By

Pinwaa

Bitcoin ใกล้แตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 เดือน

Bitcoin ใกล้แตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 เดือน หลังการตอบรับอย่างอบอุ่นต่อการเปิดตัว Future ของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค Bitcoin ต้องดิ้นรนให้พ้นจากการตกต่ำของราคาที่สุดในรอบ 3 เดือนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งนักเทรดต่างยกให้เป็นผลของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์คที่เพิ่งเปิดขายตราสารอนุพันธ์แบบ Future Bitcoin เงินสกุลดิจิทัลเจ้าใหญ่ที่สุดในตลาดมีมูลค่าลดลง 2% แตะระดับ 8,364 เหรียญดอลล่าร์ ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน โดยลดลงกว่า 15% เป็นช่วงสั้นๆ เมื่อวันอังคารแตะที่ระดับ 8,000 เหรียญดอลล่าร์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ก่อนจะค่อยๆ ดีขึ้น จากการที่ The Intercontinental Exchange ผู้เป็นเจ้าของ NYSE(New York Stock Exchange)ได้ขึ้นทะเบียนให้ Bakkt ซึ่งเป็นเงินสกุลดิจิทัลสกุลหนึ่งเป็นตราสารประเภท Future ในวันจันทร์ที่ 23 กันยายน ซึ่งได้รับการคาดการณ์จากนักเทรดว่าจะนำไปสู่การลงทุนจากนักลงทุนรายใหญ่ การเปิดตัว Bakkt ซึ่งเป็นบิตคอยน์ภายใต้แพลตฟอร์ม ICE จะเป็นกฎหมายอ้างอิงสำหรับการซื้อขายบิตคอยน์ในลักษณ์ Future ซึ่งคาดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ราคาของ bit coin เพิ่มขึ้นสูงมากในช่วงก่อนหน้านี้ของปี Bakkt ได้ออกมาเปิดเผยว่ามีเพียงแค่ 166 สัญญาเท่านั้นที่มีการทำการซื้อขาย ซึ่งไม่เป็นที่น่าประทับใจเท่าไหร่สำหรับนักวิเคราะห์และนักเทรดบางคนที่ตีความว่าการอัตราการเทรดจำนวนน้อยนั้นคือหลักฐานของความไม่มั่นใจที่มีต่อคริปโตเคอเรนซีของนักลงทุนรายใหญ่ “มันคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้สถาบันการเงินเชื่อมต่อกับบิตคอยน์” Jame Farquahan ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ NKB Group ใน London กล่าว “มันคืออะไรซักอย่างที่จะทำให้พวกเขาสะดวกพอที่จะซื้อมัน” Bitcoin Future ได้มีการเสนอขายตามกฎหมายการเงินฉบับนี้ได้รับความนิยมอย่างเป็นวงกว้างภายในปีนี้ เพราะว่านักลงทุนส่วนหนึ่งมองหาการลงทุนใน คริปโตที่มีการป้องกันจากการโจรกรรมข้อมูล การแฮ็ค และความผันผวนที่เกิดขึ้น ในบางตลาดการซื้อขายหลักทรัพย์กำลังจะเสนอขาย Bitcoin ในลักษณะ Future จะนำไปสู่การซื้อขายล่วงหน้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เสนอให้นักเทรดหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในเงินสกุลดิจิทัล CME Group ผู้ดำเนินการด้าน Future ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแผนการเปิดให้บริการ Option เพื่อซื้อขายสัญญา Bitcoin ภายในไตรมาสแรกปี 2020 ผู้เล่นบางคนในตลาดกล่าวว่า การร่วงของ Bitcoin เมื่อวันอังคารส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาด้านเทคนิค… Read more

