคนเลือกใช้เงินออมมาลงทุน ซึ่งหากพิจารณาในมุมหนึ่งนั่นคือการเพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวเองจากการลงทุน เพราะหากมีเงินออมไม่เพียงพอต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินในชีวิต และการลงทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือเลวร้ายที่สุดคือเสียการลงทุนนั้นไป ก็อาจทำให้นักลงทุนเกิดปัญหาทางการเงินได้ วิธีคำนวณเงินลงทุนของกลุ่มนี้ควรจะเป็น

รายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่าย = เงินลงทุน

หากคุณเป็นนักลงทุนกลุ่มนี้และเป็นนักลงทุนมือใหม่ เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้อาจรู้สึกท้อว่าการลงทุนช่างเป็นหนทางที่ยาวไกล และด้วยสูตรนี้แล้วโอกาสจะบรรลุเป้าหมายการลงทุนจะเป็นไปได้อย่างไร เพียร์ พาวเวอร์ อยากบอกให้ทราบว่าคุณอยู่ในกลุ่มนักลงทุนที่มีมากที่สุด และนักลงทุนส่วนมากก็เริ่มต้นด้วยวิธีเดียวกัน คือวางแผนการเงินเป็นอันดับแรก สะสมจนมีเงินออมเพียงพอ แล้วจึงมองหาการลงทุนที่พอดีกับเงื่อนไขด้านความเสี่ยงและผลตอบแทน ดังนั้นวิธีที่เพียร์ พาวเวอร์แนะนำนี้จึงเป็นวิธีคำนวณเงินลงทุนที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับนักลงทุนมือใหม่ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมากที่สุด

เงินที่ได้มาจากการต่อยอดหรือเงินเย็น

นักลงทุนกลุ่มนี้คือนักลงทุนที่ใช้เงินเหลือมาต่อยอดความมั่งคั่ง เพียร์ พาวเวอร์ พบว่ามีตั้งแต่พนักงานบริษัทระดับผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจ ผู้ได้รับมรดก หรือบางทีก็เป็นพนักงานบริษัทธรรมดาที่ได้รับโบนัสประจำปี และไม่มีแผนใช้เงินก้อนดังกล่าว และบ่อยครั้งก็เป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีประสบการณ์ มีมุมมองและวิธีการลงทุนรวมถึงเป้าหมายการลงทุนเป็นของตัวเอง 

กลุ่มนี้จึงใช้เงินลงทุนในลักษณะทำอย่างไรให้การลงทุนนั้นคุ้มค่ามากที่สุด เช่นกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ประเภทใดจึงจะดี ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้เป้าหมายมักไม่ใช่ตัวเลขกลมๆ เหมือนกลุ่มแรก แต่เป็นการบริหารสินทรัพย์ให้มีรายรับเข้ามามากที่สุดบนความเสี่ยงที่ยอมรับได้

เงินลงทุนมาจากไหนได้บ้าง

เงินลงทุนนั้นมีเป้าหมายเพื่ออะไร

สำหรับเป้าหมายในการลงทุนของนักลงทุนแต่ละคนนั้นมีจุดร่วมกันคือผลตอบแทน ซึ่งมีทั้งผลตอบแทนเป็นตัวเงินตรงๆ ความมั่นคงแต่ละด้านในชีวิต หรือมีโครงการการใช้เงิน ซึ่งแต่ละแบบจะมีวิธีการใช้เงินลงทุนที่แตกต่างกัน

ต้องการผลตอบแทนเป็นตัวเงิน

นักลงทุนที่ลงทุนในลักษณะนี้ มักมีเป้าหมายในการลงทุนเป็นตัวเลขที่ชัดเจน เช่นมีเงินล้านแรกตอนอายุ 25 ดังที่เพียร์ พาวเวอร์ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งโจทย์ของนักลงทุนลักษณะนี้ จะสัมพันธ์กับ 2 เงื่อนไขคือ ระยะเวลา กับผลตอบแทน 

นักลงทุนที่มีเป้าหมายดังกล่าวย่อมเป็นนักลงทุนที่อายุยังน้อย ดังนั้นจึงสามารถรับความเสี่ยงได้มาก ถ้าชอบการลงทุนกระแสหลักจะเลือกการลงทุนในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นสินทรัพย์หลักที่มีสัดส่วนมากกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นก็ได้

หรือต้องการผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสดพร้อมดอกเบี้ย การลงทุนใน Debt Crowdfunding ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นการลงทุนในลักษณะการเป็นเจ้าหนี้ซึ่งต้องได้รับการชำระเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา

