เครดิตบูโร เรื่องสำคัญที่ผู้ขอสินเชื่อต้องรู้

สำหรับคนที่มีประสบการณ์ขอสินเชื่อ คงเคยได้ยินคำว่า “เครดิตบูโร” กันมาบ้าง จากการได้พูดคุยกับลูกค้าที่เคยขอสินเชื่อมาก่อนนั้น เราพบว่าหลายท่านยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครดิตบูโร หรือคะแนนเครดิต (credit score) ของตนเองไม่น้อย วันนี้ PeerPower จะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเครดิตบูโรว่าคืออะไร และสำคัญต่อผู้ขอสินเชื่ออย่างไรค่ะ

credit score report

เครดิตบูโรคือใคร?

เครดิตบูโร หรือ บริษัทข้อมูลเครดิต (National Credit Bureau) คือ บริษัทที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเครดิตจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่งที่เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร นำมารวบรวมประมวลผลเป็นข้อมูลเครดิต โดยสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกจะสามารถเรียกดูรายงานข้อมูลเครดิตได้ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจใสนการอนุมัติสินเชื่อ

เครดิตบูโรเก็บข้อมูลอะไรบ้าง?

ข้อมูลที่เครดิตบูโรเก็บแบ่งเป็น 2 ส่วน

  1. ข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ ชื่อจริง นามสกุล ที่อยู่ วันเกิด สถานภาพการสมรส อาชีพ เป็นต้น โดยเครดิตบูโรจะไม่สามารถเก็บข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวกับบุคคลได้ เช่น คดีทางอาญา
  2. ประวัติการขอสินเชื่อ การได้รับอนุมัติสินเชื่อ และประวัติการชำระสินเชื่อย้อนหลังไม่เกิน 36 เดือน ดังนั้นข้อมูลการชำระเงินต่างๆ ของเรามีแสดงในส่วนนี้ทั้งหมด โดยคำว่า “สินเชื่อ” ตามกฎหมายเครดิตบูโร ไม่ได้จำกัดแค่สินเชื่อส่วนบุคคล แต่ยังรวมไปถึงสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อเงินสด การเช่าซื้อรถยนต์ ประวัติการค้ำประกัน การซื้อขายหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ข้อมูลเครดิตบูโรจะแสดงข้อมูลในส่วน “หนี้สิน” เท่านั้น แต่จะไม่แสดงข้อมูลในฝั่ง “ทรัพย์สิน”

ข้อมูลมาจากไหน?

ข้อมูลได้มาจาก “สมาชิก” ของเครดิตบูโร ซึ่งก็คือธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของรัฐ (เช่น ธนาคารออมสิน) บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซอเอร์ บริษัทประกันวินาศภัย ประกันชีวิต ผู้ให้บริการบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็น Bank หรือ Non-bank อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ค่ายบริษัทมือถือ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ไม่ได้เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร การที่คุณค้างจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือจึงไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ แต่ทางที่ดี คุณควรสะสางหนี้สินให้หมด เพื่อความสบายใจของตัวคุณเอง

สมาชิกจะทำการแจ้งประวัติการชำระสินเชื่อไปยังเครดิตบูโร ซึ่งหากคุณมีประวัติการชำระล่าช้า ข้อมูลตรงนี้จะไปปรากฎในรายงานเครดิตบูโร โดยสมาชิกสามารถเข้ามาดูข้อมูลตรงนี้เพื่อใช้วิเคราะห์สินเชื่อ และการออกบัตรเครดิตได้ สำหรับบุคคลทั่วไปอย่างเราๆ จะสามารถทำการขอดูรายงานเครดิตบูโรของตนเองได้เท่านั้น และไม่สามารถขอดูข้อมูลของลูกหนี้ได้

หลายครั้ง ผู้ขอสินเชื่อได้รับการติดต่อจากธนาคารเพื่อเสนอให้รีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต หลายๆ ท่านเกิดความสงสัยว่าธนาคารเหล่านี้ทราบได้อย่างไรว่าตนมีประวัติค้างชำระ หรือเป็นหนี้บัตรเครดิต คำตอบก็คือ ธนาคารเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร และสามารถเรียกดูข้อมูลได้นั่นเอง การที่ธนาคารบอกว่าลูกค้าท่านใดเป็น “ลูกค้าชั้นดี” และมีข้อเสนอพิเศษในการสมัครสินเชื่อนั้น แสดงว่าลูกค้าคนนั้นได้ทำการชำระหนี้อย่างตรงเวลา และไม่เคยผิดนัดชำระ

