อยากเริ่มต้นธุรกิจ แต่ไม่มีเงินทุนทำอย่างไร?

how to start business for sme

หากถามคนสมัยนี้ ส่วนใหญ่ก็อยากมีธุรกิจส่วนตัวกันทั้งนั้น เราจะเห็นเด็กจบใหม่จับกลุ่มรวมกับเพื่อนแล้วทำธุรกิจ โดยสร้างแบรนด์ของตัวเอง ไม่ว่าจะขายเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หรืออาหาร ถ้าไปเดินตามงานมาร์เก็ตต่างๆ เราจะเจอไอเดียเจ๋งๆ มากมาย หลายคนเกิดแรงบันดาลใจอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
แต่ก่อนที่จะตัดสินใจออกจากสิ่งที่ทำอยู่เพื่อมาเริ่มธุรกิจ เราอยากให้คุณตั้งคำถามต่อไปนี้ก่อน

  1. เป้าหมายในการทำธุรกิจคืออะไร?
  2. หลายคนอยากทำธุรกิจของตัวเอง แต่มักจะละเลยคำถามที่สำคัญมากๆ ไป นั่นก็คือ “เราทำธุรกิจเพื่ออะไร?”

    ทำเพราะใจรัก?
    ทำเพราะอยากรวย?
    ทำเพราะอยากมีอิสระ?
    ทำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง?

    ยกตัวอย่างง่ายๆ หากคุณมีเป้าหมายที่แน่ชัดว่าคุณสร้างธุรกิจเพื่อเงิน คุณควรทำธุรกิจที่สร้างมูลค่าและมีกำไรสูง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินต่ำ นั่นหมายถึง ใช้คนน้อย เน้นระบบทำงานแทนคน และสามารถขยายอย่างรวดเร็ว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การทำธุรกิจที่จะได้เงินเป็นกอบเป็นกำในเวลาอันสั้นนั้นมีน้อยมากๆ นอกจากเสียว่าไอเดียของคุณเป็นไอเดียที่ยังไม่เคยมี หรือมีน้อยในตลาดแต่คุณสามารถทำการตลาดได้เหนือคู่แข่ง ยกตัวอย่าง เช่น GoPro มีคุณสมบัติแตกต่างจากกล้องธรรมดาทั่วไป สามารถถ่ายภาพ และวิดีโอในน้ำได้ หรือถ่ายภาพกีฬาเคลื่อนไหวได้อย่างคมชัดแบบ 4K เรียกได้ว่าสามารถถ่ายรูป หรือถ่ายวิดีโอในแบบที่กล้องทั่วไปทำไม่ได้ ที่สำคัญคือใช้ง่าย และราคาเข้าถึงได้ ในช่วงแรก GoPro แทบไม่ได้ลงทุนทำการตลาดอะไรเลย ใช้เทคนิค “ถ้าของดี คนจะบอกต่อ” ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

    เราจะเห็นหลายคนฝันมีธุรกิจร้านกาแฟเป็นของตัวเอง เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัว การออกแบบร้านกาแฟก็เป็นสิ่งที่คูลมากๆ ของคนรุ่นนี้ อย่างไรก็ดี การสร้างร้านกาแฟมีต้นทุนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ค่าของตกแต่งร้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องทำกาแฟ ยิ่งอยากให้กาแฟละเอียด รสชาติดี ก็ต้องลงทุนเครื่องที่มีราคาสูงหน่อย ถึงแม้าว่าต้นทุนกาแฟ 1 แก้วอาจจะไม่มากนัก มีแค่ค่าแก้ว น้ำแข็ง ชอตกาแฟ และสิ่งที่ปรุงแต่งเพิ่ม แต่อย่าลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายแฝง ได้แก่ ค่าแรงพนักงาน ค่าเช่าร้าน (สำหรับคนที่ไม่ได้มีที่เป็นของตัวเอง) ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ลองบวกลบค่าใช้จ่ายดูแล้ว อาจจะเหลือกำไรไม่เท่าไหร่

    แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าการจะเป็นเศรษฐีจากร้านกาแฟนั้น ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการ “วางแผนแต่ต้น”