ต้องการผลตอบแทนเป็นความมั่นคงในชีวิต

เช่นการซื้อบ้าน การวางแผนเกษียณ การลงทุนในลักษณะนี้คือการใช้เงินลงทุนเพื่ออนาคต และมักเป็นการวางแผนเพื่อการออมไปด้วยในตัว ผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อความมั่นคงในชีวิตจึงมักเลือกการลงทุนระยะยาว ซึ่งสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ตอบสนองเป้าหมายดังกล่าวมีให้เลือกมากมาย เช่นกองทุนรวมที่เน้นการออม ตราสารหนี้ระยะยาวเป็นต้น หรือการซื้อบ้านก็เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในระยะยาวถือเป็นสินทรัพย์ที่มีแต่จะเพิ่มพูนมูลค่ามากขึ้น หรือแม้แต่การฝากประจำที่แม้จะได้ผลตอบแทนต่ำกว่าการลงทุนประเภทอื่น แต่ก็เป็นการลงทุนที่มีความปลอดภัยสูงมาก และมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนจะไม่หายไปไหน
การลงทุนระยะยาวในลักษณะที่กล่าวมาแล้วดีในแง่การให้ความมั่นคง แต่ก็มีโอกาสที่จะขาดสภาพคล่องได้เช่นกัน ถ้าสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่นอสังหาริมทรัพย์ที่ในบางทำเลต้องใช้เวลาอย่างน้อยหกเดือนจึงจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

ต้องการใช้เงินเพื่อโครงการบางอย่าง

บางครั้งเป้าหมายในการลงทุนก็ไม่ใช่การได้รับเงินทองเพิ่มพูนขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เป็นความต้องการใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อบางเหตุการณ์ในชีวิต เช่นการเปิดกิจการ แต่งงาน เรียนต่อ เที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งเป้าหมายการลงทุนในส่วนนี้มีโอกาสสำเร็จได้ด้วยหลายวิธี ทั้งการเก็บออม การขอสินเชื่อ การลงทุนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเร่งระยะเวลาให้โครงการนั้นๆ ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น เพราะเงินลงทุนไม่ได้หายไปไหน ในขณะเดียวกันก็ได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาด้วยนั่นเอง 

การลงทุนลักษณะนี้ไม่มีหนทางที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าโครงการดังกล่าวจะบรรลุจุดประสงค์ได้เมื่อไหร่ โดยการเลือกสินทรัพย์เพื่อการลงทุนรวมถึงเงินลงทุนที่ใช้จะมีความสำคัญกับการลงทุนในลักษณะนี้มาก

เงินลงทุนแปรเป็นผลตอบแทนด้านใด

เงินลงทุนใช้เท่าไหร่กับอะไรดี

ในการจัดพอร์ตการลงทุน เพียร์ พาวเวอร์ มักเจอกับสูตรการลงทุน 2 แบบ คือแบบนักลงทุน Traditional และนักลงทุนแบบ Aggressive ที่ข้อแตกต่างในการใช้เงินลงทุนของนักลงทุน 2 ประเภทนี้คือสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกับการกระจายคความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ เช่นหุ้นกู้ การฝากประจำ กองทุนรวม เป็นต้น ซึ่งสัดส่วนที่มักพบคือ

นักลงทุนแบบ Traditional 

เน้นการลงทุนแบบปลอดภัย ความเสี่ยงน้อย และได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอ สัดส่วนของนักลงทุนกลุ่มนี้ จึงเป็นการใช้เงินลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างๆ เน้นที่ให้ผลตอบแทนคงที่ โดยจัดให้ในพอร์ตโฟลิโอมีหุ้นซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่เพียง 50% หรือน้อยกว่า สัดส่วนการลงทุนของของนักลงทุนแบบ Traditional คือ

หุ้น น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50% สินทรัพย์อื่นๆ ในสัดส่วนที่เหลือ

นักลงทุนแบบ Aggressive

เน้นลงทุนด้วยเงินลงทุนน้อยที่สุดเพื่อผลตอบที่มากที่สุด จึงเป็นนักลงทุนที่กล้าได้กล้าเสีย พร้อมติดตามสถานการณ์ตลาด นักลงทุนกลุ่มนี้จึงเน้นการลงทุนในหุ้นมากกว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ซึ่งมักลงทุนในสัดส่วนดังนี้

หุ้น 60 –  90% และสินทรัพย์อื่นๆ ในสัดส่วนที่เหลือ

 

การวางแผนใช้เงินในการลงทุนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ตั้งแต่ที่มาของเงินที่ใช้เริ่มต้นเพื่อการลงทุนตลอดจนผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละประเภท ความเสี่ยงและระยะเวลาที่ต้องการได้รับผลตอบแทนคืน ซึ่งนักลงทุนเองจะทราบดีที่สุดว่าตนเองมีข้อจำกัดและเงื่อนไขใดบ้างสำหรับการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ ทั้งนี้นักลงทุนควรตรวจสอบทิศทางของตลาดการลงทุนและหมั่นปรับปรุงพอร์ตโฟลิโอให้เหมาะสมกับสภาพตลาด ณ ขณะนั้นอยู่เสมอ เพื่อให้เงินลงทุนที่ให้ไปเกิดประโยชน์สูงสุด

เปิดบัญชีนักลงทุน

ลงทุนใน SME

Leave a Reply