จัดพอร์ตลงทุนอย่างไรให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

จัดพอร์ตลงทุนอย่างไรให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

การจัดพอร์ตลงทุนด้วยหลักการกระจายความเสี่ยง นอกจากจะเลือกสินทรัพย์หลายๆ ประเภทไว้ในพอร์ตเดียวกันแล้ว การเลือกสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ก็เป็นอีกหนึ่งขั้นนตอนที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ

  • การกระจายสินทรัพย์(Asset Allocation)คือขั้นตอนการเลือกว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด ในสัดส่วนเท่าไหร่
  • การเลือกอย่างปลอดภัย(Security Selection)คือการระบุว่าในสินทรัพย์หลายๆ ประเภทที่เลือกจัดพอร์ตการลงทุนนั้น มีตัวใดบ้างที่ปลอดภัยให้ถือไว้ได้ในระยะยาว เช่นหุ้นของ AA หุ้นกู้ของ BBเป็นต้น
  • การกระจายสินทรัพย์ จะมาก่อนการเลือกอย่างปลอดภัย
  • ทั้งการกระจายสินทรัพย์และการเลือกอย่างปลอดภัย คือกลยุทธ์ในการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงเหมือนกัน และเป็นขั้นตอนต่อเนื่องกัน
  • นักลงทุนแต่ละสายจะมีวิธีการให้สัดส่วนในการกระจายสินทรัพย์ที่ต่างกัน รวมถึงการเลือกอย่างปลอดภัยต่างกัน

จัดพอร์ตลงทุนอย่างไรให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

นักลงทุนส่วนใหญ่รู้จักกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง(Diversification)ทางการลงทุน ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท ไม่ถือเพียงสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเช่น ไม่ลงทุนเฉพาะในหุ้นอย่างเดียว หรือไม่ลงทุนในหุ้นกู้อย่างเดียว เพื่อที่หากสถานการณ์ในตลาดมีความเปลี่ยนแปลง สินทรัพย์ประเภทหนึ่งให้ผลตอบแทนไม่ดี ก็ยังได้รับการชดเชยจากสินทรัพย์ประเภทอื่นที่ยังพอไปได้ ซึ่งวิธีนี้คือการกระจายสินทรัพย์(Asset Allocation) แต่ถ้าต้องการลดความเสี่ยงในการลงทุนให้เหลือน้อยลงกว่านั้น นักลงทุนต้องรู้จักการเลือกอย่างปลอดภัย(Security Selection )ด้วย

จัดพอร์ตการลงทุนแบบกระจายสินทรัพย์(Asset Allocation)คืออะไร

ในกลยุทธ์การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง(Diversification)ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการเลือกสินทรัพย์สำหรับการลงทุน ในพอร์ตหนึ่งควรมีสินทรัพย์ที่หลากหลาย ปรับแต่งให้เหมาะกับจุดประสงค์ในการลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละราย ซึ่งจุดนี้เองคือการเลือกกระจายสินทรัพย์(Asset Allocation) ซึ่งนักลงทุนจะมีวิธีการเฉลี่ยสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่ต่างกัน

โดยหลักการแล้วการกระจายสินทรัพย์คือการเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยเปลี่ยนแปลงต่างกันมาอยู่ในพอร์ตเดียวกัน ยิ่งมีความเกี่ยวข้องกันน้อยเท่าไหร่ ก็จะสร้างความสมดุลได้มากเท่านั้น เพราะนั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงในตลาดหนึ่งจะไม่ส่งผลกระทบกับอีกตลาดหนึ่ง เช่นความเปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงในตลาดตราสารหนี้ เมื่อตลาดตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนต่ำ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดหุ้น ทำให้ยังได้รับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นเป็นปกติ เป็นต้น

จัดพอร์ตลงทุนด้วยกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง

จัดพอร์ตการลงทุนโดยอ้างอิงการเลือกอย่างปลอดภัย(Security Selection)