    เราจะเห็นปรากฏการณ์ร้านกาแฟผุดขึ้นมามากมาย แต่ซักพักก็จะเริ่มเห็นทยอยปิดกันไป สาเหตุไม่ใช่เพราะสู้คู่แข่งไม่ไหวทั้งหมด แต่เพราะตอบเป้าหมายตัวเองแต่แรกไม่ได้ต่างหากว่าอยากเปิดร้านกาแฟเพราะอะไร ถ้าคุณเปิดร้านกาแฟเพราะหวังรวย คุณอาจจะคิดผิดแต่ต้น เรามองว่าการเปิดร้านกาแฟเป็นเหมือนการตอบสนองความต้องการของเจ้าของร้านมากกว่า หลายคนมีความสุขที่เห็นลูกค้าชื่นชอบในรสชาติกาแฟของตัวเอง หรือถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับบรรยากาศในร้าน แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าการจะเป็นเศรษฐีจากร้านกาแฟนั้น ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการ “วางแผนแต่ต้น” การมีเงินร้อยล้านเพราะร้านกาแฟนั้น จะต้องมีโมเดลธุรกิจที่สามารถสเกลได้ นั่นหมายถึง เจ้าของได้ทำการออกแบบธุรกิจที่มี “แบบแผน” และเน้นสร้างระบบที่สามารถทำซ้ำได้นั่นเอง อย่างที่เค้าบอกว่า เราจะเห็นว่าร้านกาแฟแบรนด์สีเขียวจากอเมริกามีแนวทางในการตกแต่งร้าน วิธีการทำกาแฟ การเทรนพนักงาน ที่เป็นมาตรฐานมากๆ จึงสามารถขยายไปได้อย่างรวดเร็ว เราจึงเห็นว่าร้านกาแฟแบรนด์นี้ไม่ได้มีเมนูให้เลือกเยอะมาก เพราะถ้ามีเมนูเยอะ การเทรนพนักงานก็จะลำบากมากขึ้น แต่เค้าเน้นสร้าง gimmick จากการมี seasonal drink เพื่อไม่ให้ลูกค้าเบื่อ และกลับมาลองเครื่องดื่มใหม่ทุกๆ เดือน

    แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่คนเราจะมีมากกว่า 1 เป้าหมายในการทำธุรกิจ? หลายคนอยากมีอิสระจากธุรกิจส่วนตัว แต่ก็อยากรวยด้วย แน่นอนว่าคนเราสามารถมีเป้าหมายมากกว่า 1 อย่างได้ แต่ทั้งนี้คุณควรจะดูว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นไปด้วยกันได้หรือไม่ ยกตัวอย่าง เช่น คนที่ออกมาทำธุรกิจฟรีแลนซ์ เพราะอยากมีอิสระ ซึ่งการทำฟรีแลนซ์ก็สามารถตอบโจทย์ แต่ถึงจุดหนึ่งคุณจะพบว่าการทำงานฟรีแลนซ์เป็นสิ่งที่สเกลได้ยากมาก เพราะคนเรามีเวลาจำกัด ถึงแม้อยากจะรับงานทุกอย่าง แต่เรารู้ลิมิตตัวเองว่าไหว หรือไม่ไหว ถ้าคุณรู้สึกอยากมีเงินมากขึ้น คุณอาจจะขยับจากการเป็นฟรีแลนซ์มาเปิดเอเจนซี่ของตัวเอง โดยรับงานและส่งต่อ การทำแบบนี้อาจช่วยให้คุณหาเงินได้มากขึ้น แต่อิสระจะน้อยลงนั่นเอง

  3. ทีนี้มาสู่คำถามที่ว่า “เริ่มต้นอย่างไร”
  4. หลังจากที่คุณตอบคำถามตัวเองได้แล้วว่าคุณทำธุรกิจเพื่ออะไร เรามาเริ่มวาดแผนผังกันเถอะ

    เราขอแนะนำ Lean Canvas ซึ่งเป็นการเขียนแผนธุรกิจในแผ่นเดียว ใช้เวลาไม่นาน เพียง 15-20 นาที คุณสามารถร่วมระดมสมองกับเพื่อนหรือพาร์ทเนอร์ได้ด้วย หากคุณมีหลายไอเดียที่ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มทำอันไหนก่อน การทำ Lean Canvas จึงเหมาะมาก เพราะคุณสามารถ “validate idea” ของคุณได้ในระยะเวลาสั้น ทำให้รู้ว่าอันไหนเวิร์ค อันไหนไม่เวิร์ค หากเปรียบเทียบกับการเขียนแผนธุรกิจ 30 หน้า การทำ Lean Canvas ทำให้เห็นภาพชัดและรวดเร็วกว่าเยอะมาก เรียกได้ว่าใครที่จะเริ่มธุรกิจใหม่ ไม่รู้จักเครื่องมือนี้ไม่ได้เลยแหละค่ะ

