myth p2p lending

4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ P2P lending

P2P lending (การกู้ยืมระหว่างบุคคลต่อบุคคล) เป็นแนวคิดที่แพร่หลายในประเทศฝั่งตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อังกฤษหรือแม้แต่ในภูมิภาคใกล้เคียงบ้านเราอย่างจีน สิงคโปร์ หรืออินโดนีเซียนั้น ธุรกิจประเภท P2P lending ก็ยังได้รับความนิยมสูง

บริษัท P2P lending ที่ทาง Forbes จัดให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุด ได้แก่ Lending Club, Prosper, Upstart และ Funding Circle ซึ่งต่างเป็น Fintech Startup ที่มีอายุไม่ถึง 10 ปี แต่มีการกู้เงินผ่านเว็บไซต์มูลค่ากว่าร้อยล้านเหรียญสหรัฐ 

ก่อนที่จะพูดถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ P2P lending เราจะขอมาสรุปให้ฟังกันอีกครั้งว่า P2P lending คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรกับวงการ FinTech ในประเทศไทย

P2P lending (peer-to-peer lending) ตามที่ Wikipedia ได้จำกัดความไว้ หมายถึง การให้สินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยระบบจะจับคู่ผู้ขอสินเชื่อและนักลงทุนซึ่งเป็นบุคคลทั่วไป โดยจะแตกต่างจากการให้สินเชื่อแบบดั้งเดิมที่แหล่งทุนนั้นมาจากธนาคาร หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของ P2P lending ทาง PeerPower ได้จัดทำคลิปวิดีโอสั้นๆ เข้าใจง่าย ที่อธิบายเกี่ยวกับคอนเซปต์ของ P2P lending ไว้แล้วที่นี่

ทีนี้มาดูกันว่าคนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับ P2P lending ที่ว่านี้อย่างไรบ้าง

1.     P2P lending คือการกู้นอกระบบ

ด้วยความที่ระบบ P2P lending เป็นการเชื่อมต่อผู้ขอสินเชื่อกับนักลงทุนที่เป็นบุคคลทั่วไป คนส่วนใหญ่จึงมักเข้าใจผิดว่า P2P lending คือการกู้นอกระบบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว P2P lending ต่างจากการกู้นอกระบบอย่างสิ้นเชิง โดยแพลตฟอร์ม P2P lending เช่น PeerPower นั้น ได้ทำการพัฒนาระบบคำนวณคะแนนเครดิต (credit score) โดยระบบได้ทำการประมวลข้อมูลจากเครดิต บูโร เพื่อตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ รวมถึงข้อมูลจำเป็นอื่นๆ เช่น ประวัติการทำงาน เพื่อประเมินความสามารถในการชำระเงินของผู้ขอสินเชื่อ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ขอสินเชื่อควรได้รับ กระบวนการนี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้กู้เงินมีวินัยในการชำระสินเชื่อตรงเวลา จะเห็นได้ว่า การกู้ผ่านแพลตฟอร์ม P2P lending มีมาตรฐานและความโปร่งใสกว่าการกู้นอกระบบ

นอกจากนี้ ดอกเบี้ยของระบบ P2P lending มักจะต่ำกว่าการกู้นอกระบบมาก โดยทั่วไป การกู้นอกระบบจะมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 5-20% ต่อเดือน ในขณะที่การกู้ผ่านระบบ P2P lending เช่น PeerPower นั้น มีอัตราดอกเบี้ยเพียง 8-15%  ต่อปีซึ่งปฎิบัติตาม พรบ.  การเก็บดอกเบี้ย  เมื่อเกิดการผิดชำระหนี้ ตัวกลางทำหน้าที่ในการติดตามทวงถามหนี้ ซึ่งก็ต่างจากการกู้นอกระบบ

2. P2P lending เป็นทางเลือกที่ไม่ได้รับความนิยม

P2P lending มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 โดยมีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ปัจจุบัน หากเทียบเป็นจำนวนเงินกู้ต่อประชากร ตลาด P2P lending ในอังกฤษถือว่าเป็นตลาดเงินกู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยคิดเป็นจำนวนเงินที่กู้ต่อหัวสูงกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 72% ในขณะที่สหรัฐฯ มีมูลค่าการกู้ผ่านแพลตฟอร์ม P2P lending สูงที่สุด (6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งถือว่ามีอัตราการเติบโตจากปีที่แล้วสูงถึง 128% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวบ่งบอกถึงความนิยมของ P2P lending ในต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

สาเหตุหลักๆ ที่ P2P lending ได้รับความนิยมในต่างประเทศนั้น เนื่องจากการกู้ผ่านแพลตฟอร์ม P2P lending ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งสองฝ่าย ในด้านของผู้ขอสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินทั่วไป ส่วนในมุมของนักลงทุนนั้น ก็จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการนำเงินไปฝากธนาคาร หรือซื้อธนบัตรรัฐบาล เป็นต้น หลายคนอาจเกิดความสงสัยว่าทำไมการกู้แบบ P2P lending สามารถให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนที่จูงใจได้ คำตอบคือ ระบบ P2P lending เป็นตลาดปล่อยสินเชื่อที่ทำผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ต้นทุนในการดำเนินการของผู้ให้บริการ P2P lending นั้นต่ำกว่าธนาคารซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ ที่ช่องทางออนไลน์ไม่มี เช่น การเปิดสาขา การจ้างพนักงานประจำสาขา เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้ที่เป็นนิยมสูงของ P2P lending คือ การกู้ยืมเพื่อไปปิดหนี้สินบัตรเครดิต เนื่องจากดอกเบี้ยจากบัตรเครดิตมักจะสูงกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทอื่นๆ

3.  P2P lending เป็นเรื่องไกลตัว

หลายคนมักเข้าใจว่า P2P lending เป็นเรื่องใหม่ และน่าจะใช้เวลาอีกนานสำหรับธุรกิจประเภทนี้ที่จะดำเนินการในประเทศไทย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วในขณะนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังกำลังดำเนินการออกกฎหมายและข้อบังคับของ peer-to-peer lending เพื่อเอื้อต่อธุรกิจฟินเทค และส่งเสริม startup economy ของประเทศไทย ซึ่ง PeerPower เองก็เป็นหนึ่งในบริษัทแรกของคนไทยที่กำลังดำเนินการตามแนวทางของธปท. และกระทรวงการคลังอยู่เช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้ดำเนินการในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

4.  ผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนแปรตามกลไกตลาด

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าผลตอบแทนจากแพลตฟอร์ม peer-to-peer lending จะแปรตามกลไกตลาด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผลตอบแทนของนักลงทุนจะมีความแน่นอนและไม่แปรเปลี่ยนไปตามภาวะตลาด เนื่องจากในการทำสัญญากู้เงินและลงทุนได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยชัดเจนชัดเจน ฉะนั้นการลงทุนใน P2P lending จึงให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอเป็นรายเดือน (stable return) ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์และสถิติการดำเนินการ P2P lending ในประเทศอื่นๆ

และที่กล่าวมานั้น ก็คือ 4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ  P2P lending หากมีข้อสงสัย หรือคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ P2P lending หรือบริการของ PeerPower สามารถคอมเม้นท์สอบถามด้านล่าง หรือติดต่อเราที่ contact@peerpower.co.th ค่ะ