By

Pinwaa

Lending Based Crowdfunding โอกาสการเข้าถึงความเท่าเทียมทางการเงิน

Lending Based Crowdfunding โอกาสการเข้าถึงความเท่าเทียมทางการเงิน การเข้าถึงโอกาสทางการเงินเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานทั้งในแง่มุมของเศรษฐกิจและสังคม เพียร์ พาวเวอร์ เชื่อว่าเราคงเคยได้ยินคำตอบประมาณว่า มันคือการทำให้คนจำนวนมากได้รับบริการทางการเงินที่เท่าเทียม สามารถใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ และแน่นอนว่าเราจะมีคำถามในใจคล้ายๆ กันคือ อย่างไร? ซึ่งคำตอบไม่ง่ายเลย และเราได้เห็นความพยายามในการขยายโอกาสทางการเงินจากทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งหนึ่งในความพยายามนั้นเป็นไปในรูปแบบการให้สินเชื่อที่เกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีทางการเงิน นั่นคือ Lending Based Crowdfunding ที่เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุน Lending Based Crowdfunding คืออะไร เพียร์ พาวเวอร์เคยพูดถึง Crowdfunding ไปแล้วครั้งหนึ่งในฐานะการระดมทุนซึ่งแบ่งย่อยออกมาได้อีกหลายรูปแบบ Lending Based Crowdfunding ก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น โดยเป็นการระดมทุนในลักษณะของการขอสินเชื่อจากผู้ให้สินเชื่อหลายๆ คน ซึ่งจะทำผ่านแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ เช่นเพียร์ พาวเวอร์เป็นต้น โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม จะเปิดระดมทุนให้กับผู้ขอสินเชื่อที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดไว้จากนักลงทุน ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ เมื่อการระดมทุนสิ้นสุดลง ทางผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะดำเนินการให้ผู้ให้และผู้ขอสินเชื่อได้เซ็นสัญญากู้ยืม มอบเงินที่ระดมทุนได้ให้กับผู้กู้ และผู้ให้กู้จะได้รับผลตอบแทนตามตกลงในสัญญา ซึ่งจะแบ่งย่อยลงไปได้กว้างๆ อีก 3 แบบ  Debt Crowdfunding  เป็นรูปแบบการระดมทุนที่ผู้ขอสินเชื่อนำโครงการหรือธุรกิจของตนออกมาขอสินเชื่อในแพลตฟอร์มผู้ให้บริการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายในธุรกิจ มักเป็นการขยายธุรกิจหรือเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน โดยมีสัญญาชำระคืนผู้ให้กู้เป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้กู้หรือนักลงทุน จะได้รับผลตอบแทนคงที่(Fixed Income)ตลอดสัญญา ในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SEC) Peer to Peer Lending เรียกย่อๆ อีกแบบว่า P2P Lending ลักษณะจะคล้ายสินเชื่อส่วนบุคคลคือ เป็นการขอสินเชื่อที่ผู้กู้มาขอระดมทุนจากผู้ให้กู้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำไปใช้จ่ายส่วนตัว หรือดำเนินธุรกิจก็ได้ ลักษณะการดำเนินการจะเหมือนกับแบบ Debt Crowdfunding คือระดมทุนผ่านแพลตฟอร์ม มีสัญญากู้ยืม และชำระคืนเป็นงวดๆ พร้อมดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาให้ผลตอบแทนคงที่(Fixed Income)คืนให้กับนักลงทุน ซึ่ง Peer to Peer Lending จะอยู่ใต้การกำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย(BOT) Equity Crowdfunding ถ้าพูดถึงการให้สินเชื่อแล้ว ผู้ให้สินเชื่อมักจะได้รับการชำระคืนเป็นเงินสดพร้อมดอกเบี้ย แต่สำหรับรูปแบบนี้ แม้จะเป็นการนำกิจการมาระดมทุนเหมือนกับแบบแรก แต่ผลตอบแทนที่ได้รับไม่ใช่เงินสดคงที่ แต่เป็นหุ้นหรือผลตอบแทนตามสัดส่วนที่กิจการนั้นนำออกมาระดมทุน ซึ่งอาจสูงสุดได้ถึง 30 % ซึ่งนั่นหมายความว่าผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการด้วย ถ้าธุรกิจนั้นกำไรมากก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนมาก แต่ถ้าขาดทุนหรือกำไรน้อยผลตอบแทนของผู้ให้กู้ก็จะเป็นไปตามผลประกอบการ… Read more

Apple Card จะไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อการซื้อขาย Cryptocurrency

