By

nok

5 สิ่งที่บริษัทต้องมี ถ้าอยากให้พนักงานอยู่กับคุณไปนานๆ

พนักงานเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญขององค์กร เพราะเพียงแค่น้ำพักน้ำแรงของคุณคนเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้บริษัทของคุณนั้นสามารถดำเนินกิจการและเติบโตได้ การดูแลเอาใส่ใจพนักงานก็เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการต้องใส่ใจ ถ้าหากมีการเปลี่ยนพนักงานบ่อยๆย่อมไม่ดีกับบริษัทของคุณอย่างแน่นอน วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์มีวิธีการที่จะทำให้พนักงานของคุณอยากที่จะอยู่และทำงานในบริษัทของคุณต่อไปนานๆ จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ 1. เงินปัจจัยสำคัญ แน่นอนว่าเหตุผลหลักในการออกจากบ้านมาทำงานของใครหลายๆคนก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องปากเรื่องท้อง และก็ต้องยอมรับว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ สิ่งบริษัทนั้นต้องใส่ใจและให้ความสำคัญก็คือ ผลตอบแทนหรือเงินเดือนที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่นั้น แต่สำหรับพนักงานที่มีความพยายามและความตั้งใจในการทำงานก็ควรจะได้รับโบนัสเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเจ้าของกิจการนั้นใส่ใจและยังช่วยเพิ่มกำลังใจให้พนักงานของคุณสู้กับอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป นอกจากนี้การมีสวัสดิการที่ดีให้กับพนักงาน อย่างเช่น ประกันภัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ก็ยังช่วยให้พนักงานของคุณรู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตของตัวเองมากขึ้นที่ได้ทำงานที่บริษัทนี้ 2. ตำแหน่งไหนหน้าที่นั้น บริษัทหลายแห่งที่ธุรกิจกำลังเติบโตไปได้สวย ต้องประสบกับปัญหางานที่โตเกินตัวพนักงาน ยิ่งกับบริษัทที่มีขนาดเล็ก พนักงานหนึ่งคนทำหน้าที่หลายอย่างและเกินกว่าตำแหน่งที่ตนเองได้รับ แน่นอนว่าไม่มีพนักงานคนไหนที่อยากทำงานไปแล้วจะต้องรู้สึกอึดอัดหรือลำบากใจไปด้วย ในฐานะที่คุณเป็นเจ้าของกิจการจะต้องบริหารปริมาณของงานและประเภทของงานให้เหมาะสมกับพนักงาน หากมีงานเยอะอาจจะต้องพิจารณารับสมัครพนักงานเพิ่ม พนักงานที่มีความสามารถก็ควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และที่สำคัญคือ ตำแหน่งงานต้องมีความชัดเจนไม่มีการทับซ้อนหรือทำให้เกิดความสับสนในระหว่างการทำงาน 3. ผู้นำที่ดี ในการทำงานร่วมกันของคนที่มาจากหลากหลายทิศทาง เพื่อให้บริษัทหรือกิจการสามารถดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันได้จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้นำที่คอยเป็นคนกลางในการตัดสินใจเรื่องสำคัญและแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงการสอนงานที่ดี การจัดการที่มีระบบจะทำให้ขั้นตอนในการทำงานราบรื่น ทำให้ลูกน้องหรือพนักงานของคุณมีแรงกระตุ้นในการที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะในการทำงานมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลดีกับบริษัทของคุณให้สามารถเติบโตและมีบุคคลากรที่ดีมีคุณภาพในองค์กรมากขึ้น นอกจากนี้การมีผู้นำที่ดีจะช่วยเป็นกำลังใจและเป็นที่พึ่งพิงให้พนักงานทำงานด้วยความรู้สึกสบายใจและมีความสุขในการทำงาน 4. วัฒนธรรมองค์กร ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพแวดล้อมและสังคมนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความรู้สึกในการมาทำงานทุกๆวันของพนักงาน ทัศนคติในการทำงานนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญในการสัมภาษณ์พนักงาน ดึงศักยภาพและทัศนคติออกมาให้ได้มากที่สุดก่อนจะพิจารณารับเข้าทำงาน นอกจากนี้ในฐานะเจ้าของกิจการควรจะสร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมในองค์กรที่คุณอยากให้เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็น การตกแต่งสำนักงาน การกำหนดระยะเวลาเข้าออกงานที่เหมาะสม ลักษณะการพูดคุย กิจกรรมในที่ทำงาน หรือ นโยบายต่างๆของบริษัทก็มีส่วนในการสร้างวัฒนธรรมขององค์กรได้ทั้งหมด 5. อนาคตที่สดใส นอกจากการมีทั้ง 4 ข้อที่กล่าวไปแล้วนั้น อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับพนักงานในยุคที่ขาดแคลนแรงงานและมีการแข่งขันที่สูงแบบนี้ ก็คือโอกาสการก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน บริษัทหรือกิจการควรที่จะมีการสอนงานหรือส่งพนักงานไปเรียนรู้ อบรมหรือสัมมนาเพิ่มเติม เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการมี Career Path ที่ชัดเจนว่าอนาคตพนักงานจะสามารถเติบโตในสายงานต่อไปได้ และอีกหนึ่ปัจจัยที่สำคัญก็คือการเติบโตของบริษัท ถ้าหากบริษัทไม่มีการขยายกิจการก็อาจทำให้พนักงานดีๆถูกแย่งตัวไปบริษัทคู่แข่งหรือบริษัทอื่นได้ เจ้าของกิจการจึงต้องผลักดันให้บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน สำหรับเจ้าของกิจการที่อยากจะขยายกิจการและกำลังมองหาสินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำ มารู้จักกับ เพียร์ พาวเวอร์ ให้มากขึ้น เพียงคลิ๊กที่นี่ https://www.peerpower.co.th/sme-loan

สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ เตรียมพร้อมรับมือกับ GEN Z ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน

Gen Z หรือ คนที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1997 – 2010 มีอายุตั้งแต่ 9 – 22 ปี ซึ่งก็คือกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะเข้ามาเป็นตลาดแรงงานที่สำคัญในอนาคต วันนี้ เพียร์ พาวเวอร์ ชวนผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจทั้งหลายทำความเข้าใจกับความคิดและธรรมชาติของคน Gen Z พร้อมวิธีการเตรียมตัวรับมือในการทำงานร่วมกัน… Read more

กลยุทธ์การตลาดแบบ “Sale Funnel” ช่วยเพิ่มยอดขาย ให้ธุรกิจ SME

กลยุทธ์การตลาดแบบ “Sale Funnel” ช่วยเพิ่มยอดขาย ให้ธุรกิจ SME   กลยุทธ์การตลาดแบบ Sale Funnel คือ หนึ่งในกลุยทธ์การตลาดออนไลน์ ที่จะเปลี่ยนให้ลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักสินค้าของผู้ประกอบการ หันมาสนใจและกลายเป็นลูกค้าในที่สุด กลยุทธ์นี้น่าสนใจอย่างมาก เพียร์ พาวเวอร์จึงนำข้อมูลมาฝากกันค่ะ กลยุทธ์การตลาดแบบ Sale Funnel คืออะไร? กลยุทธ์การตลาด Sale Funnel เป็นอีกหนึ่งทฤษฎีที่นักการตลาดทั่วโลกใช้กัน โดยเฉพาะในกลุ่มของนักการตลาดบนโลกออนไลน์ เพราะว่าการตลาดรูปแบบนี้เหมาะกับกิจการที่มีความเฉพาะตัว ต้องให้ข้อมูลหรือนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับกิจการ เมื่อใช้กลยุทธ์นี้จะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาทำความรู้จักกับธุรกิจได้ง่ายขึ้น กลยุทธ์การตลาด Sale Funnel มีหัวใจสำคัญคือ การทำให้กิจการเป็นที่รู้จักในวงกว้างด้วยการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคก่อน หลังจากนั้นค่อยสร้างความน่าสนใจของสินค้าจนผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าและกลายเป็นลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ของผู้ประกอบการในที่สุด กลยุทธ์การตลาด Sale Funnel กับลูกค้าทั้ง 5 แบบ กลยุทธ์การตลาดแบบ Sale Funnel กับลูกค้า 5 แบบ Strangers คือ กลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยรู้จักสินค้าหรือแบรนด์ของผู้ประกอบการมาก่อน Visitors คือ กลุ่มลูกค้าที่เคยรู้จักหรือเคยเห็นแบรนด์สินค้าของผู้ประกอบการมาก่อนแล้วแต่ยังไม่มีความต้องการหรือยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ Leads คือ กลุ่มลูกค้าที่สนใจที่จะเลือกซื้อสินค้าในกิจการของผู้ประกอบการแล้ว แต่ยังไม่เกิดการซื้อ Customers คือ ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อสินค้าไปแล้ว Promoters คือ ลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าไปแล้วและเกิดความชื่นชอบอย่างมาก จนต้องบอกต่อหรือแนะนำให้คนอื่นรู้จักสินค้านั้นๆ กลยุทธ์การตลาดแบบ Sale Funnel: ขั้นตอนเปลี่ยนลูกค้า Strangers ให้เป็น Promoters กลยุทธ์การตลาด “เปลี่ยนลูกค้า Strangers ให้เป็น Prompters” คือขั้นตอนที่จะทำให้ลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักสินค้าของผู้ประกอบการมาก่อน รู้จักและต้องการซื้อสินค้า จนกระทั่งนำสินค้าไปบอกต่อกับคนรอบตัว ทำให้กิจการของผู้ประกอบการเติบโตได้ในที่สุด ซึ่งกลยุทธ์การตลาดดังกล่าว มี 4 ขั้นตอน ดังนี้ค่ะ Attract กลยุทธ์การตลาดแบบ Sale funnel ขั้นแรกก็คือ การทำให้สินค้าดูน่าสนใจและดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักสินค้าหรือแบรนด์ของผู้ประกอบการมาก่อน ในขั้นตอนนี้ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าก่อน โดยไม่เน้นการขาย เช่นการเขียนคอนเทนต์ หรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยข้อมูลหรือคอนเทนต์เหล่านั้นต้องเป็นสิ่งที่กลุ่มลูกค้าสนใจหรือเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการหาคำตอบ เมื่อลูกค้าได้รับข้อมูลที่รู้สึกว่าเป็นประโยชน์กับตัวเองแล้ว พวกเขารับรู้ได้ถึงความจริงใจของแบรนด์และกล้าเปิดใจให้กับแบรนด์หรือสินค้าของผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น จาก Strangers… Read more

