ลงทุนอะไรดี(What I should be invest)

ลงทุนอะไรดี คำถามยอดฮิตของนัก(อยาก)ลงทุน

ลงทุนอะไรดี เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการลงทุนของหลายๆ คน ซึ่งนัก(อยาก)ลงทุนแต่ละคนก็มีปัจจัยหลายด้านที่ต้องประเมินก่อนจะเลือกว่าลงทุนอะไรดี เช่น

  • ปัจจัยส่วนบุคคลต่างๆ เช่นเป้าหมาย ความเสี่ยง ระยะเวลา และความคุ้มค่าของผลตอบแทนที่จะได้รับก็สำคัญต่อการตัดสินใจ
  • การลงทุนแต่ละประเภทมีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต่างกัน ในการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่นเงินฝาก พันธบัตร หุ้น ตราสารหนี้ มีผลตอบแทนที่ระหว่าง 3 – 12% ต่อปี
  • การลงทุนกับสินทรัพย์อื่น เช่นทองคำ ของสะสม อสังหาริมทรัพย์ มีลักษณะการลงทุน ผลตอบแทนและระยะเวลาในการได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากัน
  • ในยุคดิจิทัลแบบนี้ การลงทุนออนไลน์ก็ได้รับความนิยมซึ่งการลงทุนทางออนไลน์มีทั้งลงทุนกับเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ คริปโตเคอเรนซี่ การลงทุนใน Market place แพลตฟอร์มต่างๆ หรือ Lending Based Crowdfunding ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
  • ความผันผวนของตลาดก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาเพื่อตอบคำถามว่า ลงทุนอะไรดี

ลงทุนอะไรดี คำถามยอดฮิตของนัก(อยาก)ลงทุน

        การลงทุนคือการนำทุนที่เรามีอยู่มาทำให้งอกเงยด้วยวิธีต่างๆ กัน เมื่อมีเงินเย็นจำนวนหนึ่งแล้ว หลายคนจึงเริ่มอยากลงทุนเพื่อให้เงินทำงานแทนเรา แต่คำถามแรกของการลงทุนคือจะลงทุนอะไรดี ที่เงินก้อนนี้ไม่สูญเปล่าและได้ผลกำไรคืนกลับมาอย่างคุ้มค่า ซึ่งปัจจัยที่จะใช้ในการพิจารณาว่าลงทุนอะไรดี ประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่น

ลงทุนอะไรดีเมื่อมีเป้าหมายที่ตั้งไว้

        การกำหนดเป้าหมายในการลงทุน คือการกำหนดแผนการลงทุนทั้งหมด เป้าหมายในการตัดสินใจว่าลงทุนอะไรดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่นอยากลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 10% ในระยะเวลาอันรวดเร็ว สินทรัพย์ที่สามารถให้ผลตอบแทนลักษณะนี้ได้คือหุ้น (Stock) เพราะเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูง รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันความเสี่ยงจะเสียเงินไปทั้งก้อน หรือถือหุ้นที่ไม่ทำกำไรก็มีอยู่มาก แต่ถ้ามีเป้าหมายเพื่อให้มีเงินใช้ตอนเกษียณโดยได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากประจำ กองทุนรวมก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีระยะเวลาในการปันผลนาน และถ้าถือครองครบตามกำหนดเวลาและเป็นกองทุนรวมที่ดี จะมีผลตอบแทนที่ดีด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่าเป้าหมายในการลงทุน เป็นตัวกำหนดวิธีการลงทุน สินทรัพย์ที่จะลงทุน รวมไปถึงผลตอบแทนที่จะได้รับด้วย

เป้าหมายในการลงทุน จะช่วยให้เราวางแผนทั้งเงินที่ใช้ การกระจายความเสี่ยง และผลตอบแทนได้ตั้งแต่แรก

