6 เรื่อง SME ต้องรู้ก่อนขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ

sme must know before applying for loan

สำหรับใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้ เราเชื่อว่าคุณกำลังศึกษาเกี่ยวกับสินเชื่อเพื่อธุรกิจอยู่ใช่หรือไม่คะ คุณอาจเคยได้ยินหลายคนพูดว่ากันว่าการสมัครขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจเหมือนกับการออกรบยังไงอย่างงั้น เพราะคุณจะต้องเสียทั้งแรงกายในการศึกษาหาข้อมูล เตรียมเอกสารให้พร้อม เดินทางไปสาขาเพื่อยื่นใบสมัคร และคอยติดตามผลกับพนักงาน ในกรณีที่ถูกปฏิเสธ คุณคงเสียแรงใจไม่น้อยเช่นกัน เราเข้าใจดีว่าการสมัครขอสินเชื่อให้ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย วันนี้ PeerPower เลยจะมาขออธิบายเรื่องที่คุณควรรู้ก่อนสมัครสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ให้คุณสามารถรบกี่ครั้งก็สามารถชนะได้ค่ะ

ก่อนที่เราจะลงลึกถึงรายละเอียดต่างๆ เราอยากให้คุณตอบคำถาม 2 ข้อให้ได้ก่อน

คำถามที่ต้องตอบก่อนขอสินเชื่อ

  1. จุดประสงค์ในการขอสินเชื่อ
  2. เจ้าของกิจการควรตอบคำถามนี้ให้ได้ว่าต้องการเงินก้อนเพื่อไปใช้ในจุดประสงค์ใด เช่น ขยายกิจการ ซื้อสินค้ามาเพิ่มในคงคลัง จ้างพนักงานเพิ่มเพื่อรับมือกับโปรเจคใหญ่ หรือรีไฟแนนซ์หนี้ที่มีอยู่ เพราะถ้าคุณไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าจะนำเงินก้อนมาใช้ทำอะไร อาจเกิดเหตุการณ์ที่คุณนำเงินมาใช้ผิดจุดประสงค์ และเป็นการใช้เงินที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบริษัท ทำให้เกิดผลเสียตามมานั่นเองค่ะ

  3. ความเร่งด่วนในการใช้เงิน
  4. หลายคนมักจะลืมคิดถึงเรื่องความจำเป็นว่าต้องใช้เงินเร่งด่วนขนาดไหน เจ้าของกิจการควรวางแผนล่วงหน้าและเมื่อไหร่ที่กระแสเงินสดเริ่มขาดมือ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณควรหาเงินก้อนมาใช้หมุนธุรกิจ หากคุณคิดว่าจะไม่มีรายได้เข้ามาในอนาคตอันใกล้ การสมัครขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจอาจเป็นหนึ่งทางเลือกทีน่าสนใจค่ะ

    เราจะพบว่าเจ้าของกิจการหลายคนมีความต้องการใช้เงินเร่งด่วน แต่กระบวนการขอสินเชื่อกับสถานบันการเงินในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที บางแห่งใช้เวลานานถึง 1-3 เดือน กว่าที่เงินสดจะโอนเข้าบัญชี ทำให้เจ้าของกิจการต้องหันไปพึ่งเงินจากบัตรเครดิตซึ่งมีดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง หากคุณกำลังเผชิญสถานการณ์นี้ การสมัครขอสินเชื่อออนไลน์ นับเป็นอีกหนึ่งทางออกของเจ้าของกิจการที่อาศัยความเร็วเลยก็ว่าได้ โดยสินเชื่อออนไลน์ของ PeerPower ใช้เวลาเพียง 3 วันในการอนุมัติเท่านั้น และเจ้าของกิจการสามารถได้เงินภายในเวลา 7-10 วัน นับว่าตอบโจทย์เรื่องความเร็วได้ดีทีเดียวค่ะ

เมื่อคุณสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว เรามาดูกันว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เจ้าของกิจการควรรู้ก่อนขอสินเชื่อ

  • เงื่อนไขของสินเชื่อ
  • ผู้ขอสินเชื่อควรทราบถึงเงื่อนไขต่างๆ เช่น วงเงินสินเชื่อ ระยะเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย เป็นต้น

    วงเงินสินเชื่อ – เมื่อคุณรู้จุดประสงค์ของเงินกู้ คุณจะสามารถประมาณการณ์ได้ว่ากิจการของคุณมีความจำเป็นต้องใช้เงินเท่าไหร่ คุณไม่ควรขอมากหรือน้อยเกินไปจากความต้องการที่แท้จริง หากคุณขอมากเกินความจำเป็น คุณจะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยซึ่งอาจก่อให้เกิดหนี้ในอนาคตกับบริษัทได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น สถาบันการเงินจะพิจารณาจากกำลังที่คุณสามารถผ่อนชำระต่อเดือน กับระยะเวลาการชำระหนี้ประกอบการตัดสินใจว่าคุณจะได้วงเงินสินเชื่อเท่าไหร่