ลดหย่อนภาษีด้วยการจดทะเบียนนิติบุคคล

ลดหย่อนภาษีด้วยการจดทะเบียนนิติบุคคล หากผู้ประกอบการมีรายได้ 5 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอาจไม่ใช่อัตราภาษีที่ดีที่สุดที่ควรจะจ่่าย เนื่องจากภาษีแบบขั้นบันไดนั้นเป็นอัตราที่คิดจากเงินได้ทั้งหมด ไม่หักต้นทุน ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดีสำหรับการทำธุรกิจซึ่งมีต้นทุนประกอบเข้ามาด้วย แต่การจะทะเบียนการค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วยหลายวิธี ซึ่งเพียร์ พาวเวอร์ ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีด้วยการจดทะเบียนนิติบุคคลมาฝากกันค่ะ ลดหย่อนภาษีถูกกว่าเมื่อจดทะเบียนแบบนิติบุคคล อัตราภาษีระหว่างบุคคลธรรมดา กับภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนการค้าแล้วมีอัตราไม่เท่ากันนะคะ โดยผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจและจดทะเบียนนิติบุคคลในลักษณะ SME คือมีรายได้ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อปี จะเสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 20% ของกำไรสุทธิ ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีธุรกิจ เช่น เปิดร้านขายของออนไลน์หรือกิจการครอบครัวขนาดเล็ก แต่ไม่ได้จดทะเบียนแบบนิติบุคคล จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีอัตราการเสียภาษีแบบขั้นบันไดสูงสุดอยู่ที่ 35% เมื่อมีรายได้เกิน 750,000 บาทต่อปี นั่นหมายความว่าการจดทะเบียนแบบนิติบุคคลมีอัตราการเสียภาษีต่ำกว่าการจดทะเบียนแบบเงินได้บุคคลธรรมดา นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการจดทะเบียนแบบนิติบุคคล มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ตั้งแต่ปีพ.ศ.2560 จะได้รับการยกเว้นและลดอัตราภาษี ดังนี้ ยกเว้นภาษีจากกำไรสุทธิ 3 แสนบาทแรก เสียภาษี 15% ของกำไรสุทธิที่เกิน 3 แสนบาทแต่ไม่ถึง 3 ล้านบาท เสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิที่เกิน 3 ล้านบาท ลดหย่อนภาษีได้เมื่อกิจการขาดทุน การคิดอัตราภาษีของธุรกิจ SME จะคิดจากกำไรสุทธิ นั่นหมายความว่าหากธุรกิจของผู้ประกอบการเกิดติดขัด เจอกับปัญหาทางการเงิน ทำให้ผลประกอบการรายปีขาดทุน ผู้ประกอบการสามารถนำเอกสารซึ่งแสดงผลประกอบการที่ขาดทุนนี้ ไปยื่นตอนเสียภาษีเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในงบประมาณของปีถัดไปได้ โดยเก็บไว้ได้สูงสุดถึง 5 ปี ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าจากค่าใช้จ่าย นอกจากการลดหย่อนภาษีจากลักษณะการจดทะเบียน และลดหย่อนจากการขาดทุนแล้วผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคล และมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท สามารถนำค่าใช้จ่ายของการจดทะเบียนบริษัท ค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชี ไปยื่นขอลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีก 2 เท่า ลดหย่อนภาษีด้วยการเพิ่มรายจ่าย หลักการคิดภาษีนิติบุคคล คือ นำรายได้มาหักลบกับรายจ่ายเพื่อหาผลกำไรไปคิดภาษี ถ้าผู้ประกอบการสามารถเพิ่มจำนวนรายจ่ายให้มากขึ้น เมื่อนำมาหักลบกับรายได้ กำไรก็จะน้อยลง ภาษีที่ต้องเสียก็ลดลงด้วย ซึ่งการเพิ่มรายจ่ายมี 3 วิธีด้วยกัน ดังนี้ค่ะ ค่าสึกหรอของทรัพย์สินบริษัทก็ลดหย่อนภาษีได้… Read more

เรียนรู้วิธีรับมือกับคนทำงานยุคใหม่ (Millennials) ทำยังไงให้ได้งานที่ดีกว่าเดิม

สำหรับเจ้าของกิจการแล้ว การดูแลบริการจัดการคนหรือพนักงานก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะ นอกจากการมีพนักงานที่มีความสามารถแล้ว ยังควรที่จะบริหารคนให้อยู่ในจุดที่ถูก เพื่อให้เขาได้สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ และคุณก็ได้งานที่มีคุณภาพ… Read more