FinTech กับอนาคตของสินเชื่อ

เมื่อพูดถึง “อนาคตของสินเชื่อ” หลายคนมักจะตั้งคำถามต่อไปนี้

  • Machine learning จะเข้ามาพัฒนากระบวนการขอสินเชื่อและสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีได้อย่างไร?
  • Blockchain จะเข้ามามีบทบาทในการขอสินเชื่อในอนาคตอย่างไร?
  • เทคโนโลยีใดที่จะมาพลิกโฉมวงการการเงินในอีก 5 ปีข้างหน้า?

บทความวันนี้เราจะมาพูดถึงเทคโนโลยีที่มีส่วนช่วยในการสร้าง “อนาคตของสินเชื่อ” ค่ะ

ความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

ความคาดหวังต่อบริการและผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สาเหตุหนึ่งมาจากการเข้ามาของดิจิตอลแพลทฟอร์ม เช่น Mobile Banking หรือ Internet Banking ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเคยชินกับความสะดวกและรวดเร็วในการทำธุรกรรม

จากกราฟด้านล่างจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคยุค Millennial อายุ 18-34 ปี เลือกช่องทางดิจิตอลมากกว่าช่องทางดั้งเดิม และส่วนใหญ่ใช้ช่องทางดิจิตอลสำหรับการค้นหาข้อมูล ที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภค Millennial เลือกที่จะใช้ช่องทางดิจิตอลในการส่งเอกสารและตรวจสอบเอกสารซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนการสมัครขอสินเชื่อมากกว่าช่องทางดั้งเดิม

เทคโนโลยีหลักที่จะมาพัฒนาวงการการเงิน

  1. Machine Learning
  2. เราจะเห็นว่าหลายบริษัทเริ่มนำ Machine Learning มาใช้ในการสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน โดยการนำ Machine Learning เข้ามาช่วยจะส่งผลดีต่อการขอสินเชื่อต่อไปนี้

    • ประหยัดต้นทุนและเวลา
    • บริษัทฟินเทคระดับโลกได้นำ Machine Learning มาใช้เพื่อช่วยให้กระบวนการขอสินเชื่อนั้นเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Faircent.com ได้ลงทุนในเทคโนโลยีขนานใหญ่ โดยนำ Big Data และอัลกอริทึมมาใช้ในการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อ

      หนึ่งในอุปสรรคของการปล่อยกู้ให้กับ SME คือค่าใช้จ่ายของการดำเนินการ มีการประเมินว่าสถาบันการเงินมีต้นทุนของการดำเนินการ 4 พัน – 5 พันเหรียญในการดำเนินการปล่อยสินเชื่อวงเงินที่ต่ำกว่า 1 แสนเหรียญฯ เท่ากับว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนับเป็น 4-5% ของจำนวนวงเงินเลยทีเดียว ทำให้ธนาคารเหล่านี้มีกำไรน้อยลง โดยเฉพาะในกรณีที่ได้ทำการตัดสินใจผิดพลาดอนุมัติผู้กู้ที่ก่อให้เกิดหนี้เสีย และนี่ก็คือโอกาสของระบบ Automation และ Artificial Intelligence (AI) ที่จะมาอุดรูรั่วนี้

      Robotic workflow คือระบบที่ให้หุ่นยนต์ทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ตั้งแต่รับเรื่องจากลูกค้าไปจนถึงขั้นตอนประเมินความสามารถผู้กู้ โดยหุ่นยนต์จะทำงานที่เป็น routine งานที่ดำเนินการซ้ำๆ เช่น การตอบคำถามลูกค้าที่มักจะถามเรื่องเดิมๆ เช่น คุณสมบัติการกู้เป็นอย่างไร เอกสารที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง, การตรวจเครดิต ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้ขั้นตอนการขอสินเชื่อมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น จะเห็นได้ว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยลดการใช้กระดาษและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นไปได้กว่า 4-5 ขั้นตอน และลดระยะเวลาจากการขอสินเชื่อ 2-4 อาทิตย์เหลือเพียง 1-3 วันเท่านั้น

