คู่มือขอสินเชื่อสำหรับ SME: เลือกใช้อย่างไรให้ถูกสถานการณ์

หากคุณกำลังมองหาแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาหมุนเวียนสภาพคล่องหรือลงทุนทำธุรกิจ แต่พบว่ามีทางเลือกสินเชื่อมากมายจนเลือกไม่ถูก ไม่มีเวลาศึกษาหาข้อมูล หรือคนที่คอยให้คำแนะนำ ในวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลสำหรับท่านที่อยากเข้าใจสินเชื่อแต่ละประเภทมากขึ้น เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเมื่อเวลาขอสินเชื่อมาถึง

The Ultimate Guide SME loan-resz

สินเชื่อแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ สินเชื่อใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (secured loan) และสินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (unsecured loan) โดยจะมีความต่างดังต่อไปนี้

สินเชื่อไม่มีหลักประกัน แปลตรงตัวก็คือ สินเชื่อที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ ซึ่งสถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อโดยอาศัยความน่าเชื่อถือ เที่ยงตรง และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้เป็นเครื่องมือในการพิจารณา ในกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อไม่ชำระเงินคืน สถาบันการเงินไม่สามารถยึดหลักทรัพย์ได้ แต่จะใช้วิธีการทวงถามหนี้ตามกฎหมายและเจรจาผ่อนปรนหนี้ เนื่องจากสถาบันการเงินต้องแบกรับความเสี่ยงที่มากกว่า อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อไม่มีหลักประกันจึงสูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักประกัน

สินเชื่อที่มีหลักประกัน ในทางตรงกันข้าม คือ สินเชื่อที่เจ้าของกิจการจรจะต้องแสดงหลักประกัน โดยหลักประกันดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของอสังหาริมทรัพย์ เช่น การจำนองที่ดิน สถานที่ประกอบธุรกิจ ซึ่งสินเชื่อมีหลักประกันมักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน เนื่องจากผู้กู้มีหลักประกันแก่ผู้ให้กู้เพื่อชดใช้ความเสียหายหากเกิดการผิดสัญญาขึ้น

ในบทความนี้เราจะอธิบายสินเชื่อแต่ละประเภทโดยแบ่งกลุ่มเป็น สินเชื่อใช้หลักทรัพย์ และ สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์

สินเชื่อใช้หลักทรัพย์

1.สินเชื่อเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft หรือ OD) เป็นแหล่งเงินทุนสำรองพร้อมใช้สำหรับธุรกิจ โดยปกติแล้วในบัญชีทั่วไปถ้าหากเงินหมดก็จะใช้ต่อไม่ได้ แต่ OD จะช่วยให้คุณสามารถเบิกเกินบัญชีได้ตามวงเงินที่คุณได้รับการอนุมัติ โดยจะต้องทำผ่านการสั่งจ่ายเช็คและต้องมีการเปิดบัญชีกระแสรายวัน

  • ข้อดี
    – เพิ่มสภาพคล่องกรณีธุรกิจขาดเงินในช่วงระยะสั้น
    – ดอกเบี้ย OD จะมีความยืดหยุ่นกว่าดอกเบี้ยวงเงินกู้ธรรมดา โดยวงเงินกู้ธรรมดาจะคิดดอกเบี้ยจากทั้งจำนวนเงินทั้งหมดกู้ แต่ OD คิดดอกเบี้ยเฉพาะส่วนของเงินต้นส่วนที่เบิกเกินบัญชีออกมา และเมื่อนำเงินต้นกลับคืนเข้าไปที่ธนาคารเหมือนเดิม ดอกเบี้ยก็จะหยุดทันที
  • ข้อเสีย
    ดอกเบี้ย ของ วงเงินกู้เบิกเกินบัญชี OD มักจะสูงกว่า ดอกเบี้ยของการปล่อยกู้แบบปกติ แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ลูกค้าแต่ละราย และเงื่อนไขของการค้ำประกัน เนื่องจากวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี OD ไม่มีการควบคุมการเบิกใช้ จึงส่งผลทำให้วงเงินมีโอกาสถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้ เช่น การนำไปซื้อสินทรัพย์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ผลลัพธ์ คือ กระแสเงินเข้าสู่บัญชีช้าลง ทำให้เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ขาดสภาพคล่อง เสียเครดิตเนื่องจากผิดนัดชำระหนี้ และต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงเกินจำเป็น สุดท้ายก็ติดตัวแดงในบัญชี

