fbpx
Lifestyle
อยากหาแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจของคุณ ลองดูทางนี้ได้เลย

หนึ่งในธุรกิจที่กาลเวลาฆ่าไม่ตายของประเทศไทยคงไม่มีใครไม่รู้จักชาตรามือ เครื่องดื่มแบบชงรสชาติเข้มข้นที่อยู่คู่คนไทยมาเกือบ 100 ปี

  • ชาตรามือเกิดจากกลุ่ม“ซาเหล่าแปะ” ของลูกหลานที่นำองค์ความรู้ด้านชามาจากเมืองจีน เปิดเป็นกิจการร้านชา “ลิ้มเม่งกี่” 
  • ริเริ่มนำเข้าชาแดงเพื่อทำเป็นชาชงใส่น้ำแข็งให้เข้ากับสภาพอากาศของประเทศไทย
  • ทดลองปลูกและสร้างโรงงานชาบนดอยวาวี แม้สุดท้ายจะไม่ประสบความสำเร็จแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับรุ่นที่ 2 ในการสร้างเครือข่ายผู้ปลูกใบชาและประสบความสำเร็จกับการตลาดแบบค้าส่ง จนส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ที่เริ่มตีตลาดคนรุ่นใหม่ด้วยการสร้างแบรนดิ้ง
  • ชากุหลาบของชาตรามือถือเป็นสินค้าฮีโร่ที่ทำให้คนสนใจชาตรามือในฐานะของ End User อีกครั้ง 
  • ชาตรามือในปัจจุบันเป็นสินค้าที่แทบทุกคนรู้จัก และเป็นของฝากจากเมืองไทยสำหรับชาวต่างชาติ รวมทั้งขยายฐานการส่งออกไปในหลายประเทศ

ยืนหยัดเป็นตำนาน “ชาตรามือ”

วัฒนธรรมการดื่มชา ปรากฏให้เห็นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ หรือตะวันออกกลาง สำหรับในประเทศไทยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าชาเข้ามาในไทยได้อย่างไร แต่วัฒนธรรมการชงชาของคนไทยมีปรากฏในตอนหนึ่งของจดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยอยุธยาว่า มีการชงชาด้วยป้านดินเผาสีแดง โดยต้มน้ำร้อนราดป้านชาด้านนอกเสียก่อนรอบหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการชงชาแบบกงฟูมีต้นกำเนิดจากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าไทยรับวัฒนธรรมการดื่มชาจากจีนมาตั้งแต่สมัยก่อนสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และชายังคงเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยชาซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และอยู่คู่คนไทยมานาน หลายคนคงคิดถึงชื่อ “ชาตรามือ” เป็นชื่อแรกๆ

“ชาตรามือ” จากก้าวแรก ถึงปัจจุบัน 

ชาตรามือ ที่คนไทยคุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยคุณปู่เพิ่งจะจีบคุณย่านั้น มีต้นกำเนิดมาจากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน โดนกลุ่มลูกหลานคนจีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว พร้อมความรู้เรื่องใบชา โดยสามารถเขียนเป็นไทม์ไลน์ให้ง่ายต่อความเข้าใจได้ดังนี้

พ.ศ. 2463 พี่น้อง 8 คนจากเมืองเฉาโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย นำโดยกลุ่มพี่ชายน้องชาย 3 คน หรือ “ซาเหล่าแปะ” ที่ลูกหลานในวันนี้เรียกขานกัน

พ.ศ. 2471 เริ่มกิจการร้าน “ลิ้มเม่งกี่” ที่ถนนเฉลิมบุรี เยาวราช เป็นร้านจำหน่ายชาร้อน ใบชาและอุปกรณ์ชงชานำเข้ามาจากเมืองจีน แหล่งกิจการเดิมของตระกูล

สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้น ร้านชาลิ้มเม่งกี่ บนถนนเฉลิมบุรีซึ่งรุ่งเรืองมากว่า 20 ปี ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดในพระนคร เสียหายเกินกว่าจะซ่อมแซมได้ ร้านชาลิ้มเม่งกี่จึงย้ายมาตั้งใหม่อีกครั้งที่ซอยผดุงด้าว บนถนนเยาวราชเช่นเดิม สินค้าในขณะนั้นยังคงเป็นชาจีน ชาอู่หลง และชาเขียว โดยเริ่มมีการนำเข้าชาแดงเข้ามาจำหน่ายบ้าง

พ.ศ. 2488 ด้วยสภาพอากาศในประเทศไทยเป็นภูมิอากาศแบบร้อนชื้น การดื่มชาร้อนๆ ในเวลากลางวันไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพื่อแก้ปัญหานี้  ร้านน้ำชาลิ้มเม่งกี่ จึงเริ่มต้นนำเข้าชาแดงซึ่งมีรสชาติเข้มข้นมาชงใส่น้ำแข็ง เป็นชานมเย็น และชาดำเย็น เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศและตอบสนองความต้องการของคนไทย ชาตรามือที่ 1 ชาไทย จึงถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ช่วงเวลานี้

พ.ศ. 2488 – 2508 ใบชาบนพื้นที่สูงของประเทศไทยเริ่มเก็บเกี่ยวได้ และมีคุณภาพดีขึ้น คนไทยเริ่มผลิตใบชาสำหรับชงได้ด้วยตัวเอง ขณะนั้นคุณ “Tinga” ผู้จัดการร้านชา เป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆ ที่บุกเบิกโรงงานบ่มใบชาบนดอยวาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย โรงงานชาแห่งแรกของชาตรามือที่ 1 ชื่อว่าโรงงาน “ชาหอม”

ณ ขณะนั้นการริเริ่มกิจการโรงบ่มใบชาบนดอยเป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะการคมนาคมที่ยากลำบาก การขนส่งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรต่างๆ เช่นเครื่องบ่มใบชาต้องอาศัยแรงงานช้างขนขึ้นไป

พ.ศ. 2508 – 2529 ด้วยความยากลำบากของการเดินทางและการบริหารจัดการ ทำให้โรงงานชาหอมต้องปิดตัวลงไม่นานหลังจากนั้น แต่ผู้จัดการร้านได้ใช้อีกวิธีในการดำเนินกิจการต่อ คือการพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายกับเกษตรกรผู้ปลูกชาในพื้นที่ ทำให้เมื่อการคมนาคมดีขึ้นการเชื่อมสัมพันธ์กับผู้ปลูกชารายอื่นใน จ.เชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งการตั้งโรงงานแห่งใหม่เป็นไปได้ไม่ยากนัก

โดยเจ้าของชาตรามือคนปัจจุบันได้สร้างโรงงานบ่มใบชาขึ้นใหม่อีกครั้งที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ชื่อโรงงาน “ใบชาสยาม” ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของชาตรามือจวบจนปัจจุบัน

ปัจจุบัน ชาตรามือ” คือตราสินค้าชาไทยซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติ จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการชงชา ทั้งชาเขียว ชาเขียวนม ชาซีลอน ตลอดจนอุปกรณ์สำหรับการชง และเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการในการดื่มชาของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ(เรียบเรียงจาก www.chatramue.com.my )

จากไทม์ไลน์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ชาตรามือก็มีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและช่วงเวลาที่คลุกคลาน การจะผ่านกาลเวลาและกระแสโลกที่หมุนเปลี่ยนเช่นในปัจจุบัน ย่อมไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ ส่วนสำคัญที่สร้างให้ชาตรามือยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้ คือคนที่ขับเคลื่อนธุรกิจชาตรามือให้ยืนยง นั่นคือตระกูล “เรืองฤทธิเดช” 