      นอกจากนี้ หุ่นยนต์จะช่วยให้เร่งขั้นตอนในการส่งเอกสารและการเก็บเงิน โดยสามารถลดเวลาจากรายอาทิตย์เป็นรายวัน ลองจินตนาการว่าหากพนักงานจะต้องคอยโทรตามเอกสารกับลูกค้า หรือโทรหาลูกค้าที่ผิดนัดชำระด้วยตนเอง วันหนึ่งก็หมดเวลาไปกับการคอยโทรตามแล้วใช่ไหมคะ นอกจากนี้แล้ว AI ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของสถาบันการเงินในการรับเรื่องจากลูกค้า การประสานงานกับลูกค้า และการทำ KYC (การรู้จักลูกค้า) ได้อีกด้วย ซึ่งข้อดีของการมีต้นทุนดำเนินการที่ต่ำก็คือบริษัทสามารถเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าให้กับลูกค้าได้นั่นเองค่ะ

    • ลดการเกิดความผิดพลาด
    • Machine Learning ช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ซึ่งส่งผลให้ความผิดพลาดและเวลาในการอนุมัติรวมไปถึงการจ่ายเงินให้กับผู้กู้น้อยลง ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้น แพลทฟอร์มปล่อยกู้หลายแห่งใช้อัลกอริทึมในการจัดประเภทของใบสมัคร โดยใช้ข้อมูลของผู้สมัครและการคาดการณ์ที่ทางบริษัทได้คิดพัฒนาวิธีการขึ้นมาเพื่อใช้อนุมัติผู้ขอสินเชื่อ

    • การทำเครดิตสกอริ่ง
    • เครดิตสกอร์เปรียบเสมือนหัวใจของธุรกิจสินเชื่อ Machine Learning ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาโมเดลเครดิตสกอริ่งในการประเมินความน่าเชื่อถือของผู้กู้และให้คะแนนโดยเราจะเห็นว่าในต่างประเทศจะมีเครดิตสกอร์ที่เรียกว่า FICO สำหรับ PeerPower เราได้ทำการจัดกลุ่มผู้ขอสินเชื่อออกเป็นเกรด A-D โดยเกรด A คือผู้มีคะแนนเครดิตที่ดีมากนั่นเอง

      Machine Learning จะนำข้อมูลพฤติกรรมของผู้สมัคร ซึ่งรวมถึงประวัติการชำระเงินในอดีตที่ดึงมาจาก เครดิตบูโร บางสถาบันได้นำข้อมูลในโลกโซเชียลมาใช้ประเมินคะแนนเครดิตเช่นกัน ซึ่งวิธีการนี้ได้รับความนิยมในประเทศจีน ล่าสุดเราได้เห็นข่าวว่า บริษัท Tencent ได้ลองทำการทดสอบประเมินเครดิตของผู้ใช้ โดยใช้ข้อมูลจากโซเชียลเนตเวิร์ค

      คะแนนเครดิตนี้จะสร้างความเที่ยงธรรมให้กับผู้ขอสินเชื่อ หลายคนอาจขมวดคิ้วและสงสัยว่า “ความเที่ยงธรรมทางการเงิน (fair play)” คืออะไร แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่แพลทฟอร์ม marketplace lending หรือ peer-to-peer lending ทั่วโลกได้นำมาใช้ ซึ่งในไทยอาจจะยังไม่แพร่หลายมากนัก Fair Play ที่ว่านี้คือการคิดอัตราดอกเบี้ยจากคะแนนเครดิตของผู้กู้ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ ผู้กู้เกรด A จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าผู้กู้เกรด นั่นเอง เนื่องจากนักลงทุนมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า และผู้ขอสินเชื่อที่มีวินัยดีก็สมควรได้อัตราดอกบี้ยที่ต่ำ

    • บริหารความเสี่ยง
    • Machine Learning ทำการจัดการข้อมูลจำนวนมาก (data mine) เช่น ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลเครดิตบูโร ข้อมูลโซเชียล และพัฒนาอัลกอรึทึมเชิงสถิติขึ้นเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของผู้กู้ การดึงข้อมูลนี้สามารถทำได้แบบเรียลไทม์ วิธีการนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนถึงการบริหารความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม

  3. Blockchain
  4. สำหรับคนที่อยู่ในวงการฟินเทค คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า Blockchain สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก Blockchain ขออธิบายคร่าวๆ ซึ่งนำข้อมูลมาจาก Techsauce ดังนี้

    Blockchain นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยนำมาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง บล็อกเชน เป็นรูปแบบการเก็บข้อมูล (Data structure) แบบหนึ่ง ที่ทำให้ข้อมูล Digital transaction ของแต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุกๆ คนได้ เป็นเสมือนห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้ block ของข้อมูลลิ้งก์ต่อไปยังทุกๆ คนเป็น โดยที่ทราบว่าใครที่เป็นเจ้าของและมีสิทธิในข้อมูลนั้นจริงๆ