    ระยะเวลาการชำระหนี้ – ระยะเวลาในการชำระหนี้เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเช่นกัน เพราะระยะเวลามีผลต่อจำนวนเงินที่คุณต้องชำระคืนต่อเดือน คุณควรคำนวณค่าใช้จ่ายและรายรับต่อเดือนอย่างรอบคอบและวางแผนว่าคุณมีพละกำลังผ่อนชำระต่อเดือนมากน้อยแค่ไหน

    จากภาพด้านล่างจะเห็นได้ว่าการจำนวนการผ่อนชำระต่อเดือนจะลดลงเมื่อระยะเวลาผ่อนชำระนานขึ้น

    peerpower sme loan calculator

    นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการเจรจาระยะเวลาผ่อนชำระกับสถาบันการเงินคือ เงื่อนไขในการปิดหนี้ก่อนกำหนดในสัญญา มักเกิดเหตุการณ์บ่อยครั้งที่เจ้าของกิจการได้เงินก้อนใหญ่มาจำนวนหนึ่งและพร้อมที่จะปิดหนี้เต็มจำนวนเพื่อลดภาระดอกเบี้ยของบริษัท แต่หลายสถาบันการเงินมองว่าตนเองคือผู้เสียประโยชน์จากการได้ค่าดอกเบี้ยตรงนี้ จึงได้ตั้งเงื่อนไขว่าผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถปิดหนี้ก่อนได้ หรือสามารถทำได้แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เป็นต้น ทำให้เจ้าของกิจการต้องจ่ายดอกเบี้ยต่อไปจนกว่าจะครบตามเงื่อนไข

    อย่างไรก็ตาม สินเชื่อของ PeerPower เข้าใจปัญหาตรงนี้เป็นอย่างดี จึงได้ทำการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อธุรกิจที่ผู้ขอสินเชื่อสามารถปิดยอดหนี้ได้ก่อนกำหนด โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ

    อัตราดอกเบี้ย เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในข้อพิจารณาของผู้ขอสินเชื่อหลายๆ คน อัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารจะมีการคิดในอัตราที่ไม่เหมือนกันแต่จะไม่เกินไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น สินเชื่อที่ไม่ใช้หลักทรัพย์จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าสินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ เนื่องจากธนาคารรับความเสี่ยงที่สูงกว่า นอกจากนี้ประเภทสถาบันการเงินก็จะมีกฎหมายในการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกัน เช่น สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ มีเพดานดอกเบี้ยอยู่ที่ 28% ต่อปี ในขณะที่สินเชื่อจากผู้ให้บริการ marketplace lending อย่าง PeerPower มีเพดานดอกเบี้ยอยู่ที่ 15% ต่อปี โดยผู้ให้บริการทั้ง 2 แบบเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช้หลักทรัพย์

  • DTI (สัดส่วน % ความสามารถในการชำระเงินกู้)
  • หลายๆ คนมักจะสงสัยว่าสถาบันการเงินดูอะไรบ้างเวลาอนุมัติผู้ขอสินเชื่อ หนึ่งในสิ่งที่ธนาคารใช้ประเมินคือสิ่งที่เรียกว่า DTI ซึ่งย่อมาจาก Debt-To-Income Ratio ซึ่งก็คืออัตราส่วนระหว่างหนี้สินต่อรายได้ ซึ่งสามารถคำนวณได้ตามนี้

    ตัวอย่าง เช่น

    ฟิลลิปมีรายได้ 40,000 บาท ต้องผ่อนรถเดือนละ 8,000 บาทต่อเดือน และผ่อนค่าสมาร์ทโฟนกับบัตรเครดิตเดือนละ 2,000 บาทต่อเดือน
    DTI = 10,000 ÷ 40,000 x 100 = 25%

    หากฟิลลิปต้องการขอกู้และทำให้ต้องผ่อนเพิ่มเดือนละ 6,000 บาท DTI จะเพิ่มเป็น
    DTI = 16,000 ÷ 40,000 x 100 = 40%

    ธนาคารส่วนใหญ่จะกำหนดค่า DTI ที่ 36% ของรายได้ ถ้าสูงเกินกว่านั้นถือว่ามีความเสี่ยงสูง ในกรณีนี้ หากฟิลลิปไม่มีช่องทางหารายได้เพิ่ม การที่ค่า DTI สูงกว่ามาตรฐาน อาจทำให้ฟิลลิปขอกู้ไม่ผ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้น สถาบันการเงินก็จะดูส่วนอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ภาระหนี้สิน แหล่งรายได้ ประวัติการชำระเงินในอดีตว่าผู้ขอสินเชื่อมีวินัยในการผ่อนชำระหรือไม่ สำหรับสินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ สถาบันการเงินมักจะดูหลักทรัพย์ประกอบด้วยเช่นกัน

  • เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัคร
  • ส่วนใหญ่แล้วธนาคารมักจะขอเอกสารต่อไปนี้
    1. เอกสารในการจัดตั้งบริษัท
    2. ข้อมูลผู้ถือหุ้น ซึ่งรวมไปถึงรายงานเครดิตจากเครดิตบูโรของผู้ถือหุ้นรายใหญ่
    3. ข้อมูลทางการเงิน เช่น งบการเงินบริษัททีสอบทานแล้ว บัญชีธนาคารแสดงรายการ 6 เดือนย้อนหลัง

    จะเห็นได้ว่าเอกสารเป็นสิ่งสำคัญที่สถาบันการเงินใช้พิจารณา ฉะนั้น เจ้าของกิจการควรเดินบัญชีอย่างสวยงาม มีเงินหมุนเวียนเข้าออกเพื่อให้เห็นรายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นของธุรกิจ คุณควรเริ่มจากการฝากเงินเมื่อมีรายได้เข้ามาทันที และไม่ควรถอนเงินจนหมดบัญชี นอกจากนี้ คุณควรหมั่นตรวจเช็คข้อมูลในรายงานเครดิตบูโรอย่างสม่ำเสมอ คุณควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ปรากฏในรายงาน และหากพบข้อมูลผิดพลาดคุณควรแจ้งบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง

  • เครดิตสกอร์
  • เครดิตสกอร์ คือสิ่งที่สถาบันการเงินรวมไปถึง marketplace lender อย่าง PeerPower นำมาใช้เพื่อ “ให้เกรด” ผู้ขอสินเชื่อ โดยผู้ขอสินเชื่อที่มีเกรดดี ก็จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ในขณะที่ผู้ขอสินเชื่อที่มีเกรดค่อนข้างต่ำ ก็จะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ฉะนั้นแล้วเจ้าของกิจการควรหมั่นสร้างคะแนนเครดิตของตนเอง เพราะจะทำให้คุณมีโอกาสได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำนั่นเอง ทั้งนี้ PeerPower เคยเขียนบทความแนะนำ 6 เคล็ดลับเพิ่มเครดิตสกอร์ ซึ่งคุณสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ค่ะ

  • หลักทรัพย์ในการค้ำประกัน
  • เจ้าของกิจการที่อาจจะพึ่งเริ่มต้น หรือไม่มีสินทรัพย์อย่างโรงงานหรือเครื่องจักร อาจจะกังวลอยู่ไม่น้อยว่าตนจะขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจไม่ได้ เนื่องจากหลักทรัพย์เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของการขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจกับสถาบันการเงินหลายแห่ง คุณควรตรวจสอบเงื่อนไขนี้ให้ดีก่อนตัดสินใจกู้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีสินเชื่อประเภทไม่ใช้หลักทรัพย์ที่เหมาะกับเจ้าของกิจการที่พึ่งเริ่มต้น (จดทะเบียนบริษัท 1 ปีขึ้นไป) สิ่งที่เป็นหลักประกันให้กับเจ้าของเงินหรือนักลงทุนก็คือคะแนนเครดิตของผู้กู้นั่นเอง

  • ค่าธรรมเนียมแฝง
  • หลายคนมีความต้องการใช้เงินจนลืมอ่านรายละเอียดที่สำคัญในสัญญา ก่อนที่จะเซ็นสัญญากู้เงินกับที่ไหน คุณควรเช็คให้ดีก่อนว่ามีค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง ค่าธรรมเนียมที่หลายคนมักมองข้ามได้แก่

    • ค่าธรรมเนียมการปิดบัญชี มักคิดเป็นประมาณ 2-3% ตามยอดหนี้ที่เหลือ ณ วันที่ชำระยอดเต็มเพื่อปิดบัญชี
    • ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ เนื่องจากสถาบันการเงินบางแห่งทำการว่าจ้างทีมงานติดตามทวงถามหนี้ จึงเกิดค่าใช้จ่ายกับบริษัท วิธีการที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ทำก็คือเก็บค่าใช้จ่ายกับลูกค้าหรือผู้ขอสินเชื่อนั่นเอง โดยค่าใช้จ่ายนี้จะคิดอยู่ที่ 100-290 บาทต่อครั้ง
    • ค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้า ในเบื้องต้น สถาบันการเงินจะดำเนินการตามกฎหมายตามที่ปรากฏในสัญญา หากผู้ขอสินเชื่อยังไม่ทำการชำระ ธนาคารอาจหักยอดเงินจากบัญชีใดๆ ที่เรามีในธนาคารเดียวกันนั้นเพื่อหักลบกลบยอดหนี้ของสินเชื่อเรา ถ้าเราขอกู้โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทางธนาคารก็อาจยึดทรัพย์สินที่เราใช้เป็นหลักประกันไป หรืออาจจะไปเรียกเก็บเงินจากผู้ที่เป็นบุคคลค้ำประกันให้เราก็ได้