ลงทุนอะไรดี เมื่อประเมินจากความสามารถในการรับความเสี่ยง

        ความเสี่ยงในการลงทุน คือความไม่แน่นอนว่าจะกำไร เท่าทุน หรือ ขาดทุน  ซึ่งคนแต่ละคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน กฎหมายจึงบังคับให้ในการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละครั้ง ทางบริษัทที่เป็นผู้จัดการหลักทรัพย์กองทุนต้องมีการตรวจสอบความเสี่ยงให้กับลูกค้าทุกราย เช่นแบบทดสอบความเสี่ยงทางการเงิน(TSI Risk Profile Questionaire)ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ช่วยให้เราทราบถึงสถานะทางการเงิน อัตราความเสี่ยงที่เรารับได้  ประเภทของสิ่งที่จะลงทุน ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจได้เป็นอย่างดีว่าจะลงทุนอะไรดี ถึงจะยังรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ ซึ่งความเสี่ยงจากการลงทุน สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ความเสี่ยงหลักๆ คือ

  • ความเสี่ยงต่อการผิดนัดการชำระหนี้ (Credit/Default Risk) คือการลงทุนของเราไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ การลงทุนที่เสี่ยงข้อนี้คือ พันธบัตรรัฐบาล
  • ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง(Liquidity Risk) คือซื้อง่าย ขายยาก ต้องใช้เวลาในการแปรการลงทุนให้เป็นเงินหรือผลตอบแทนอื่น เช่นอสังหาริมทรัพย์ เงินฝากประจำ กองทุน
  • ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) คือเสี่ยงต่อการได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คิดไว้ เช่นดอกเบี้ยตอนซื้อมากกว่าการลงทุนอีกประเภทหนึ่ง แต่เมื่อขายหรือถึงเวลาได้รับค่าตอบแทนกลับได้น้อยกว่า เช่นพันธบัตรรัฐบาล
  • ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Risk) คือถือครองแล้วมูลค่าลดลงเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ อาจเกิดขึ้นได้กับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยไม่เพิ่มดอก เช่นพันธบัตร หุ้นกู้ เป็นต้น
  • ความเสี่ยงจากการนำเงินไปลงทุนต่อ (Reinvestment Risk) เกิดขึ้นได้กับตราสารหนี้ คือเมื่อดอกเบี้ยลดลง แล้วนักลงทุนเลือกไถ่ถอนตราสารหนี้ เพื่อนำไปซื้อตราสารชุดใหม่ที่ราคาถูกลง ความเสี่ยงคืออัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นผลตอบแทนจะต่ำลงด้วย

ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่เลือกลงทุน นักลงทุนส่วนมากจึงเลือกลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เพื่อให้ไม่เกิดการสูญเสียแบบทั้งหมดในครั้งเดียว

ลงทุนอะไรดีเมื่อพิจารณาจากความเสี่ยง

ลงทุนอะไรดี ที่เป็นการลงทุนกระแสหลัก

ถ้าพูดถึงเงินต่อเงิน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ก็จะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่นักลงทุนนึกถึง เพราะค่อนข้างชัดเจนว่าลงทุนเป็นเงินและผลตอบแทนก็คือเงิน ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีข้อดีข้อเสีย ผลตอบแทน และระยะเวลาในการตอบแทนต่างกันปรนะกอบกับมีความหลากหลายมาก แต่ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนมี 5 ประเภทด้วยกัน

ลงทุนอะไรดีที่ทำแล้วมีเงินเก็บแน่นอน = ฝากประจำ (Fixed deposit)

เป็นการเก็บเงินเป็นจำนวนเท่าๆ กันสม่ำเสมอทุกเดือนมีกำหนดระยะเวลาในการฝาก และไม่สามารถถอนได้ทันที ส่วนมากจะตัดเงินจากบัญชีเงินเดือนไปเป็นเงินฝากประจำ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำในปัจจุบัน อยู่ที่ไม่เกิน 3% ต่อปี 

เมื่อดูจากระยะเวลาในการฝากเทียบกับผลตอบแทนแล้ว จะพบว่า การลงทุนแบบฝากประจำเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงมากเพราะเงินเอาเข้าไปเก็บไว้เฉยๆ ต้องการมีเงินเก็บ และอยากลงทุนระยะยาว นอกจากนี้การฝากประจำยังทำให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้อีกด้วย การลงทุนแบบฝากประจำมีความก้ำกึ่งกันระหว่างการออม(Saving) กับการลงทุน (Investing) และเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น