Larry Ellison กับ 5 ประโยคบันดาลใจ

Larry Ellison กับ 5 ประโยคบันดาลใจ การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดทุนหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินเท่านั้น นักลงทุนที่เพียร์ พาวเวอร์ รู้จัก หลายคนได้รับการยกย่องในด้านการลงทุนกับหุ้น ในขณะที่อีกหลายคนโดดเด่นในการลงทุนกับสินทรัพย์ทางเลือก Larry Ellison เป็นอย่างหลัง แม้คนส่วนใหญ่จะรู้จักเขาในแง่ของการเป็น CEO และ CTO ของ Oracle Corporation บริษัทผู้พัฒนาระบบ CRM ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดระบบหนึ่งของโลก ส่งให้ Ellison เป็นบุคคลที่รวยที่สุดติดอันดับ Top10 ของคนวงการ IT แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีมีวิธีการเลือกสินทรัพย์ในการลงทุนที่ไม่เหมือนใคร ทัศนคติของเขาสะท้อนออกมาทางคำพูดที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้ ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ เลือกมา 5 ประโยค ที่สอดคล้องกับช่วงชีวิตของเขา และน่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนคนต่อไป When I do something, It is all about self-discovery. I want to learn and cover my own limits. :: เมื่อผมทำบางสิ่ง ทั้งหมดนั้นเพื่อการค้นหาตัวเอง ผมต้องการเรียนรู้และค้นพบข้อจำกัดของตัวเอง ปี 1944 Larry Ellison เป็นเด็กชายที่เกิดจากแม่วัยรุ่น เขาเกิดมาพร้อมกับอาการป่วย นั่นทำให้แม่วัย 19 ปีของเขาตัดสินใจยก Ellison ให้เป็นลูกบุญธรรมของลุงกับป้า ที่ให้ความรักกับเขาอย่างเต็มที่ แต่แม่บุณธรรมที่มีความรักให้เขาล้นเหลือจากไปตั้งแต่ Larry ยังเป็นวัยรุ่น เขาจบมัธยมและเลือกเข้าเรียนแพทย์ตามแรงผลักดันของคนในครอบครัว เพื่อจะพบว่าเขามีข้อจำกัดในการเรียนสาขาวิชานี้ Larry Ellison เข้าเรียนแพทย์ที่ University of Illinois at Urbana–Champaign เพื่อจะลาออกจากมหาวิทยาลัย และเข้าเรียนอีกครั้งที่ Chicago University เพื่อจะลาออกอีกเช่นกัน นั่นหมายความว่า Ellison เรียนไม่จบในระดับอุดมศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความสามารถด้านอื่น เขาเลือกหยิบทักษะพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์มาใช้สร้างโอกาสให้กับชีวิต และเมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่ของ Oracle Corporation… Read more