    เมื่อคุณได้เขียนไอเดียของคุณออกมาเป็นภาพ คุณจะเห็นชัดถึงความเป็นไปได้ของธุรกิจที่คุณต้องการจะทำ นอกจากนี้ ยังเป็นการสังเกตตัวเองด้วยว่าในส่วนไหนที่คุณรู้คำตอบอย่างดี และในส่วนไหนที่คุณยังขาด และต้องทำการศึกษาเพิ่มเติม

    ก่อนที่จะลงมือทำ เราขอให้คุณละทิ้งสมมติฐานในใจ และอคติทั้งหลาย แล้วโฟกัสที่ปัญหาของลูกค้าจริงๆ ก่อน พยายามตั้งโจทย์ให้กว้าง แล้วค่อยๆ ลงลึกเพื่อหาคำตอบ ทีนี้เรามาเริ่มลงมือทำกันเถอะ …

    lean canvas สำหรับวางแผนธุรกิจ

    • Problem (ปัญหา)
    • แน่นอนว่าการทำธุรกิจ สิ่งแรกที่ทำคือ แก้ปัญหาให้ลูกค้า ลองคิดดูว่าธุรกิจของเรานั้นช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างไร 2-3 เรื่องที่สำคัญที่สุด หากสินค้าคุณไม่ได้แก้ปัญหาให้ลูกค้า นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้สินค้าหรือบริการที่เป็นที่ต้องการมากพอ

      แล้วเราจะรู้ไปปัญหาของลูกค้าได้อย่างไร? สำหรับคนที่ทำธุรกิจที่ตนเองถนัด แต่ลูกค้าเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการของเราเลย เช่น เราเป็นพนักงานประจำ แต่เราต้องทำธุรกิจให้เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการ เราอาจจะไม่ได้เข้าใจปัญหาที่แท้จริง จะทำอย่างไร? ลองใช้วิธีเหล่านี้ดู

      1. ทำแบบสอบถามออนไลน์ สมัยนี้มี เครื่องมือทำแบบสอบถามออนไลน์ให้ใช้ฟรี และใช้ง่ายเยอะมาก คุณสามารถไปตั้งคำถามที่คุณต้องการหาคำตอบและโพสแบบสอบถามในกลุ่มที่มีเป้าหมายของคุณ
      2. ถามเพื่อนที่มีโปรไฟล์ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย อีกวิธีที่ทำได้ง่ายมากๆ คือการถามเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักที่มีโปรไฟล์คล้ายกับลูกค้าของคุณ เชื่อเลยว่าถ้าคนรู้จักรู้ว่าคุณกำลังสร้างโซลูชั่นที่มาตอบโจทย์พวกเค้า เค้าย่อมยินดีให้ข้อมูลแน่นอน
      3. หาข้อมูลในอินเตอร์เนต
        สมัยนี้คุณสามารถเสิร์ชข้อมูลออนไลน์และค้นพบเว็บบอร์ดที่มีกลุ่มลูกค้าของคุณอยู่ คุณสามารถเข้าไปอ่านโพสและคอมเม้นท์ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าของคุณมากขึ้น

      ตัวอย่างปัญหาของการทำเอเจนซี่สำหรับการทำโฆษณา

      • เจ้าของกิจการไม่มีเวลาเรียนรู้เครื่องมือโฆษณาด้วยตนเอง
      • เจ้าของกิจการไม่มีพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ
    • Customer Segments
      ในส่วนนี้ย่อมสัมพันธ์กับ “ปัญหา” เพราะคุณไม่สามารถระบุถึงปัญหาได้ หากคุณไม่รู้ว่าคุณกำลังแก้ปัญหาให้ใคร
    • Unique Value Proposition (UVP) คุณค่าที่แตกต่าง
      คุณต้องตอบให้ได้ว่า ธุรกิจของคุณสร้างประโยชน์อะไรให้กับลูกค้า และนี่คือสิ่งที่ลูกค้าจะซื้อจากคุณ สิ่งที่คุณควรคิดต่อยอดคือ คุณค่าที่คุณนำเสนอต่างจากคุณค่าที่คู่แข่งของคุณส่งมอบต่อลูกค้าอย่างไร

      ยกตัวอย่างเช่น คุณจัดคลาสเทรนนิ่งให้กับพนักงานของเจ้าของบริษัทเดือนละครั้ง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือวิธีการคิดราคาที่แตกต่าง แทนที่จะเรียกเก็บเป็นโปรเจค คุณอาจจะคิดเงินเป็นค่าบริการรายเดือน เป็นต้น แต่ละธุรกิจจะมี UVP ที่แตกต่างกันไป โดยเรามีลิสต์ให้คุณพอเห็นภาพคร่าวๆ ดังนี้