2.สินเชื่อบ้านเพื่อธุรกิจ เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการที่มีบ้านปลอดภาระ และต้องการกู้โดยที่มีภาระผ่อนต่อเดือนไม่มาก เพราะสินเชื่อบ้านนั้นให้เวลาผ่อนได้นานและดอกเบี้ยต่ำ จึงช่วยให้ภาระหนี้และสภาพคล่องของกิจการไม่เป็นปัญหาแก่เจ้าของกิจการมากนัก

  • ข้อดี
    ได้วงเงินสูงถึง 90% ของราคาหลักประกัน ค่างวดผ่อนชำระไม่สูง เพราะเลือกระยะเวลาเงินผ่อนได้ยาว ผ่อนได้นานสูงสุดถึง 30 ปี ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ โดยเริ่มต้นเพียง 7% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก) และยังสามารถรีไฟแนนซ์เพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยที่ลดลงได้หลังจาก 3 ปีแรก
  • ข้อเสีย
    มีเกณฑ์วงเงินกู้ขั้นต่ำที่สูง โดยกำหนดวงเงินกู้ขั้นต่ำที่ 500,000 บาท ใช้เวลานานในการกู้ เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่มีขั้นตอนมากมายทั้งประเมินราคาหลักประกัน นัดทำเรื่องจดจำนองที่กรมที่ดิน เป็นต้น

3.สินเชื่อรถเพื่อธุรกิจ เหมาะกับเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีรถยนต์เป็นของตนเอง และต้องการได้รับวงเงินที่สูงขึ้นมากกว่าสินเชื่อส่วนบุคคล โดยสินเชื่อรถจะมีการอนุมัติที่ง่ายกว่า จึงเหมาะกับเจ้าของกิจการที่อายุกิจการยังไม่นานพอ หรือเงินหมุนน้อยกว่าเกณฑ์สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล หรือ สมัครสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะไม่ได้จดทะเบียน หรือเงินหมุนในบัญชีธนาคารน้อย

  • ข้อดี
    – ได้รับเงินเร็วภายใน 1 – 3 วันทำการ เช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคล
    – ดอกเบี้ยถูกกว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยดอกเบี้ยจะเริ่มต้นตั้งแต่ 6% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยคงที่)
  • ข้อเสีย
    – การจะปิดบัญชีก่อนกำหนดนั้นไม่ยืดหยุ่นเท่าสินเชื่อส่วนบุคคล กล่าวคือการโปะเงินก่อนกำหนดไม่มีประโยชน์ในแง่ของการลดอัตราดอกเบี้ย จึงไม่เหมาะกับการกู้มาใช้ในระยะสั้น
    – ในกรณีผิดนัดชำระ บริษัทสามารถทำการยึดรถได้ สำหรับท่านที่มีรถเป็นยานพาหนะในการทำงานเป็นหลัก เท่ากับว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะเสียเครื่องมือที่สำคัญนี้ไป

4.​​​​​สินเชื่อแฟ็กเตอริง (Factoring) เป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ช่วยแก้ปัญหาด้านสภาพคล่องให้กับธุรกิจที่มีเงินทุนจมอยู่ในลูกหนี้การค้า (ขายสินค้าแล้วแต่ต้องรอเครคิตการค้าที่ยาวนาน) โดยจะช่วยเปลี่ยนลูกหนี้การค้าให้เป็นกระแสเงินสดได้อย่างรวดเร็ว โดยจ่ายเงินให้ล่วงหน้า 70-90% ของราคาในใบแจ้งหนี้ ที่มีเครดิตเทอม 10-120 วัน และจะจ่ายเพิ่มส่วนที่เหลือ เมื่อธนาคารได้รับเงินจากลูกหนี้การค้าแล้ว ซึ่งจะใช้ลูกหนี้การค้าเป็นหลักประกัน และไม่ต้องใช้หลักประกัน ในการขอสินเชื่อ