สำหรับคนที่จ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารเยอะๆ นั่นหมายความว่าคุณได้ทำการชำระขั้นต่ำ หรือชำระล่าช้า จนเกิดเป็นดอกเบี้ย ในทางปฏิบัติ ธนาคารจะพยายามเลี่ยงลูกค้ากลุ่มนี้ เพราะมีความเสี่ยงสูงในการผิดนัดชำระ ลองคิดดูว่าถ้ามีคนมาขอยืมเงินคุณ คุณอยากจะให้คนที่ชำระล่าช้า ไม่ตรงเวลายืมเงินหรือไม่ เพราะนั่นถือเป็นความเสี่ยงที่คุณจะไม่ได้เงินคืนเลย

ข้อมูลในเครดิตบูโรเก็บย้อนหลังกี่ปี

ข้อมูลของบุคคลธรรมดาและข้อมูลของนิติบุคคล กฎหมายกำหนดไว้ว่าให้เก็บไว้ในระบบประมวลผลได้ไม่เกิน 3 ปี และ 5 ปีตามลำดับ นับแต่วันที่สมาชิกรายงานข้อมูลมายังบริษัท โดยที่จะมีข้อมูลใหม่จะเข้าไปแทนที่ข้อมูลเก่า ส่วนการอัพเดดข้อมูลนั้น สถาบันการเงินจะรายงานประวัติการชำระของคุณเข้ามาที่บริษัทฯ ทุกๆ สิ้นเดือน

ตัวเลขที่ปรากฏในรายงานมีความหมายอย่างไร

ในรายงานข้อมูลเครดิตนั้นจะระบุสถานะบัญชีเป็นตัวเลข เราลองไปดูความหมายของรหัสเลขต่าง ๆ กัน

  • 10 – ปกติ แปลว่า บัญชีนี้มีการชำระสินเชื่อตามปกติ จ่ายครบ จ่ายตรงตามเงื่อนไข ไม่มียอดค้างชำระหรือค้างชำระไม่เกิน 30 วัน
  • 11 – ปิดบัญชี แปลว่า สินเชื่อบัญชีนี้ได้มีการปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว ไม่มีหนี้ค้าง
  • 12 – พักชำระหนี้ ตามนโยบายรัฐ แปลว่า ที่ผ่านมาเคยมียอดค้างชำระ แต่ตอนนี้เข้าโครงการพักชำระหนี้ตามนโยบายรัฐ จึงทำให้สถานะไม่เป็นการค้างชำระ
  • 20 – หนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน แปลว่า เคยค้างชำระในอดีต และปัจจุบันก็ยังค้างอยู่ ซึ่งเป็นสถานะที่เป็นผลลบต่อตัวผู้เป็นลูกหนี้เจ้าของบัญชีนี้

ควรตรวจเครดิตบูโรเมื่อไหร่

หลายคนมักเข้าใจว่าควรตรวจเครดิตบูโรเมื่อจะขอกู้เท่านั้น ในความเป็นจริง คุณควรตรวจเครดิตบูโรตัวเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็คข้อมูลตัวเองในเรื่องประวัติการชำระสินเชื่อทั้งหมดที่เรามีว่าเป็นอย่างไรแล้ว หากมีจุดบกพร่องตรงไหน ยังพอมีเวลาแก้ได้ทัน นอกจากนี้ยังช่วยตรวจสอบความถูกต้องของรายงาน และดูว่ามีใครนำข้อมูลของเราไปแอบอ้างหรือไม่ เช่น ปลอมแปลงสำเนาบัตรประชาชน หรือเอกสารการเงินต่าง ๆ ไปสมัครสินเชื่อโดยใช้ชื่อเรา และเมื่อไหร่ที่ถึงเวลาที่เราจะขอสินเชื่อ ข้อมูลตรงนี้ก็จะพร้อมใช้ได้ทันที