Apple Card จะไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อการซื้อขาย Cryptocurrency ตามที่ทราบกันว่า Apple บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก กำลังเตรียมแผนจะลอนช์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวใหม่ ที่เรียกว่า Apple Card โดยเป็นเครดิตการ์ดที่ Apple พัฒนาร่วมกับ Goldman Sachs Group(GS.N)และจะไม่อนุญาตให้มีการซื้อขาย Cryptocurrency ผ่านบัตรดังกล่าว โดยได้ประกาศเป็นข้อตกลงกับลูกค้า (Customer Agreement) ผ่านเว็บไซต์ของ Goldman เมื่อวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า Apple Card จะไม่สามารถใช้แลกเงินสดหรือสินทรัพย์เสมือนเงินสดได้ ในที่นี้รวมถึง Cryptocurrency ชิปกาสิโน ตั๋วพนัน หรือตั๋วลอตเตอรรี่ได้ ในส่วนนี้ทั้ง Goldman และ Apple เองยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นแต่อย่างใด สำหรับ Apple card ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ Apple ทุ่มเทลงทุนไปไม่น้อย หลังจากที่ยอดขาย Iphone ตกไปถึง 12% ในปีที่ผ่านมา ส่วน Goldman นั้น การเป็นพาร์ทเนอร์กับ Apple ถือเป็นการลงทุนในระยะยาวที่จะสร้างธุรกิจเพื่อผู้บริโภค Apple และ Goldman ไม่เดียวดายในการแบน Cryptocurrency เพราะก่อนหน้านี้ธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Major American, British bank Lloyds Banking Group หรือ Virgin Money ก็ได้แบนการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลเช่นกัน ตามรอยธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา แบบ JP.Morgan Chase & Co และ Citi Group ที่เกิดความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าที่จะหายไปของเงินสด และหนี้สินที่ไม่อาจชดใช้ได้ของลูกค้า   Ref.  Apple Card will not allow purchase of cryptocurrencies By Stephen Nellis

สินทรัพย์ผสม(Multi Asset Class) การลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง

สินทรัพย์ผสม(Multi Asset Class) การลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนแบบนี้ นักลงทุนหลายท่านคงเห็นประโยคว่่า “Do not put all egg in one basket” บ่อยขึ้นแน่นอน เพราะแทบจะทุกครั้งที่มีการพูดถึงการกระจายความเสี่ยงทางการลงทุน เราก็จะเจอคำอธิบายนี้โผล่ขึ้นมาเสมอ เพียร์ พาวเวอร์เชื่อว่านักลงทุนทุกคนเข้าใจแนวคิดนี้ดี และน่าจะมีคำถามต่อมาที่คล้ายกันคือ แล้วเราควรจะกระจายความเสี่ยงทางการลงทุนไปที่ไหนบ้าง เพียร์ พาวเวอร์ขอเสนอการกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ผสม (Multi Asset Class) สินทรัพย์ผสม(Multi Asset Class) คืออะไร การลงทุนในสินทรัพย์ผสม(Multi Asset Class)เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ โดยการลงทุนในสินทรัพย์ผสม กับการลงทุนในกองทุนรวมแบบผสม(Multi Asset Fund) ในแง่วิธีการและสินทรัพย์ที่ลงทุน แต่คล้ายกันด้วยแนวคิดว่าไม่มีสินทรัพย์ชนิดใดจะปลอดภัยและให้ผลตอบแทนที่ดีตลอดไป จึงต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนให้น้อยลง การลงทุนในสินทรัพย์ผสม(Multi Asset Class) คือการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ กัน ทั้งในและต่างประเทศ โดยอาจลงทุนในตราสารต่างๆ เช่นพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น อนุพันธ์ พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่นอสังหาริมทรัพย์ ลงทุนเพื่อการเป็นผู้รับผลประโยชน์ (Equity) เน้นความหลากหลายของประเภทสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุน ซึ่งถือเป็นการลงทุนทางตรงกับสินทรัพย์นั้นๆ การลงทุนในกองทุนรวมแบบผสม (Multi Asset Fund) คือการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายในการลงทุนในตราสารทุกประเภท ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ แตกต่างกัน โดยจะเหมือนกองทุนรวมเพียงแต่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ใช่ประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น และมีผู้จัดการกองทุนรับหน้าที่บริหารการลงทุนให้ สินทรัพย์ผสม(Multi Asset Class) มีรูปแบบการลงทุนอย่างไร ลักษณะการลงทุนในสินทรัพย์ผสม จะเป็นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ให้หลากหลายประเภทที่สุด เพื่อที่ว่าหากมีสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งที่ไม่ทำกำไรในขณะนั้น ในพอร์ตของนักลงทุนก็จะยังมีสินทรัพย์ตัวอื่นที่ยังทำกำไรได้อยู่ ซึ่งการลงทุนแบบนี้ในต่างประเทศแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือการลงทุนแบบเชิงรุก(Aggressive) และการลงทุนแบบเชิงรับ (Conservative) ซึ่งจะแตกต่างกันในแง่สัดส่วนการลงทุน  การลงทุนแบบเชิงรุก(Aggressive)ในสินทรัพย์ผสม  เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเปลี่ยนแปลงททางมูลค่าอย่างรวดเร็ว คือการลงทุนในหุ้น โดยอาจจะกระจายการลงทุนมากกว่า 85% หรือหมดทั้ง 100 % ไปลงทุนในหุ้นก็ได้ ในกรณีที่ 85 % ของพอร์ตนั้นเป็นหุ้น อีก 15 % ที่เหลือจึงจะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่(Fixed… Read more

