อยากลงทุนใน Lending Based Crowdfunding

อยากลงทุนใน Lending Based Crowdfunding ต้องรู้อะไรบ้าง

อยากลงทุนใน Lending Based Crowdfunding ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ Debt Crowdfunding หรือ Peer to Peer Lending(P2P) จะทำยังไง

  • ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นนักลงทุนก่อนเป็นอันดับแรก โดยทั้ง Debt Crowdfunding และ P2P Lending เปิดให้นักลงทุนทั้งรายบุคคลและสถาบันสามารถลงทุนได้
  • เป็นการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ที่มีกระบวนการประเมินความเสี่ยงในด้านการเงินของกิจการหรือบุคคล และดำเนินการเป็นตัวกลางระหว่างผู้ขอสินเชื่อกับนักลงทุน
  • อยากลงทุนใน Lending Based Crowdfunding ในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดย 2 หน่วยงานคือ SEC ดูแล  Debt Crowdfunding ส่วน BOT ดูแล Peer to Peer Lending
  • การลงทุนใน Lending Based Crowdfunding ถือเป็นการลงทุนระยะสั้น นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนคือการชำระหนี้คืนเป็นงวดๆ พร้อมดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญา จึงเหมาะกับนักลงทุนที่เน้นลงทุนระยะสั้นและมองหาผลตอบแทนคงที่ 
  • ความเสี่ยงของการลงทุนประเภทนี้คือความเสี่ยงต่อการเบี้ยวหนี้ และสภาพคล่องของเงินที่ลงทุน เพราะอาจไม่สามารถเรียกคืนเงินลงทุนได้ก่อนครบสัญญา

 

อยากลงทุนใน Lending Based Crowdfunding ต้องรู้อะไรบ้าง

การลงทุนแบบ Lending Based Crowdfunding เป็นการลงทุนในรูปแบบที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย ด้วยลักษณะเป็นการระดมทุนจากคนหลายๆ คนเพื่อเงินก้อนหนึ่ง เป็นรูปแบบที่หลายคนยังไม่คุ้นเคย แต่เมื่อมองถึงผลตอบแทนที่สามารถให้ได้ไม่จำกัดในกรณีของ Debt Crowdfunding และ 15% ต่อปีในกรณีของ Peer to Peer Lending (P2P Lending)  ก็อาจจะจูงใจให้นักลงทุนที่กำลังมองหาสินทรัพย์ในการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ เกิดความสนใจอยากลงทุน แต่ด้วยความใหม่มากของมันนั่นเอง ที่อาจทำให้หลายคนอยากรู้ว่า มันลงทุนยังไง

อยากลงทุนต้องรู้ว่ามีคุณสมบัติหรือไม่

เพียร์ พาวเวอร์ เคยบอกไว้แล้วว่าการลงทุนแบบ Lending Based Crowdfunding ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ แบบ Debt Crowdfunding ที่เป็นการระดมทุนเพื่อธุรกิจในรูปแบบของหุ้นกู้ กับแบบ Peer to Peer Lending คือการให้สินเชื่อกับบุคคลทั้งเพื่อใช้จ่ายและเพื่อธุรกิจ ซึ่ง 2 แบบนี้มีการกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุนไว้ต่างกัน

คุณสมบัตินักลงทุนแบบ Debt Crowdfunding 

นักลงทุนที่สนใจจะลงทุนแบบ Debt Crowdfunding ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดย SEC คือกลุ่มที่อยากลงทุนเฉพาะในธุรกิจเท่านั้น กลุ่มที่สามารถลงทุนใน Debt Crowdfunding ได้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

นักลงทุนรายบุคคล(Individual Investor)คือนักลงทุนที่ลงทุนในนามของตัวเอง ซึ่งนักลงทุนรายบุคคลที่สามารถลงทุนในธุรกิจที่นำมาระดมทุนในลักษณะของหุ้นกู้ได้ มีอยู่ 3 ประเภทคือ

นักลงทุนรายย่อย

คือบุคคลทั่วไปที่สนใจในการลงทุนกับธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs)

นักลงทุนรายใหญ่(High Net Worth)