      • ไม่มีค่าส่งสินค้า
      • ลูกค้าได้รับของในวันเดียวกับที่สั่งของ
      • ไม่มีค่าติดตั้ง
      • ไม่มีสัญญาผูกมัด สามารถยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้
      • มีนโยบายคืนเงิน
    • Solution (ทางออกของปัญหา)
    • การหาคำตอบให้กับโจทย์ของคุณได้ถือเป็นเรื่องดีมากๆ แต่ไม่จำเป็นว่าคุณจะเจอคำตอบภายในครั้งแรกเสมอไป วิธีการคือ คุณจะต้องออกไปเจอลูกค้าของคุณแล้วพยายามตั้งคำถาม และคุ้ยข้อมูล insights มาให้ได้มากที่สุด จากโจทย์ของคุณที่ว่าต้องการเปิดเอเจนซี่ทำโฆษณา คุณอาจจะพบว่าเจ้าของกิจการที่เป็นลูกค้ากลุ่มแรกกลุ่มหลักของคุณนั้น เน้นทำการตลาดออนไลน์เป็นหลัก และแพลทฟอร์มที่ใช้คือ Facebook ไม่ใช่ Google คุณอาจเริ่มจากการทำโฆษณา Facebook ก่อน และในอนาคตค่อยขยายไปที่แพลทฟอร์มอื่นเมื่อลูกค้าของคุณพร้อม

    • Channels (ช่องทาง)

      ช่องทางคือเครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คุณต้องรู้ว่า Search and Discovery process ของลูกค้าในการเข้าถึงบริการหรือผลิตภัณฑ์ของคุณคืออะไร เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องเข้าใจ อย่างแรกเลยคุณต้องระบุกลุ่มลูกค้าของคุณให้ชัดเจนมากๆ เราขอแนะนำให้วาด Persona ของลูกค้าของคุณ เพื่อที่จะรู้ว่าคนประเภทนี้ มักจะเสพสื่อแบบไหน และคุณสามารถเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร

    • เช่น ผู้ประกอบการที่อายุย่าง 30 มักจะอ่านข่าวใน Facebook แทนที่จะอ่านหนังสือพิมพ์หรือแมกกาซีน, หรือหากคุณพบว่า ลูกค้าของคุณอาศัยตามคอนโดและถนัดเดินทางด้วยรถไฟฟ้า คุณอาจพิจารณาลงสื่อในรถไฟฟ้า เป็นต้น

    • Revenue Streams (แหล่งรายได้)

      เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้หัวข้ออื่นๆ เลย ในการคิดแหล่งรายได้และการตั้งราคาสินค้านั้น ย่อมมาคู่กับการรู้ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ ซึ่งเราจะอธิบายในหัวข้อต่อไป

      ในอดีตสมัยที่สตาร์ทอัพยังใหม่มากๆ นั้น มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าการคิดเงินแบบไหนที่ดีที่สุด หลายบริษัทก็ทดลองโมเดลใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอวิธีที่ใช่ของตัวเอง สมัยนี้ เราจะเห็นตัวอย่างที่ดีและไม่ดี ให้มาปรับใช้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะทำตามวิธีใคร คุณควรดูว่าต้นแบบของคุณอยู่ในสถานะเดียวกับคุณหรือไม่ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าบริษัทคู่แข่งมีเงินทุนหนามาก มีนักลงทุนพร้อมนำเงินมาเสี่ยงกับธุรกิจ บริษัทนี้สามารถทำธุรกิจแบบเน้นหาลูกค้าก่อนหารายได้ คุณจะเห็นหลายธุรกิจจัดโปรโมชั่นเกือบจะทุกเดือน จนอดสงสัยไม่ได้ว่าธุรกิจเหล่านี้มีกำไรหรือไม่ ในขณะที่คุณเองใช้เงินทุนของตัวเอง และไม่สามารถรับความเสี่ยงระดับนั้นได้ คุณอาจจะต้องเลือกวิธี