ธนาคารเพื่อการลงทุนจะรับมือกับความท้าทายจาก Fintech ได้อย่างไร

ธนาคารเพื่อการลงทุนจะรับมือกับความท้าทายจาก Fintech ได้อย่างไร (เนื่องจากเป็นบทความที่แปลมาจากบล็อกของต่างประเทศ เนื้อหาส่วนใหญ่จึงเป็นความคิดเห็น) ทุกสถาบันดั้งเดิมของโลกกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายจาก Fintech โดยเฉพาะทีมพัฒนาและปฏิบัติการของธนาคารที่กำลังพุ่งเป้าสู่การตอบสนองต่อนวัตกรรม ที่ถูกเพิ่มความซับซ้อนอีกชั้นด้วยระบบของ 3rd Parties รวมกันเป็นแรงบีบให้ต้องต่อสู้ 2 ทาง ในเวลาเดียวกัน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เสถียรภาพของธนาคารกำลังถูกสั่นคลอนด้วยความท้าทายจาก Fintech ที่เข้ามาจากทุกมุม ในปี 2018 จะพบว่ามีการลงทุนจากกลุ่มทุน(Venture capital) ในผู้ให้บริการด้าน Fintech เป็นมูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านเหรียญ (ข้อมูลจาก Central Bank) ในปีที่ผ่านมา เฉพาะในสหรัฐอเมริกา S&P Global ทุ่มทุนกว่า 7500 ล้านเหรียญเพื่อลงทุนใน Fintech โดยกว่า 1300 ล้านเลือกลงทุนเฉพาะตลาดเทคโนโลยี (ข้อมูลจาก S&P Global) ไม่เพียงในขอบเขตของระบบเพย์เมนต์และเงินฝากเท่านั้นที่เกิดความเปลี่ยนแปลง ตลาดทุนก็ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนผ่านด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งด้านการแข่งขัน เทคโนโลยีเกิดใหม่ ทำให้ยากที่จะค่อยๆ ปรับตัว “บริษัทเอกชนเลือกจะทุ่มทุนลงไปในธุรกิจเหล่านี้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการเข้าสู่โลกดิจิทัล เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางกับตลาดทุน” ธนาคารเพื่อการลงทุน จะตอบสนองต่อความท้าทายนี้อย่างไร ผลการสำรวจจาก Mckinsey Panorama พบว่า เกือบ 80% ของสถาบันการเงินเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัท Fintech  ตั้งแต่นั้นมาก็พบว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของธนาคารเพื่อการลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ภาระในส่วนนี้จึงตกเป็นของทีมพัฒนาระบบและทีมปฏิบัติการภายในของธนาคารเอง จากการสำรวจโดย Accenture ประมาณการได้ว่าธนาคารส่วนใหญ่จะเกลี่ยเงิน 70% ของงบประมาณด้าน IT ไปกับบริการด้าน IT แบบดั้งเดิม(การบริหารสินทรัพย์เดิม หรือสินทรัพย์หลัก เป็นต้น) และที่เหลืออีก 30% จึงจะใช้ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เช่นระบบคลาวด์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูล(Data Analysis) รายงานฉบับเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า “ธนาคารเพื่อการลงทุนต้องการให้งบประมาณ 30 – 40% นี้ ครอบคลุมการปฏิบัติการในช่วงเวลา 3 – 5 ปี ซึ่งในระหว่างนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนที่ส่งผลกระทบต่อธนาคารราวๆ 5,000-8,000 ล้านเหรียญ เพราะความซับซ้อนในการปฏิบัติการของธนาคารเอง” ไม่เพียงมูลค่าที่กำลังถูกตัดไปเท่านั้น จากการสัมภาษณ์… Read more

เงินบาทแข็งค่า กับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนภายในประเทศ

เงินบาทแข็งค่า กับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนภายในประเทศ ขณะที่เงินบาทแข็งค่าฝ่ากระแสเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เป็นสัญญาณที่ดีของการนำเข้าที่จะได้ลดต้นทุนการผลิตลง ในขณะที่สำหรับภาคส่งออกแล้วการที่เงินบาทแข็งค่าอาจไม่ส่งผลดีนัก การที่เงินบาทแข็งค่ามากที่สุดและเร็วที่สุดในภูมิภาคด้วยระยะเวลาเพียงครึ่งปีแรกของปี 2562 ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมภายในประเทศทั้งด้านที่เป็นผลดีและด้านที่ก่อผลเสีย ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์คิดว่าน่าสนใจทั้งสองมุม เงินบาทแข็งค่า หมายถึงอะไร และเกิดจากปัจจัยใด    การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศหรือค่าเงินนั้น คือตัวกลางอำนาจการต่อรองในการซื้อขายของประเทศต่างๆ ซึ่งค่าเงินมีความผันผวนค่อนข้างมาก จนเกิดการลงทุนในตลาดค่าเงิน(Forex)ที่มีความเสี่ยงสูงตามมาด้วย เงินจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าขึ้นอยู่กับอัตราการไหลของเงินสกุลอื่นที่มาแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินนั้นๆ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ยิ่งมีเงินไหลเข้ามากโอกาสจะแข็งค่าก็มากตามไปด้วย โดยสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าเกิดขึ้นได้จาก 3 ปัจจัยคือ ปัจจัยด้านเงินเฟ้อ  ยิ่งมีอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศมาก จะยิ่งทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง อัตราแลกเปลี่ยนต่อสกุลเงินต่างประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าจะต้องจ่ายมากกว่าเพื่อแลกเป็นเงินต่อหน่วยกับค่าเงินที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย เป็นธรรมดาที่ผลตอบแทนที่สูงกว่าย่อมจูงใจมากกว่า สำหรับนักลงทุนแล้วอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของไทยที่คงตัวในอัตรา 1.5% ต่อปี สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันย่อมดึงดูดให้เกิดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ด้วยเหตุนี้เองทำให้มีเงินสกุลต่างประเทศเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก ปัจจัยด้านการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้า – ส่งออก และการท่องเที่ยวคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินไหลเข้าหรือไหลออกจากแต่ละประเทศ เพราะหมายถึงการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างกัน เมื่อเงินบาทแข็งค่าจึงส่งผลกระทบกับส่วนนี้ด้วย เงินบาทแข็งค่าขณะนี้เกิดจากอะไร สำหรับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ เกิดจากทั้ง 3 ปัจจัยที่กล่าวไปแล้วรวมกัน ซึ่งในส่วนนี้ตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาให้ข้อมูล โดยเพียร์ พาวเวอร์สรุปได้ว่ามีเหตุผลมาจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก  ปัจจัยภายนอก  ภาวะตลาดโลกผันผวน เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลก เช่นสงครามการค้าสหรัฐอเมริกากับจีน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมไปถึงนโยบายของธนาคารกลางหลายๆ ประเทศที่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ย ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการลงทุน ย้ายมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เพราะนักลงทุนคาดการณ์เงินบาทเป็นไปในเชิงบวก เป็นเหตุให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลต่อการย้านฐานการลงทุน เพราะเมื่อผลตอบแทนลดลงนักลงทุนก็มองหาตลาดใหม่ที่มีผลตอบแทนดีกว่า  มีการคาดการณ์ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ดี รวมถึงการปรับเกรดให้หุ้นหลายตัวเป็นหุ้นที่ดีจากสถาบันการเงินต่างชาติ  ปัจจัยภายใน เงินเกินบัญชีดุลสะพัดมีมาก ในช่วงครึ่งปีแรกไทยมีเงินในส่วนนี้กว่า 1.2 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.9 ล้านบาทในสิ้นปี 2562 อันเป็นผลมาจากการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศเป็นเงินบาท  การเมืองภายในประเทศ ผลจากการเลือกตั้งและประเทศกลับเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นและกล้าลงทุนเพิ่มในตลาดผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ในประเทศไทยมากขึ้น เงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างไร ตามที่เพียร์ พาวเวอร์กล่าวไปแล้วข้างต้น การแข็งค่าของเงินบาทย่อมส่งผลดีและผลเสียตามมา ซึ่งพิจารณาจาก 3 ปัจจัยด้านการค้าระหว่างประเทศที่กระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรงจะพบว่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลดังนี้ ธุรกิจนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่มีการนำเข้าสินค้าโดยตรงหรือนำเข้าเป็นวัตถุดิบ จะมีต้นทุนที่ต่ำลง เท่ากับได้กำไรมากขึ้นต่อการลงทุนในจำนวนเงินที่เท่ากัน และยิ่งประเทศใดนำเข้ามากอัตราเงินเฟ้อก็จะมากตามไปด้วย ทำให้เมื่อเทียบกับประเทศที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าหรือดอกเบี้ยถูกกว่าค่่าเงินจะอ่อนค่าลงมากกว่า ธุรกิจส่งออก ทั้งธุรกิจที่ส่งออกสินค้าโดยตรง หรือสินค้าที่เป็นวัตถุดิบ จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่รับเงินดอลลาร์และมีสาขาอยู่ในต่างประเทศ… Read more
1 2 3 10