ลงทุนอะไรดีที่ได้กระจายความเสี่ยง = กองทุนรวม (Mutual Fund)

คือ การที่่บริษัทหลักทรัพย์หนึ่ง จัดการตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อนำเงินที่อยู่ในกองทุนไปบริหารให้งอกเงย หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ หลายๆ คนนำเงินไปรวมกันแล้วให้ผู้ตั้งกองทุนซึ่งมีความรู้ทางการเงินการลงทุนบริหารให้ ซึ่งผลกำไรที่ได้จะนำมาเป็นปันผลตามนโยบายในการบริหารจัดการเช่นผลตอบแทน 10% ในการถือครอง 5 ปี ก็จะได้เงินปันผลปีละ 2 %

กองทุนรวมมีข้อดีคือ ผลตอบแทนค่อนข้างดี และไม่ต้องติดตามดูแลกองทุนเอง เพราะมีคนที่เชี่ยวชาญกว่าบริหารให้ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาว และได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี แต่ข้อเสียของกองทุนรวมคือมีความเสี่ยงเท่ากับสินทรัพย์ที่ลงทุน นั่นหมายความว่า ถ้ากองทุนรวมที่เลือกมีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากเช่นหุ้น หรือในสินทรัพย์เฉพาะที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในการลงทุนมาก โอกาสผิดพลาดก็จะมากตามไปด้วย

ลงทุนอะไรดีที่ได้เงินคืนแน่นอน = ตราสารหนี้ (Bond)

คือ สัญญากู้ยืมเงินซึ่งกำหนดผลตอบแทน และเวลาการคืนเงินต้นเอาไว้ล่วงหน้า ตราสารหนี้มี 2 ประเภท ประเภทที่ออกโดยรัฐบาลเรียกว่าพันธบัตรรัฐบาล และประเภทที่ออกโดยเอกชนเรียกว่าหุ้นกู้

        โดยพันธบัตรจะมีอัตราผลตอบแทนที่ไม่สูงนักและเป็นดอกเบี้ยตายตัวไม่มีการปรับขึ้นลง ซึ่งมักให้ผลตอบแทนประมาณ 3% แต่จะสูงกว่าอัตราเงินฝาก ณ ขณะนั้นเสมอ มักมีราคาขายถูกกว่ามูลค่าที่ระบุไว้ ในขณะที่หุ้นกู้ จะแบ่งย่อยลงไปอีก 4 ประเภท คือ

  • หุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยคงที่ ให้ผลตอบแทนตายตัวตามที่ตกลงไว้แต่แรก
  • หุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตั เปลี่ยนแปลงอัตราผลตอบแทนได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้
  • หุ้นกู้แบบทยอยจ่ายเงินต้น แบ่งจ่ายเงินต้นและผลตอบแทนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
  • หุ้นกู้แปลงสภาพ ผู้ถือเปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์อื่นได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้

        ตราสารหนี้โอนเปลี่ยนมือได้ แม้จะยังถือไม่ครบตามกำหนดก็ตาม โดยการดูความคุ้มค่าของตราสารหนี้จะดูจากค่า Yield to maturity หรือผลตอบแทนจนครบกำหนดการถทอครอง หากนักลงทุนคิดแล้วว่าจะลงทุนอะไรดี แล้วมาลงตัวที่ตราสารหนี้ มีหลักการง่ายๆ คือดูว่าเมื่อถึงกำหดนไถ่ถอนอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจะเป็นอย่างไร โดยพันธบัตรให้เปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ส่วนหุ้นกู้ให้บวกค่า Credit Spread ที่เป็นส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากประจำและผลตอบแทนจากพันธบัตรไปด้วย เพราะหุ้นกู้มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ความคุ้มค่าในการลงทุนจึงต้องบวกความเสี่ยงในส่วนนี้เข้าไป

ลงทุนอะไรดี ที่ไม่ลำบากตอนแก่ = กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident fund)

คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงว่าจะจ่ายเงินเข้าไปในกองทุนนี้ เพื่อเป็นทุนให้กับลูกจ้างในอนาคตในกรณีที่ลูกจ้างเกษียณ ลาออก ทำงานไม่ได้ หรือจ่ายให้ครอบครัวถ้าลูกจ้างเสียชีวิต โดยนายจ้างต้องจ่ายไม่น้อยกว่าลูกจ้าง ในอัตรา 2 – 15% ของเงินเดือน ซึ่งควรเลือกเก็บในอัตราสูงสุดที่เป็นไปได้ของกองทุนนั้น เพราะยิ่งลูกจ้างจ่ายมาก นายจ้างก็ต้องสมทบให้มาก เป็นประโยชน์ในอนาคตนั่นเอง 

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ใช่สวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด เป็นเรื่องที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันเพื่อก่อตั้งขึ้น โดยมักใช้วิธีฝากเงินให้บริษัทจัดการกองทุนดูแลให้ การมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เช่นเดียวกับการลงทุนอื่นๆ คือมีข้อดีในแง่ได้รับการดูแลเมื่อไม่ได้ทำงานแล้ว แต่ข้อเสียคือจะคุ้มค่าเมื่อทำงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ถ้าลาออกก่อนหน้านั้นจะต้องเสียภาษีจากผลตอบแทนในอัตราที่สูงมาก

ลงทุนอะไรดี ผลตอบแทนสูง = หุ้น (Stock)

คือ สิทธิในการเป็นเจ้าของร่วม และมีส่วนได้ส่วนเสียในบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหุ้นจะมีมูลค่ามากน้อยแล้วแต่สภาพของบริษัทนั้น หุ้นสามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึงปีละ 10 – 12%  ถ้าเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี จากผลตอบแทน 2 ส่วนด้วยกันคือ

เงินปันผล (Dividend)

คือกำไรส่วนหนึ่งที่ถูกแบ่งออกมาให้ผู้ถือหุ้นจากมติของกรรมการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกำไรทั้งหมดที่ได้รับ หุ้นอาจจะปันผลปีละครั้งหรือหลายครั้งก็ได้ตามแต่ข้อตกลงของหุ้นนั้นๆ

กำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain)

คือกำไรที่ได้เมื่อขายหุ้นตัวนั้นออกไป เป็นส่วนต่างที่ได้จากราคาขายเทียบกับราคาที่ซื้อมา

หุ้นมีสภาพคล่องสูง คือซื้อง่ายขายคล่อง แต่ก็ความเสี่ยงสูงตามไปด้วย

ดังนั้นหากคำถามคือลงทุนอะไรดี แล้วคำตอบคือการเลือกลงทุนแบบนักลงทุนกระแสหลัก นอกจากผลตอบแทนและระยะเวลาในการถือครองแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากคือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน ควบคู่ไปด้วย

ข้อดีของการลงทุนกระแสหลักคือมีตลาดรองรับที่แน่นอน และมีผลตอบแทนโดยประมาณอย่างเปิดเผย ตรวจสอบได้
ข้อเสียของการลงทุนกระแสหลักคือเมื่อเวลาเปลี่ยนไป ผลตอบแทนที่ได้อาจไม่เป็นไปตามคาด และทิศทางผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่การลงทุนนั้นผูกติดอยู่ด้วย

 ลงทุนอะไรดีที่คนนิยม

ลงทุนอะไรดี ที่เป็นการลงทุนทางเลือก

เมื่อความหมายของการลงทุนคือการทำเงินให้งอกเงย การลงทุนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเงินไปซื้อหุ้น ซื้อกองทุน ฝากประจำเท่านั้น มันครอบคลุมถึงการลงทุนในสินทรัพย์ การลงทุนทางธุรกิจต่างๆ อีกด้วย และยิ่งในยุคดิจิทัลแบบในปัจจุบัน การลงทุนยิ่งมีช่องทางให้เลือกมากมาย สำหรับนัก(อยาก)ลงทุนที่ไม่รู้จะลงทุนอะไรดี ก็มีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจ

ลงทุนอะไรดี ที่ไม่หายไปไหนและมีโอกาสตกทอดไปถึงทายาท = อสังหาริมทรัพย์

เป็นการลงทุนระยะยาวที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สามารถแปรเป็นต้นทุนได้หลากหลาย เช่นเป็นที่อยู่อาศัย เป็นสถานที่ประกอบกิจการ ปล่อยเช่า และมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ มากน้อยแล้วแต่ทำเลที่ตั้ง แต่การลงทุนในอสังหาฯ มีข้อเสียคือใช่ว่าจะซื้อขายได้ง่ายๆ นั่นหมายถึงมีสภาพคล่องน้อย การจะได้เงินจากการซื้อขาย ให้เช่าอสังหาฯ โดยตรงจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และอสังหาฯ ต้องการการดูแล ซ่อมบำรุง ซึ่งในส่วนนี้คือต้นทุนทั้งหมด การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องการเงินเย็น

ลงทุนอะไรดี ที่ซื้อง่ายขายคล่อง = ทองคำ

เป็นการลงทุนที่อมตะทุกยุคทุกสมัย ทองคำเป็นทรัพย์ที่มีมูลค่ามีราคาเสมอ มีสภาพคล่องสูงแปรเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความผันผวนของราคามาก รวมทั้งมีค่ากำเหน็จที่ทำให้ราคาซื้อขายในวันเดียวกันต่างกันมาก ดังนั้นหากต้องการซื้อทองเพื่อเก็บไว้ลงทุน ควรซื้อเป็นทองแท่งมากกว่าทองรูปพรรณ เพราะมีค่ากำเหน็จน้อยกว่า และปัจจุบันสามารถออมทองกับกองทุนดิจิทัล และเมื่อครบหน่วยสามารถถอนออกมาเป็นทองคำจริงๆ ได้อีกด้วย

ลงทุนอะไรดี ที่ซื้อมาก็เก๋ขายต่อก็กำไร แต่ต้องเลือกขายให้ถูกคน = แบรนด์เนมหรืองานศิลปะ

เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะการลงทุนในของสะสมมีกลุ่มคนที่พร้อมจ่ายถ้าเป็นรุ่นหายาก ได้รับความนิยมโอกาสทำกำไรมีมาก การลงทุนกับของสะสมต้องมีความรู้ในของนั้นจริงๆ เช่นรู้มูลค่า รู้รุ่น รู้แหล่ง และที่สำคัญรู้ว่าไหนแท้ไหนปลอม

ลงทุนอะไรดีที่ได้ผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสด = Lending based crowdfunding

การลงทุนแบบ Crowdfunding คือการที่บุคคลหรือเจ้าของธุรกิจนำธุรกิจของตนมาขอระดมทุนผ่านแพลตฟอร์ม ที่เป็นตัวกลางในการให้สินเชื่อ โดยจะได้รับผลตอบแทนเป็นการชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา การลงทุนประเภทนี้ในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้

ข้อดีของการลงทุนทางเลือกคือ มักเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนกระแสหลัก
ข้อเสียคือ สินทรัพย์ที่เลือกลงทุนมีความซับซ้อน และต้องมีความรู้ในสินทรัพย์นั้นจริงๆ จึงจะลดความเสี่ยงในการลงทุนได้

ลงทุนอะไรดีที่เป็นการลงทุนทางเลือก

การลงทุนธุรกิจ SME กับเพียร์ พาวเวอร์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลงทุน คือเป็นการนำเงินของผู้ลงทุนไปให้สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME โดยให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 11.4% ซึ่งสามารถระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในหลายๆ ธุรกิจด้วยเงินก้อนเดียวกันได้ ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ จะนำเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุนมาแชร์เรื่อยๆ ในอนาคต

เปิดบัญชีนักลงทุนใน SME

ลงทุนทางเลือกใหม่

 

Ref.

รู้จักการลงทุนแบบต่างๆ และการลงทุนแบบไหนเหมาะกับเรา

Leave a Reply