  • ข้อดี
    ช่วยแก้ปัญหาลูกหนี้การค้าที่มีเครดิตการชำระเงินยาว ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจของคุณมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (ใช้ลูกหนี้การค้าเป็นหลักประกัน) และอนุมัติค่อนข้างเร็ว
  • ข้อเสีย
    ต้องเป็นนิติบุคคลที่เปิดดำเนินการไม่น้อยกว่า 3 ปี และมียอดขายเฉลี่ยต่อปีขั้นต่ำที่ธนาคารต้องการ (กรุณาตรวจสอบเงื่อนไขจากผู้ให้กู้อีกครั้ง)

สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

1. สินเชื่อส่วนบุคคล/ สินเชื่อเงินสด ได้รับเป็นเงินก้อนและทยอยผ่อนชำระเท่าๆกันทุกเดือน ให้วงเงินที่สูงกว่าแบบบัตรกดเงินสด เมื่อได้รับการอนุมัติสินเชื่อเงินสด ก็จะมีเงินก้อนโอนเข้าบัญชีทันที และดอกเบี้ยจะเริ่มคิดจากยอดเงินก้อน ที่เป็นการคิดรายวันแบบลดต้นลดดอก

  • ข้อดี
    – ให้วงเงินสูงกว่าบัตรเครดิต
    – ไม่ต้องใช้หลักประกัน
    – ใช้เอกสารไม่มาก ไม่ยุ่งยาก
  • ข้อเสีย
    – ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ตั้งแต่ 10 – 28% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก) ขึ้นอยู่กับวงเงินและรายได้ของผู้กู้ รวมถึงโปรโมชั่นสินเชื่อในแต่ละช่วงเวลา
    – ต้องมีการจดทะเบียนการค้า/ห้างหุ้นส่วนจำกัด/บริษัท มาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป
    – ต้องใช้ bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อประเมินรายได้ โดยวงเงินที่ได้รับจะอยู่ในช่วง 3 – 5 เท่าของรายได้ต่อเดือนของคุณ

2. บัตรกดเงินสด เป็นบัตรที่ไว้กดเงินสดมาใช้เมื่อต้องการ สามารถจ่ายคืนมากน้อยเท่าไหร่ก็ได้ในแต่ละเดือน แต่ต้องไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยขั้นต่ำที่กำหนดไว้ที่อัตรา 3 – 5%

  • ข้อดี
    – ไม่ต้องใช้หลักประกัน
    – สามารถกดเงินสดได้เลย
    – ไม่มีค่าธรรมเนียมกดเงินสด
  • ข้อเสีย
    ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ที่อัตรา 20-28% ต่อปี

3. บัตรเครดิต สามารถนำมาใช้เป็นเงินฉุกเฉินได้โดยไม่ต้องใช้หลักประกันใดๆ เช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสด

  • ข้อดี
    – ไม่ต้องใช้หลักประกัน
    – ใช้ในกรณีฉุกเฉิน
  • ข้อเสีย
    – วงเงินในบัตรเครดิตมักจะได้น้อยกว่าสินเชื่อเงินสด
    – ไม่เหมาะกับการใช้ในระยะสั้นๆ เมื่อเทียบกับบัตรกดเงินสดแล้วควรจะเลือกใช้บัตรกดเงินสดดีกว่า
    เพราะ (1) มีค่าธรรมเนียมกดเงินสด 3% ถึงแม้บัตรเครดิตจะมีดอกเบี้ยเพียง 20% ต่อปี แต่จะในทุกๆครั้งที่กดเงินสดออกมา จะมีค่าธรรมเนียมกดเงินสดทันที 3% ของวงเงินที่กดออกมาใช้ ต่างบัตรกดเงินสดที่ไม่มีค่าธรรมเนียมนี้
    (2) มีเงื่อนไขในการชำระขั้นต่ำ 10% ของยอดที่ใช้ ซึ่งมากกว่าบัตรกดเงินสดที่จะมีเงื่อนไขดอกเบี้ยในการชำระขั้นต่ำที่อัตรา 3 – 5%