    • Cost Structure (ค่าใช้จ่าย)
      คุณควรลิสต์รายการของค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าที่จะคิดได้ เพื่อรู้ว่าภายในหนึ่งเดือนคุณต้องใช้เงินเท่าไหร่ และเงินเก็บที่มีทั้งหมดสามารถดำเนินธุรกิจได้มากที่สุดกี่เดือน คุณควรคิดเผื่อในกรณีฉุกเฉินด้วย เช่น คอมพิวเตอร์เสีย ต้องซื้อใหม่ เจ้าของที่ขึ้นค่าเช่า ฯลฯ จากนั้นคุณสามารถนำรายได้และค่าใช้จ่ายมาคิดจุดคุ้มต้นทุนได้
    • Key Metrics (ตัวชี้วัด)

      ธุรกิจ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ย่อมต้องมี “ตัวชี้วัด” เพื่อติดตามผล เช่น ตัวชี้วัดคือจำนวนลูกค้าใหม่ต่อวัน หรือจำนวนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจของคุณ
      ในช่วงแรก คุณไม่ควรตั้งตัวชี้วัดมากเกินไป และควรดูข้อมูลและติดตามผลสัปดาห์ละครั้งเพื่อเห็นความเปลี่ยนแปลง ตัวชี้วัดจะช่วยให้เจ้าของกิจการรู้ว่าตัวเองกำลังเดินมาถูกทางหรือไม่

    • Unfair Advantage (ความได้เปรียบในการทำธุรกิจ)

      “The only real competitive advantage is that which cannot be copied and cannot be bought.” — Jason Cohen.

      แปลว่า ความได้เปรียบในการแข่งขันคือสิ่งที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ และไม่สามารถซื้อได้
      ช่องนี้เป็นช่องที่หาคำตอบยากที่สุด เพราะ เป็นเรื่องยากมากที่จะหาสิ่งที่คนไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เราจะเห็นในรายการแข่งขันตอบปัญหาธุรกิจว่าเจ้าของกิจการมักโดนตั้งคำถามเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจว่าสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ ใครๆ ก็สามารถนำไปทำได้ เพราะต้นทุนในการเริ่มไม่สูง และสามารถใช้ใครก็ได้ทำแทน คุณจะต้องหาให้ได้ว่าอะไรคือ สิ่งที่คนอื่นลอกเลียนแบบได้ยาก เช่น ทีมงานที่แข็งแกร่ง พาร์ทเนอร์ที่สำคัญ ข้อมูลลับทางธุรกิจ เป็นต้น

  5. หาแหล่งทุน
  6. มาถึงคำถามสุดท้ายที่เชื่อว่าทุกคนอยากจะรู้คำตอบแล้ว เมื่อเริ่มคิดถึงทำการธุรกิจส่วนตัว คนส่วนใหญ่จะตั้งคำถามว่า “จะหาเงินทุนอย่างไร?” เชื่อมั้ยว่า ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่เคยผ่านประสบการณ์มาแล้วนั้น มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “การหาเงินทุนไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากกว่าคือถ้า product-market fit” หมายถึงการหาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ตลาดที่กำลังเป็นที่ต้องการนั่นเอง ถ้าคุณมีโมเดลธุรกิจที่ดีพอ ย่อมมีนักลงทุนสนใจจะร่วมทุน หรือธนาคารสนใจปล่อยกู้อยู่แล้ว แต่ PeerPower เชื่อว่าสิ่งแรกที่ยากที่สุด คือตอนเริ่มนั่นแหละ ทีนี้เรามาดูว่าถ้าคุณต้องการใช้เงินในตอนเริ่มต้น มีทางเลือกอะไรที่เป็นไปได้บ้าง

    หาเงินทุนทําธุรกิจ

    • ใช้เงินออม

      หากคุณได้ทำการคำนวณค่าใช้จ่ายและเห็นว่าเงินออมของคุณสามารถดำเนินธุรกิจไปได้ประมาณ 6 เดือน-1 ปีโดยไม่เดือดร้อน คุณอาจจะเริ่มใช้เงินออมของคุณในการเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรใช้เงินออมทั้งก้อน ควรจะแบ่งมาใช้เพียงครึ่งเดียว