ความแตกต่างระหว่าง Lending Based Crowdfunding กับ การขอสินเชื่อคืออะไร

ความแตกต่างระหว่าง Lending Based Crowdfunding กับ การขอสินเชื่อคืออะไร เนื่องจากการขอระดมทุนแบบ Lending Based Crowdfunding ค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย เพียร์ พาวเวอร์พบว่า ผู้ขอระดมทุนแบบ Lending Based Crowdfunding อาจจะมีความไม่เข้าใจในวิธีการและการได้มาซึ่งทุนที่ยื่นขอไป โดยความสับสนที่พบบ่อยที่สุดคือความแตกต่างระหว่าง Lending Based Crowdfunding กับ การขอสินเชื่อธนาคารแตกต่างกันอย่างไร เพื่อลดคำถามและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ เพียร์ พาวเวอร์ขออธิบายความแตกต่างให้เห็นกันชัดๆ  ความแตกต่างในด้านผู้ให้บริการ แม้จะเป็นแหล่งทุนเพื่อผู้ประกอบการเหมือนกัน แต่ผู้ให้บริการเงินทุนระหว่างธนาคารกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Lending Based Crowdfunding กลับไม่เหมือนกัน ธนาคารที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจ  สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุน ที่แรกที่จะนึกถึงแน่นอนว่าต้องเป็นธนาคารที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ธนาคารจึงมีลักษณะของ “ผู้ให้เงินทุน” หรือ “ให้สินเชื่อ”ซึ่งธนาคารคือสถานที่เดียวที่รับฝากเงินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นธนาคารจึงเป็นสถานที่ที่มีเงินสำหรับให้สินเชื่ออยู่แล้ว แต่จะให้หรือไม่ให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการรายใดก็ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของธนาคารนั้น   ผู้ให้บริการ Lending Based Crowdfunding ผู้ให้บริการ Lending Based Crowdfunding เป็นนิติบุคคลที่ทำหน้าที่ให้บริการแพลตฟอร์มในการจับคู่ผู้ประกอบการที่ต้องการขอเงินทุนกับนักลงทุน ดังนั้นผู้ให้บริการ Lending Based Crowdfunding มีลักษณะเป็น “ตัวกลาง” ไม่ใช่ผู้ที่ถือเงินหรือตัดสินใจให้ทุนกับผู้ประกอบการ ความแตกต่างด้านวิธีการ ทั้งการขอสินเชื่อและการขอระดมทุน เป็นการยื่นขอเงินทุนแล้วได้มาเหมือนกัน แต่วิธีการของธนาคารกับการขอระดมทุนแบบ Lending Based Crowdfunding มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนที่สุดในด้านวิธีการ ธนาคารมีวิธีการในการให้สินเชื่ออย่างไร ธนาคารเป็น “ผู้ให้สินเชื่อ” ที่จะพิจารณาคุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อจากเอกสารทางการเงิน สินทรัพย์ค้ำประกัน(กรณีเป็นสินเชื่อมีสินทรัพย์ค้ำประกัน : Secured Loan) หลักเกณฑ์อื่นๆ ตามที่ธนาคารกำหนดในการประเมินคุณสมบัติ และกระบวนการเพิ่มเติมเช่น เดินทางไปสำรวจสถานประกอบการ เป็นต้น ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาเพื่ออนุมัติสินเชื่อ และเมื่อผู้ประกอบการมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดแล้ว ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ โดยทั้งหมดใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน แต่อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าได้ตามเงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ นั่นหมายความว่า หากผ่านเกณฑ์การพิจารณา ผู้ประกอบการจะได้รับสินเชื่อจากธนาคารแน่นอน แต่เงื่อนไขด้านวงเงิน ดอกเบี้ย จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของธนาคารอีกครั้ง ผู้ให้บริการ Lending Based Crowdfunding มีวิธีดำเนินการอย่างไร… Read more