    จะเห็นได้ว่าการกดเงินสดจากบัตรเครดิตนั้นอาจจะเหมาะกับการกดเงินสดที่ใช้ในฉุกเฉินมากกว่าการนำไปเป็นเงินทุนขยายกิจการ เพราะด้วยวงเงินที่น้อยและการชำระคืนที่สูงจะทำให้กิจการมีปัญหาสภาพคล่องได้ง่ายๆในภายหน้า

4. Marketplace Lending เป็นรูปแบบใหม่ของการขอสินเชื่อ โดยที่ผู้สมัครสามารถทำการยื่นเอกสารออนไลน์ และทราบผลอนุมัติภายใน 3 วัน ข้อดีของ Marketplace Lending คือ ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันและมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้เช่นนี้จะพิจารณาเครดิตของผู้ขอสินเชื่อเป็นหลัก และจะคำนวณอัตราดอกเบี้ยตามคะแนนเครดิตของผู้ขอสินเชื่อแต่ละคน สำหรับสินเชื่อเพื่อธุรกิจ สถาบันการเงินจะนำคะแนนของผู้ถือหุ้นหลักและคะแนนของบริษัทมาคำนวณเพื่อหาอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม สำหรับใครที่สนใจขอสินเชื่อประเภทนี้ ทางเราแนะนำให้คุณหมั่นสร้างเครดิตของตนเองแต่เนิ่นๆ

  • ข้อดี
    – ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
    – อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดเกือบเท่าตัว (อยู่ที่ 8-15% ต่อปี)
    – อนุมัติเร็ว
    – สามารถโปะยอดที่เหลือได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
  • ข้อเสีย
    – ไม่มีเคาน์เตอร์ สาขา จึงอาจจะไม่เหมาะกับผู้ขอสินเชื่อที่ชอบไปสาขาธนาคาร
  • ประเภทของสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย ความเร็วในการอนุมัติ หลักทรัพย์ค้ำประกัน เงื่อนไขการผ่อนชำระ
    สินเชื่อเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี (OD) MRR บวก 1% – 4% ต่อปี ใช้เวลาค่อนข้างนาน อสังหาริมทรัพย์หรือบัญชีเงินฝาก หยุดทันทีที่ใส่เงินต้นกลับคืนเข้าไป
    สินเชื่อบ้านเพื่อธุรกิจ 7% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก) ใช้เวลาค่อนข้างนาน บ้านปลอดภาระ ผ่อนได้นานสูงสุด 30 ปี
    สินเชื่อรถเพื่อธุรกิจ 6% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยคงที่) ได้รับเงินเร็วภายใน 1 – 3 วันหลังอนุมัติ รถปลอดภาระ คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่(แม้จะใส่เงินเข้าไปเพื่อปิดหนี้ให้เร็วขึ้นก็ไม่ทำให้ดอกเบี้ยลดลง)
    สินเชื่อแฟ็กเตอริง (Factoring) MRR บวก 1% – 4%ต่อปี อนุมัติค่อนข้างเร็ว ใบวางบิลจากลูกหนี้การค้า ธนาคารจะจ่ายเงินล่วงหน้า 70-90% ของมูลค่าในใบแจ้งหนี้ (ส่วนที่เหลืออีก 10-30% จะได้รับคืน เมื่อธนาคารได้รับการชำระเงินจากลูกหนี้การค้า)
    สินเชื่อเงินสด 10-28% (อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก) ได้รับเงินเร็วภายใน 1 – 3 วันหลังอนุมัติ ผ่อนชำระได้ยาวถึง 6 ปี
    บัตรกดเงินสด 20-28% ต่อปี ใช้บัตรกดได้ทันที ไม่มีค่าธรรมเนียมตอนกด, ยอดชำระขั้นต่ำต่อเดือน 5%
    บัตรเครดิต 20% ต่อปี ใช้บัตรกดได้ทันที มีค่าธรรมเนียมเมื่อกด 3% ทุกครั้ง, ยอดชำระขั้นต่ำต่อเดือน 10%
    Marketplace Lending (PeerPower) 8-15% ต่อปี ได้รับเงินเร็วภายใน 1 – 3 วันหลังอนุมัติ สามารถโปะเงินต้นโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