    • ขอยืมจากพ่อ แม่ หรือคนใกล้ชิด (ในกรณีที่ท่านมีกำลังทรัพย์พอ)
      สำหรับคนที่พึ่งเรียนจบและยังไม่มีเงินเก็บมากนัก แต่มีความตั้งใจทำธุรกิจจริงๆ คุณอาจขอยืมคนใกล้ตัวที่มีกำลังทรัพย์และไม่ได้เผชิญความลำบากทางการเงินอยู่ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่คิดดอกเบี้ย คุณอาจจะให้คนในครอบครัวของคุณมีหุ้นในธุรกิจ ในกรณีที่ธุรกิจของคุณไปได้ดี มีกำไร คุณสามารถแบ่งปันผลให้คนที่ช่วยเหลือคุณในตอนเริ่มต้น
    • ระดมทุนสาธารณะ (Crowdfunding)
      ปัจจุบันมีเว็บไซต์มากมายที่คุณสามารถนำเสนอโปรเจคของคุณและเปิดให้ระดมทุนจากบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ Indigogo, Kickstarter, Gofundme
    • ขอสินเชื่อเพื่อทำธุรกิจ ทางเลือกนี้อาจจะยากสำหรับผู้เริ่มต้นกิจการใหม่เนื่องจากธนาคารจะขอดูผลประกอบการและการเดินบัญชีอย่างต่ำ 2-3 ปี และต้องการหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน โดยวงเกินในการขอสินเชื่อก็จะขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่น้ำไปค้ำ สำหรับธุรกิจบริการ หรือธุรกิจสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่ไม่มีเครื่องจักหรือที่ดินเป็นของตัวเอง อาจจะขอสินเชื่อประเภทนี้ยาก ทำให้ต้องหันไปพึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลหรือใช้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 28% ต่อปี อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีสินเชื่อจากผู้ให้บริการ Marketplace Lending ที่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับเจ้าของธุรกิจที่ดำเนินการมามากกว่า 1 ปีขึ้นไป และที่สำคัญยังไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ในการค้ำประกันอีกด้วย
    • Angel Investor คือนักลงทุนอิสระที่มีเงินทุนและประสบการณ์ มองหาธุรกิจที่จะช่วยให้เงินลงทุนของตนเองนั้นงอกเงยได้ ส่วนใหญ่นักลงทุน Angel ลงทุนเพราะเชื่อในไอเดียและทีมงาน เจ้าของกิจการจะให้เงินก้อนหนึ่งเพื่อเป็นการเริ่มต้น หรือที่เราเรียกว่า Seed Funding ฟังดูดีใช่หรือไม่ แต่ในความเป็นจริง การตามหา Angel Investor เป็นเรื่องไม่ง่าย และถึงหาเจอ ก็อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกับเราในเรื่องของทิศทางการดำเนินงาน เรียกว่าถ้าหาเจอคือคุณโชคดีมากๆ เลยล่ะ
    • Venture Capital (VC) VC คือ กลุ่มองค์กรที่รวบรวมเงินจากกลุ่มคนหรือบริษัทที่ต้องการลงทุนและทำหน้าที่บริหารเงินกองทุนนั้น< โดยการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยระยะเวลาการลงทุนจะอยู่ที่ 3-5 ปี และมักให้เงินลงทุนที่สูงกว่า Angel Investor แต่ก็จะแลกกับสัดส่วนของหุ้นหรือเงินปันผลที่มากขึ้นด้วย (เน้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) รวมถึงการมีอำนาจในการตัดสินใจต่างๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันไว้ ส่วนใหญ่ VC จะมองหาธุรกิจที่มี traction ซึ่งหมายถึงรายได้ หรือจำนวนผู้ใช้ในระดับหนึ่ง ฉะนั้นทางเลือกนี้อาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจใหม่ค่ะ
    • เงินอุดหนุนจากรัฐบาลและเงินกู้ ปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐจำนวนมากที่มีเงินทุนให้เปล่า หมายถึง คุณได้รับเงินโดยไม่ต้องแลกกับหุ้นบริษัท ส่วนใหญ่คุณจำเป็นต้องนำเสนอแผนธุรกิจและทำการพรีเซ้นท์ต่อหน้าคณะกรรมการที่พิจารณา โดยหลักๆ แล้วกระทรวงหรือองค์กรรัฐจะพิจารณาจากธุรกิจที่สร้างนวัตกรรม หรือทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ การสมัครโครงการก็ถือว่าน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการแหล่งทุนและไม่อยากเสี่ยงใช้เงินของตนเอง อย่างไรก็ตาม ต้องพึงระลึกว่าเงินสดนั้นอาจจะไม่ได้เข้ากระเป๋าเราทันที เราเองก็ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินในการดำเนินการเผื่อไว้ด้วยค่ะ

    สำหรับใครที่สนใจสินเชื่อธุรกิจที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถลงทะเบียนเพื่อ รับรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่ค่ะ สำหรับท่านที่ชื่นชอบบทความนี้ สามารถแชร์ หรือคอมเม้นต์ด้านล่าง และบอกเราว่าคุณอยากเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไรค่ะ พบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