คุณสมบัติของนักลงทุนจะแบ่งออกตามจำนวนสินทรัพย์ โดยกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่อยากลงทุนลักษณะนี้ ต้องเป็นนักลงทุนรายใหญ่ตามคำจำกัดความของ กลต. ซึ่งดูจากสินทรัพย์ที่มี คือ

  • สินทรัพย์สุทธิไม่รวมมูลค่าที่พักอาศัย มากกว่าหรือเท่ากับ 50  ล้านบาท
  • เงินลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ มากกว่าหรือเท่ากับ 10  ล้านบาท

         หรือรวมเงินฝาก มากกว่าหรือเท่ากับ 20 ล้านบาท

  • รายได้ต่อปีมากกว่าหรือเท่ากับ   4 ล้านบาท

นักลงทุนรายใหญ่พิเศษ(Ultra High Net Worth)

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนรายใหญ่พิเศษจะมีสินทรัพย์มากกว่านักลงทุนรายใหญ่ ประมาณครึ่งเท่าตัว ซึ่งเป็นไปตามกำหนดของ กลต. อีกเช่นกัน โดยนักลงทุนรายใหญ่พิเศษจะมีคุณสมบัติดังนี้

  • สินทรัพย์สุทธิไม่รวมมูลค่าที่พักอาศัย มากกว่าหรือเท่ากับ 70  ล้านบาท
  • เงินลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ มากกว่าหรือเท่ากับ 25  ล้านบาท

         หรือรวมเงินฝาก มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ล้านบาท

  • รายได้ต่อปีมากกว่าหรือเท่ากับ 10 ล้านบาท

อยากลงทุนใน Lending Based Crowdfunding ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

นักลงทุนสถาบัน(Institute Investor) คือกลุ่มบริษัท กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ หรือสถาบันการเงินการลงทุนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อการลงทุนโดยกฎหมาย หรือที่เรียกว่านิติบุคคล ซึ่งกลุ่มนักลงทุนสถาบันก็แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเช่นเดียวกับนักลงทุนรายบุคคลคือ เป็นกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ และนักลงทุนรายใหญ่พิเศษ โดยแบ่งตามกำหนดของ กลต. ดังนี้

นักลงทุนรายใหญ่(High Net Worth)

นักลงทุนสถาบันที่อยากลงทุนใน Debt Crowdfunding ต้องมีสินทรัพย์ในจำนวนที่ กลต. กำหนด 

  • สัดส่วนผู้ถือหุ้น มากกว่าหรือเท่ากับ 100  ล้านบาท
  • เงินลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ มากกว่าหรือเท่ากับ 20  ล้านบาท

         หรือรวมเงินฝาก มากกว่าหรือเท่ากับ 40 ล้านบาท

นักลงทุนรายใหญ่พิเศษ(Ultra High Net Worth)

นักลงทุนรายใหญ่พิเศษที่เป็นนักลงทุนสถาบัน จะต้องมีสินทรัพย์มากกว่านักลงทุนรายใหญ่ ประมาณ 1 เท่าตัว คือมีคุณสมบัติดังนี้

  • สัดส่วนผู้ถือหุ้น มากกว่าหรือเท่ากับ 200  ล้านบาท
  • เงินลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ มากกว่าหรือเท่ากับ 40  ล้านบาท

        หรือรวมเงินฝาก มากกว่าหรือเท่ากับ 80 ล้านบาท

ซึ่งนักลงทุนแบบรายบุคคลกับนักลงทุนสถาบันจะมีข้อจำกัดในการลงทุนที่ต่างกัน คือนักลงทุนรายบุคคลจะลงทุนใน Debt Crowdfunding ได้ไม่เกินปีละ 1,000,000 บาท ในขณะที่นักลงทุนแบบสถาบัน สามารถลงทุนได้ไม่จำกัดจำนวน

คุณสมบัตินักลงทุนแบบ Peer to Peer lending(P2P Lending)