    SME ควรพิจารณาเลือกสินเชื่ออย่างไร

    สิ่งที่ผู้ขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจจะต้องนำพิจารณามี 6 เรื่อง ดังต่อไปนี้

    1.เป้าหมายในการนำเงินไปใช้ในธุรกิจ
    ลองดูว่าคุณต้องเงินใช้เงินทุนนี้ยาวนานแค่ไหน เป็นระยะสั้น (เช่น คุณทำธุรกิจซื้อมาขายไปต้องการใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราว) หรือคุณต้องการใช้เงินทุนในระยะยาว (เช่น ต้องการนำไปสร้างโรงงานเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิต)

    ถ้าหากต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น อาจจะเลือกใช้ สินเชื่อเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี หรือสินเชื่อเงินสด แทนที่จะเป็นสินเชื่อบ้านเพื่อธุรกิจ เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่มีระยะเวลาผ่อนสั้นกว่า

    2. อัตราดอกเบี้ย
    แน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยคือค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งของบริษัท คุณควรขอสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยต่ำอาจจะไม่ใช่ปัจจัยเดียว คุณอาจจะต้องนำเรื่องอื่นๆ มาตัดสินใจประกอบด้วย โดยเราจะกล่าวในข้อถัดไป

    นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยคงที่หรืออัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดออกเองก็ส่งผล ถ้าหากคุณคาดว่าจะมีความสามารถในการโปะชำระหนี้ได้เร็ว ดอกเบี้ยแบบอัตราลดต้นลดดอกจะทำให้ภาระดอกเบี้ยที่คุณต้องแบกรับลดลงเป็นจำนวนแปรผันตามจำนวนเงินต้นที่ลดลง

    3. ความเร็ว
    อย่างไรก็ตามหากคุณมีความต้องการใช้เงินด่วน การที่คุณสมัครขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจกับธนาคารโดยส่วนมากมักใช้เวลานานกว่า 1 เดือน ตัวเลือกนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับคุณ คุณควรมองหาทางเลือกอื่นๆ เช่น การกู้กับ Marketplace Lender ที่ใช้เวลาอนุมัติเพียงแค่ 3 วัน

    4. หลักทรัพย์
    ข้อนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคน โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่พึ่งเริ่มได้ไม่นานตกม้าตาย ถึงแม้คุณจะเจอข้อเสนอดอกเบี้ยที่ดี แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่มักขอแลกกับหลักทรัพย์ของคุณ ฉะนั้นแล้วสำหรับเจ้าของกิจการที่ไม่มีหลักทรัพย์อาจต้องยอมรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกว่าดอกเบี้ยของสินเชื่อเพื่อธุรกิจของสถาบันการเงินดั้งเดิม หากธุรกิจของคุณสามารถทำกำไรต่อเดือนได้มากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสีย แล้วยังคุ้มทุน การกู้แบบ Marketplace Lending ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด และไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

    5. ระยะเวลาผ่อนชำระ
    คุณควรพิจารณาระยะเวลาผ่อนชำระ ซึ่วนั่นก็ส่งผลกับจำนวที่คุณชำระต่อเดือน รวมไปถึงดอกเบี้ยที่คุณต้องเสียด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องการระยะเวลาผ่อนชำระนาน อาจพิจารณาขอสินเชื่อบ้านเพื่อธุรกิจ สำหรับเจ้าของกิจการที่มีความต้องการโปะยอดหนี้ก่อนกำหนด คุณควรศึกษาเงื่อนไขให้ดี เนื่องจากหลายสถาบันการเงินจะคิดค่าธรรมเนียมหากคุณชำระเงินคืนเต็มจำนวนก่อนกำหนดในสัญญา

    6. ค่าธรรมเนียมต่างๆ
    ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการกดเงิน หรือปิดชำระยอดหนี้ให้เร็วขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในธุรกิจของคุณ จึงควรศึกษาข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อแต่ละประเภทและผู้ให้กู้แต่ละราย เพื่อที่จะเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด

    สำหรับท่านใดที่สนใจลงทะเบียนรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินเชื่อเพื่อธุรกิจของ PeerPower สามารถคลิกลงทะเบียนที่นี่ค่ะ