    เมื่อบล็อกของข้อมูลได้ถูกบันทึกไว้ในบล็อกเชน มันจะเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง เวลาที่มีใครต้องการจะเพิ่มข้อมูล ทุกๆ คนในเครือข่ายซึ่งล้วนแต่มีสำเนาของบล็อกเชน สามารถรัน Algorithm เพื่อตรวจสอบ Transaction โดย Transaction ใหม่นี้จะได้รับอนุญาต ต่อเมื่อในเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง

    บล็อกเชนถูกนำมาใช้ในวงการโอนเงินข้ามชาติ โดยใช้สกุลเงิน Bitcoin ทีนี้ในด้านการขอสินเชื่อ บล็อกเชนมีบทบาทอย่างไร?

    • ลดตัวกลางและต้นทุน

    • เนื่องจากทุกคนในเนตเวิร์คมีสถานะเท่ากัน ไม่มีการส่งต่อเอกสารจากระดับล่างไปสู่ระดับบนเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บล็อกเชนจะมาแทนที่พนักงานธนาคาร พนักงานบัญชีและกฎหมาย โดยผู้มีหน้าที่ตัดสินใจสามารถทำได้จากการเห็นข้อมูลและการเคลื่อนไหวทางธุรกรรม การตัดตัวกลางออกไปทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนในการจ้างพนักงานและลดค่าธรรมเนียมของการบริการได้

    • การทำธุรกรรมสามารถทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    • การทำธุรกรรมข้ามธนาคารปกติใช้เวลาเป็นวัน โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกิดขึ้นนอกเวลาทำการ บล็อกเชนจะช่วยลดเวลาจาก 24 ชั่วโมงเป็นไม่กี่นาทีเท่านั้น เราจะเห็นได้ว่ามีธนาคารในไทยได้เริ่มนำบล็อกเชนมาทดสอบรับรองเอกสารหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee : LG) โดยสร้างระบบให้บริการการเก็บรักษาและเรียกใช้ โดยเน้นความถูกต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดเกิดความสะดวก รวดเร็ว

    • ความโปร่งใสและปลอดภัยขั้นสูง

    • การแก้ไขข้อมูลใดๆ ในบล็อกเชนจะปรากฏให้เห็นกับทุกคนในเครือข่าย ดังนั้นจึงเกิดความโปร่งใส จะเห็นได้ว่าหลายๆ รัฐบาลได้นำแนวคิดบล็อกเชนไปใช้เพื่อลดคอรัปชั่น

      จะเห็นได้ว่าการนำบล็อกเชนมาใช้จะสร้างความโปร่งใส เพิ่มความสะดวกรวดเร็วได้อย่างมาก อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีนี้มีต้นทุนค่อนข้างสูง และคนที่เข้าใจเทคโนโลยีนี้อาจจะยังน้อยอยู่ในไทย เราคาดว่าในอนาคตจะเห็นการนำ Blockchain มาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น

สร้างประสบการณ์แห่งอนาคต

แม้เทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญ แต่หัวใจหลักของการนำเทคโนโลยีมาใช้ คือการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้านั่นเอง PwC ได้กล่าวในรายงานว่า

การสร้างแอปพลิเคชันสำหรับธุรกรรมการเงินไม่เพียงพอต่อการสร้างอนาคตทางการเงินอย่างแท้จริง บริษัทต้องคิดไปไกลกว่าการลดจำนวนคลิก หรือลดการใช้คนทำงาน ซึ่งก็คือการคำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้และประสิทธิภาพในการดำเนินการของพนักงานให้สามารถส่งมอบบริการได้ทันเวลา

เรามีความเชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการลดช่องว่างทางการเงินและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับวงการการเงิน สำหรับ PeerPower เราได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการให้บริการสินเชื่อออนไลน์ให้ “ทุกคน” สามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าคุณจะอาศัยในพื้นที่ที่ไม่มีสาขาธนาคาร คุณเองก็สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ นอกจากนี้ เรายังเปิดโอกาสให้ SME ที่ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลาน้อยกว่า 2 ปี สามารถขอสินเชื่อได้ ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้มักจะถูกปฏิเสธจากธนาคาร นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยให้เราสามารถลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ภายในเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น นับว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจของเราต้องการตอกย้ำแนวคิด “อิสรภาพทางการเงิน” และ “ความเท่าเทียมทางการเงิน” ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

ขอบคุณภาพประกอบจาก PwC: Getting a bang for your digital buck