จัดพอร์ตลงทุนอย่างไรให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

จัดพอร์ตลงทุนอย่างไรให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด นักลงทุนส่วนใหญ่รู้จักกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง(Diversification)ทางการลงทุน ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท ไม่ถือเพียงสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเช่น ไม่ลงทุนเฉพาะในหุ้นอย่างเดียว หรือไม่ลงทุนในหุ้นกู้อย่างเดียว เพื่อที่หากสถานการณ์ในตลาดมีความเปลี่ยนแปลง สินทรัพย์ประเภทหนึ่งให้ผลตอบแทนไม่ดี ก็ยังได้รับการชดเชยจากสินทรัพย์ประเภทอื่นที่ยังพอไปได้ ซึ่งวิธีนี้คือการกระจายสินทรัพย์(Asset Allocation) แต่ถ้าต้องการลดความเสี่ยงในการลงทุนให้เหลือน้อยลงกว่านั้น นักลงทุนต้องรู้จักการเลือกอย่างปลอดภัย(Security Selection )ด้วย จัดพอร์ตการลงทุนแบบกระจายสินทรัพย์(Asset Allocation)คืออะไร ในกลยุทธ์การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง(Diversification)ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการเลือกสินทรัพย์สำหรับการลงทุน ในพอร์ตหนึ่งควรมีสินทรัพย์ที่หลากหลาย ปรับแต่งให้เหมาะกับจุดประสงค์ในการลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละราย ซึ่งจุดนี้เองคือการเลือกกระจายสินทรัพย์(Asset Allocation) ซึ่งนักลงทุนจะมีวิธีการเฉลี่ยสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่ต่างกัน โดยหลักการแล้วการกระจายสินทรัพย์คือการเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยเปลี่ยนแปลงต่างกันมาอยู่ในพอร์ตเดียวกัน ยิ่งมีความเกี่ยวข้องกันน้อยเท่าไหร่ ก็จะสร้างความสมดุลได้มากเท่านั้น เพราะนั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงในตลาดหนึ่งจะไม่ส่งผลกระทบกับอีกตลาดหนึ่ง เช่นความเปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงในตลาดตราสารหนี้ เมื่อตลาดตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนต่ำ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดหุ้น ทำให้ยังได้รับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นเป็นปกติ เป็นต้น จัดพอร์ตการลงทุนโดยอ้างอิงการเลือกอย่างปลอดภัย(Security Selection) หลังจากเลือกได้แล้วว่าในพอร์ตการลงทุนที่ถืออยู่ควรมีสินทรัพย์อะไรบ้าง ขั้นตอนต่อมาที่ช่วยลดความเสี่ยงในการจัดพอร์ตการลงทุนคือการเลือกอย่างปลอดภัย ซึ่งจะเป็นการระบุว่าในจำนวนสินทรัพย์แต่ละประเภทที่ถืออยู่นั้น มีตัวใดที่เหมาะจะถือไว้ในระยะยาว ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และตอบโจทย์ความต้องการในการลงทุน เช่นหุ้นของบริษัท A ไม่เคยตกไปเกินกว่าเกณฑ์ที่รับได้ และให้ผลตอบแทนหรือมีอัตราการเติบโตที่ดีอยู่เสมอ หรือหุ้นกู้ของบริษัท B เป็นบริษัทที่มั่นคง มีอายุการถือที่ไม่นานจนเกินไป และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นกู้ตัวอื่นที่มีอยู่ในตลาด หรือการลงทุนในกอง REIT อสังหาริมทรัพย์ประเภท Leasehold ของห้างสรรพสินค้ากลางเมือง มีอัตราการเช่าที่ดีและไม่น่าจะมีปัจจัยอื่นมาเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันใกล้ ย่อมดีกว่าคอนโดมิเนียมในย่านที่กำลังล้นตลาด ทั้งอัตราการเติบโตที่ดีกว่า ผลตอบแทนที่ดีกว่า และการไม่น่ามีปัจจัยมาเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันใกล้ สิ่งเหล่านี้คือข้อบ่งชี้ว่าหุ้น หุ้นกู้ หรือกอง REIT นั้นมีความปลอดภัยมากกว่าตัวอื่นในสินทรัพย์ประเภทเดียวกันที่นักลงทุนควรเลือกในการจัดพอร์ตลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งหมายความว่านักลงทุนต้องทำการบ้านมาอย่างดีว่าสินทรัพย์ตัวใดในตลาดใดที่มีลักษณะเป็นการเลือกที่ปลอดภัยในขณะนั้นและถือไว้ให้นานกว่าตัวอื่นในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน โดยเลือกบนพื้นฐานความเข้าใจว่าไม่มีสินทรัพย์ชนิดใดหรือตัวใด ให้ผลตอบแทนที่ดีตลอดไป  จัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุน ทั้งการกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) และการเลือกอย่างปลอดภัย ล้วนแต่เป็นส่วนประกอบในการกระจายความเสี่ยงทางการลงทุนทั้งคู่ โดยนักลงทุนที่มีเป้าหมายทางการลงทุนต่างกันและรับความเสี่ยงได้ต่างกัน จะมีวิธีจัดพอร์ตการลงทุนให้มีความสมดุลไม่เหมือนกัน โดยถ้าแบ่งประเภทนักลงทุนออกตามการกระจายสินทรัพย์จะแบ่งได้ 2 แบบคือ นักลงทุนแบบ Agressive กับนักลงทุนแบบ Conservative นักลงทุน Agressive หรือ Conservative ดูได้จากสัดส่วนการเลือกลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและเปลี่ยนแปลงง่ายมาก โดยนักลงทุนประเภท Agressive จะเลือกลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าการลงทุนอื่นๆ อาจเป็นที่หุ้น 80 % สินทรัพย์อื่น 20% หรือบางรายอาจเลือกลงทุนในหุ้นถึง 90% ของทั้งพอร์ตก็ได้… Read more