รักษาคะแนนเครดิตให้ดี ทำอย่างไร

  1. ดำรงสัดส่วนหนี้อย่างเหมาะสม โดยไม่ควรมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนสูงเกินไป จนทำให้รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายหลักในการดำรงชีพไม่เพียงพอสำหรับชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวด
  2. มีบัตรเครดิตในจำนวนน้อย หรือเท่าที่พอเพียงต่อความจำเป็น และควรปิดบัญชีบัตร เครดิตใดๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว เพราะโดยปกติสถาบันผู้ให้สินเชื่อจะดูขีดความสามารถในการจับจ่ายว่า ผู้บริโภครายนั้นๆ มีขีดความสามารถในการชำระหนี้ได้ขนาดไหน หากมีจำนวนบัตรเครดิตมากแนวโน้มการก่อหนี้ก็จะมีมากขึ้น
  3. ชำระหนี้ทุกรายการตามใบแจ้งหนี้จากสถาบันเจ้าหนี้ในจำนวนอย่างน้อยที่สุดเท่ากับจำนวนขั้นต่ำที่กำหนด และภายในระยะเวลาที่กำหนด และควรต้องชำระเต็มจำนวนตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับสถาบันเจ้าหนี้
  4. หากไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ตามกำหนดระยะเวลา หรือหากพบว่าข้อมูลในใบแจ้งหนี้มีความ คลาดเคลื่อน ควรรีบติดต่อกับสถาบันผู้ออกบัตรทันที และการดำเนินการร้องเรียนหรือแก้ไขข้อมูลควรทำเป็นลายลักษณ์อักษร

ตรวจเครดิตบูโรที่ไหนได้บ้าง?

สำหรับใครที่อยากเช็กข้อมูลเครดิตของตัวเอง สามารถเตรียมบัตรประชาชนแล้วนำไปตรวจสอบแบบรอรับผลได้เลย (ค่าบริการ 100 บาท) ภายใน 15 นาที ซึ่งมีจุดบริการหลายแห่งด้วยกัน เช่น

  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) อาคาร 2 ชั้น 2 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.30 น. หยุดวันนักขัตฤกษ์
  • ปากซอยสุขุมวิท 25 อาคารกลาสเฮ้าส์ (ชั้นใต้ดิน) ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา09.00-16.30 น. หยุดวันนักขัตฤกษ์
  • สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง (ภายในสถานี) ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น.
  • ห้างเจ-เวนิว (นวนคร) ชั้น 4 ติดประกันสังคม ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น.
  • CITI (บริการเฉพาะ เสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 – 19.00 น.) เดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, ศูนย์การค้าเมกา บางนา
    ฟรี ตรวจเครดิตบูโรแบบสรุป ณ ที่ทำการไปรษณีย์ (เฉพาะสาขาที่ให้บริการ)

ข้อมูลเครดิตบูโรไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร?

หากเราพบว่าข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่อัพเดท เราสามารถดำเนินการได้ 2 วิธีต่อไปนี้

  1. แจ้งธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่เรา (เคย) เป็นลูกหนี้อยู่ว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง หรือไม่อัพเดต เพื่อเป็นการผลักดันเรื่องให้ธนาคาร หรือสถาบันการเงินทำเรื่องแก้ไขเข้าไปที่เครดิตบูโรต่อไป เพราะตามกฎหมายนั้นธนาคาร หรือสถาบันการเงินเหล่านี้มีหน้าที่ต้องส่งข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยให้เครดิตบูโรตลอดเวลาอยู่แล้ว
  2. ในขณะเดียวกัน เราเองก็สามารถเดินเรื่องเข้าไปที่เครดิตบูโรได้ด้วยตัวเองเช่นกัน โดยกรอกแบบฟอร์ม “คำขอโต้แย้ง” และยื่นแบบฟอร์มนี้ไปยังจุดบริการที่ระบุข้างบน
    โดยเมื่อได้รับแบบฟอร์มนี้แล้ว เครดิตบูโรมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งเรื่อง ในกรณีที่มีการโต้แย้งกัน และไม่อาจหาข้อยุติได้ เครดิตบูโรจะบันทึกข้อโต้แย้งพร้อมหลักฐานประกอบของเราไว้ในระบบข้อมูลต่อไป แต่ถ้าเรายังไม่ยอมความและยืนยันว่าข้อมูลของตนนั้นถูกต้องจริง เราสามารถอุทธรณ์เรื่องต่อไปที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตก็ได้ ซึ่งคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการนี้จะถือว่าเป็นที่สุด

จะเห็นได้ว่าเครดิตบูโรไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเราเลย ในบทความหน้าเราจะมาอธิบายเกี่ยวกับคำว่า “ติดเครดิตบูโร” หรือ “แบล็กลิสต์” ว่ามีจริงหรือไม่ แล้วหมายความว่าอย่างไร สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดบทความการเงินจากเรา สามารถ ลงทะเบียนได้ที่นี่ โดยท่านจะได้รับจดหมายข่าวสารจากเราค่ะ