เมื่อมองไปที่เงื่อนไขในการขอสินเชื่อ เราจะพบว่าการขอสินเชื่อแบบ Peer to Peer Lending นั้น นอกจากจะเอื้อต่อผู้ขอสินเชื่อที่สามารถขอได้ทั้งสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวและสำหรับธุรกิจแล้ว เราจะพบว่าเอื้อต่อนักอยากลงทุนอีกด้วย เพราะเปิดกว้างให้ทั้งนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนที่มิใช่รายย่อยสามารถลงทุนได้ แต่มีข้อจำกัดในจำนวนเงินที่ลงทุน คือนักลงทุนรายบุคคลจะลงทุนได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี และนักลงทุนสถาบันหรือนิติบุคคล สามารถลงทุนได้โดยไม่จำกัดจำนวน

อยากลงทุนต้องทำอย่างไร

ถ้าตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว พบว่าเป็นนักลงทุนมีคุณสมบัติสามารถลงทุนได้และอยากลงทุนในรูปแบบนี้ คำถามต่อมาคือจะลงทุนได้อย่างไร ซึ่งทั้ง Debt crowdfunding และ Peer to Peer Lending เป็นการลงทุนในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งจะมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ที่สร้างระบบการจับคู่และประเมินคุณสมบัติทั้งผู้ขอระดมทุนและผู้ลงทุนขึ้นมา ซึ่งผู้ให้บริการดังกล่าวจะทำหน้าที่จับคู่ และดำเนินการด้านเอกสารและกระบวนการต่างๆ ระหว่างนักลงทุนกับผู้ขอระดมทุน โดยได้รับผลตอบเทนเป็นค่าธรรมเนียม

อยากลงทุนใน Lending Based Crowdfunding วิธีการ และข้อควรคำนึงถึง

อยากลงทุนใน Lending Based Crowdfunding ต้องคิดถึงอะไรบ้าง

ในการลงทุนนั้น การมีแต่ใจหรือความอยากลงทุนไม่ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ สำหรับนักลงทุนที่มีความสนใจในการลงทุนรูปแบบใหม่นี้ มีสิ่งที่เพียร์ พาวเวอร์ อยากให้คำนึงถึงก่อนตัดสินใจอยู่ 2 ข้อ

คิดถึงเป้าหมายทางการลงทุน

เพียร์ พาวเวอร์เชื่อว่า นักลงทุนทุกคนมีเป้าหมายในการลงทุนเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งทั้ง Debt Crowdfunding และ Peer to Peer Lending นั้น จะเป็นการลงทุนระยะสั้นคือ ไม่เกิน 24 เดือน รับผลตอบแทนเป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยที่ผู้กู้ยืมจะผ่อนชำระให้เป็นงวดๆ โดยแบบ P2P Lending จะให้ผลตอบแทนสูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี ในขณะที่แบบ Debt Crowdfunding ไม่ได้จำกัดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ การลงทุนแบบนี้จึงเหมาะกับคนที่มีเงินเย็น และต้องการความเสี่ยงที่น้อยกว่าหุ้น ถ้าผลตอบแทนและวิธีการลงทุนดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมาย และจูงใจให้นักลงทุนอยากลงทุน การลงทุนแบบ Lending Based Crowdfunding ก็เป็นตัวเลือกที่ดี

คิดถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้

นักลงทุนทุกคนน่าจะรู้จักความเสี่ยงในการลงทุนกันดีอยู่แล้ว ซึ่งความเสี่ยงที่สำคัญและเพียร์ พาวเวอร์ มักจะได้รับการตั้งคำถามจากนักลงทุนเป็นคำถามแรกๆ คือ การเบี้ยวหนี้ ซึ่งนอกจากข้อนี้ความเสี่ยงอีกข้อที่ควรนึกถึงคือความเสี่ยงจากสภาพคล่อง เพราะไม่สามารถขาย หรือเรียกชำระหนี้ก่อนเวลาได้ เพราะยังไม่มีตลาดรองออกมารองรับ รวมทั้งประเภทธุรกิจที่ลงทุน ซึ่งตอบได้ยากว่าจะเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่ในอนาคต

สำหรับนักลงทุนที่อยากลงทุนแบบ Lending Based Crowdfunding ถ้าคุณสมบัติได้ มองเห็นว่าเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ทางการลงทุนของตัวเอง รวมถึงรับได้กับความเสี่ยงที่ว่ามาทั้งหมด การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนคงที่ลักษณะนี้ ก็ถือเป็นการลงทุนที่ดีไม่น้อยเลย

Leave a Reply