วางแผนลงทุนทำธุรกิจอย่างฉลาด ฉบับมนุษย์เงินเดือนพรีเมี่ยม

วางแผนลงทุนทำธุรกิจอย่างฉลาด ฉบับมนุษย์เงินเดือนพรีเมี่ยม มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและหันมาประกอบธุรกิจส่วนตัวกันมาขึ้น เพราะมีทัศนคติที่ดีต่อการเป็นเจ้าของธุรกิจ และยังเชื่อว่าตนเองมีศักยภาพมากพอที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ทำให้หลายคนมุ่งมั่นและเก็บเงิน เพื่อเริ่มต้นลงมืออย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามสำหรับยุคนี้มีเงินทุนอย่างเดียวไม่ได้ต้องมี ‘แผนการทำธุรกิจ’ ที่ดีด้วย เพราะนอกจากจะช่วยแจกแจงรายละเอียดของธุรกิจที่เราอยากทำให้เห็นเป็นรูปธรรม และเข้าใจธุรกิจของตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อการขอเงินทุนกับสถาบันการเงิน ในกรณีที่เงินทุนหมุนเวียนสะดุดได้อีกต่างหาก ดังนั้นลองมาวางแผนการลงทุนทำธุรกิจด้วยแผนธุรกิจแบบง่ายๆ เพื่อทำให้กิจการของเราไม่สะดุด และไปต่อได้ยาวๆ กันเถอะ! เริ่มปั้นแบรนด์ให้เป็นรูปเป็นร่างด้วย Business Canvas 9 ข้อ แน่นอนว่าก่อนเราจะตั้งต้นลงมือทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เมื่อมีไอเดียของสินค้าดีๆ แล้ว ควรต่อยอดไอเดียนั้นให้สอดคล้องกับความจริงในตลาดมากขึ้น ซึ่งเราสามารถใช้ Business Canvas หรือโมเดลสำหรับการวิเคราะห์ธุรกิจมาเป็นแนวทางได้ดังนี้ Customer Segment  วิเคราะห์ว่าลูกค้าของเราเป็นใคร ซึ่งควรลงรายละเอียดกลุ่มเป้าหมายให้ลึกที่สุด โดยสามารถสร้าง Persona ที่เป็นบุคลิกลักษณะของกลุ่มเป้าหมายออกมา เพื่อเป็นตัวแทนของลูกค้าในอุดมคติที่วางไว้ ด้วยการตั้งคำถามว่า เขาเป็นใคร เพศอะไร อายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร อาศัยอยู่ที่ไหน การใช้ชีวิตเป็นอย่างไร จะซื้อสินค้าของเราเพราะอะไร รวมทั้งใครที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของเขาบ้าง  Value Propositions  วิเคราะห์คุณค่าหรือจุดขายของสินค้าเรา ที่แตกต่างจากเจ้าอื่น  Channels สำรวจช่องทางการขายของ ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย  Customer Relationships สร้างวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการทำเนื้อหาเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง และกลุ่มเป้าหมายในอนาคตที่อาจจะกลายเป็นมาลูกค้าของเรา รวมทั้งช่องทางหรือวิธีการในการดูแลให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจมาที่สุด Revenue Streams  วิเคราะห์ที่มาของรายได้ว่าจะมาด้วยวิธีการใดบ้าง เช่น มาจากการขายสินค้าผ่านออนไลน์ ผ่านการวางจำหน่ายหน้าร้าน ผ่านระบบตัวแทน หรือการสมัครสมาชิก  Key Resource พิจารณาว่าทรัพยากรหลักในธุรกิจคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นแรงงานคน หรือเครื่องจักร เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถของทรัพยากรนั้นให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  Key Activities  วิเคราะห์ว่าธุรกิจนี้จะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้ได้สินค้าออกมา Key Partners  มองหาพาร์ทเนอร์หลักของธุรกิจ ที่เราจะสามารถหาวัตถุดิบที่ดี ในราคาเหมาะสมได้  Cost Structure  พิจารณาต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายคงที่ต่างๆ ว่าจะมาจากส่วนไหนบ้าง เพื่อคำนวณว่าเราควรได้รายรับเท่าไร ไม่ให้ขาดทุนนั่นเอง   ขอบคุณเนื้อหาจาก
1 2 3 13