หลังจากเลือกได้แล้วว่าในพอร์ตการลงทุนที่ถืออยู่ควรมีสินทรัพย์อะไรบ้าง ขั้นตอนต่อมาที่ช่วยลดความเสี่ยงในการจัดพอร์ตการลงทุนคือการเลือกอย่างปลอดภัย ซึ่งจะเป็นการระบุว่าในจำนวนสินทรัพย์แต่ละประเภทที่ถืออยู่นั้น มีตัวใดที่เหมาะจะถือไว้ในระยะยาว ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และตอบโจทย์ความต้องการในการลงทุน เช่นหุ้นของบริษัท A ไม่เคยตกไปเกินกว่าเกณฑ์ที่รับได้ และให้ผลตอบแทนหรือมีอัตราการเติบโตที่ดีอยู่เสมอ หรือหุ้นกู้ของบริษัท B เป็นบริษัทที่มั่นคง มีอายุการถือที่ไม่นานจนเกินไป และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นกู้ตัวอื่นที่มีอยู่ในตลาด หรือการลงทุนในกอง REIT อสังหาริมทรัพย์ประเภท Leasehold ของห้างสรรพสินค้ากลางเมือง มีอัตราการเช่าที่ดีและไม่น่าจะมีปัจจัยอื่นมาเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันใกล้ ย่อมดีกว่าคอนโดมิเนียมในย่านที่กำลังล้นตลาด ทั้งอัตราการเติบโตที่ดีกว่า ผลตอบแทนที่ดีกว่า และการไม่น่ามีปัจจัยมาเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันใกล้ สิ่งเหล่านี้คือข้อบ่งชี้ว่าหุ้น หุ้นกู้ หรือกอง REIT นั้นมีความปลอดภัยมากกว่าตัวอื่นในสินทรัพย์ประเภทเดียวกันที่นักลงทุนควรเลือกในการจัดพอร์ตลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง

ซึ่งหมายความว่านักลงทุนต้องทำการบ้านมาอย่างดีว่าสินทรัพย์ตัวใดในตลาดใดที่มีลักษณะเป็นการเลือกที่ปลอดภัยในขณะนั้นและถือไว้ให้นานกว่าตัวอื่นในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน โดยเลือกบนพื้นฐานความเข้าใจว่าไม่มีสินทรัพย์ชนิดใดหรือตัวใด ให้ผลตอบแทนที่ดีตลอดไป 

จัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุน

ทั้งการกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) และการเลือกอย่างปลอดภัย ล้วนแต่เป็นส่วนประกอบในการกระจายความเสี่ยงทางการลงทุนทั้งคู่ โดยนักลงทุนที่มีเป้าหมายทางการลงทุนต่างกันและรับความเสี่ยงได้ต่างกัน จะมีวิธีจัดพอร์ตการลงทุนให้มีความสมดุลไม่เหมือนกัน โดยถ้าแบ่งประเภทนักลงทุนออกตามการกระจายสินทรัพย์จะแบ่งได้ 2 แบบคือ นักลงทุนแบบ Agressive กับนักลงทุนแบบ Conservative

นักลงทุน Agressive หรือ Conservative ดูได้จากสัดส่วนการเลือกลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและเปลี่ยนแปลงง่ายมาก โดยนักลงทุนประเภท Agressive จะเลือกลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าการลงทุนอื่นๆ อาจเป็นที่หุ้น 80 % สินทรัพย์อื่น 20% หรือบางรายอาจเลือกลงทุนในหุ้นถึง 90% ของทั้งพอร์ตก็ได้ เพราะหลักการลงทุนของนักลงทุนประเภทนี้คือ High Risk, High Return เสี่ยงมากก็ได้รับผลตอบแทนมาก ในขณะที่นักลงทุนแบบ Conservative จะมีการลงทุนในหุ้นที่สัดส่วนน้อยกว่า อาจจะเป็นหุ้น 50% และสินทรัพย์อื่นๆ 50% หรือหุ้น 40% ของสินทรัพย์ที่ถือทั้งหมด โดยนักลงทุนแนวนี้จะเลือกสินทรัพย์โดยหลักการว่า เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดในเงื่อนไขผลตอบแทนที่สูงที่สุด

 

การจัดพอร์ตลงทุนโดยการกระจายสินทรัพย์ จึงเป็นการจัดพอร์ตที่เน้นความหลากหลายในสัดส่วนที่สอดคล้องกับเป้าหมายในการลงทุน และเลือกสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในแต่ละประเภทไว้ในพอร์ตด้วยเพื่อให้เกิดการสมดุลในทุกช่วงเวลาของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวนในปัจจุบัน

 

Ref. Investopedia

เปิดบัญชีนักลงทุน

ลงทุนใน SME

Leave a Reply