ชาตรามือไทม์ไลน์

ชาตรามือ 3 รุ่น 3 แนวทาง

ชาตรามือ รุ่นที่ 1 ก่อร่างสร้างตัว

“ซาเหล่าแปะ” คือคำที่ทายาทรุ่นที่ 3 พูดถึงกลุ่มพี่น้องผู้ชาย 3 คนซึ่งอพยพมาจากเมืองจีน หอบเอาความรู้เรื่องใบชามาขยายกิจการบนแผ่นดินไทย โดยเลือกทำเลตั้งร้านชา “ลิ้มเม่งกี่” บนถนนเฉลิมบุรี เยาวราช ย่านคนจีนในเมืองหลวงของประเทศไทย ซึ่งจวบจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเอกลักษณ์คนไทยเชื้อสายจีนไว้อย่างเหนียวแน่น

ไม่ปรากฏข้อมูลที่แน่ชัดว่าบรรดาซาเหล่าแปะนั้น มีแนวคิดอย่างไรในการดำเนินกิจการบนแผ่นดินห่างไกล แต่พอจะวิเคราะห์ได้ว่าท่านเหล่านั้นมีองค์ความรู้ด้านใบชาติดตัว มีช่องทางนำเข้าชาจีนจากบ้านเกิด และเลือกทำเลเป็นย่านคนจีนกลางเมืองซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีโอกาสซื้อซ้ำ (Re – Purchasing) ค่อนข้างจะแน่นอน จึงถือเป็นกลุ่มคนจีนที่มีต้นทุนไม่ใช่การเข้ามาแบบเสื่อผืนหมอนใบมาสร้างเนื้อสร้างตัวเองทั้งหมด และอาจจะพูดได้ด้วยว่าเป็นกลุ่มที่มี “หัวการค้า” และเข้าใจหลักการตลาดแบบ 4P ดี

ในยุคนั้นร้านชา “ลิ้มเม่งกี่” มีชาร้อนและใบชา อุปกรณ์ชงชาจำหน่าย และจากที่สืบทอดมาได้ถึง 3 รุ่นน่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจแบบกงสีของคนในครอบครัว ความเป็นนักสู้จากจีนแผ่นดินใหญ่ทำให้ไม่ยอมแพ้แม้ร้านจะถูกระเบิดทำลาย ก็ยังสามารถยืนหยัดสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่ได้ ทั้งยังเป็นผู้แสวงหาโอกาสใหม่ๆ เห็นได้จากการมองการณ์ไกล กล้าบุกเบิกขนเครื่องบ่มใบชาขึ้นหลังช้างไปตั้งโรงงานบนดอยวาวี เพราะมองเห็นความสำคัญของชาไทยที่ผลิตเองได้ในประเทศ แม้จะเกิดอุปสรรคจากการคมนาคมที่ยังไม่ก้าวหน้า จนต้องปิดตัวโรงบ่มชาแห่งแรกลง แต่ก็ยังมองเห็นลู่ทางในการค้า ดำเนินธุรกิจต่อด้วยการผูกสัมพันธ์กับชาวไร่ จนสามารถเปิดโรงบ่มใบชาที่ยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง ในรุ่นที่ 2 เมื่อพื้นที่ที่ปลูกใบชา เริ่มมีความเจริญมากขึ้น

ชาตรามือ รุ่นที่ 2 ประคับประคอง

ไม่แน่ชัดว่า “ดิษฐ์พงษ์ เรืองฤทธิเดช” ทายาทรุ่นที่ 2 ของชาตรามือเริ่มเรียนรู้ธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มีข้อมูลชัดเจนว่า เขาคือผู้เข้ามาสืบทอดกิจการโรงงานใบชาสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2537 วิธีดำเนินธุรกิจของชาตรามือในขณะนั้น คือการรับซื้อใบชาจากเกษตรกรในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดใกล้เคียงมาบ่ม บรรจุหีบห่อจำหน่าย เพราะคนไทยนิยมดื่มชาร้อนน้อยลง 

ลักษณะธุรกิจของชาตรามือในรุ่นที่ 2 นั้น เป็นลักษณะขายส่งวัตถุดิบให้กับร้านค้าที่นำไปประกอบเป็นเครื่องดื่ม ไม่มีหน้าร้านชงชาเอง และยังไม่มีสินค้าสำหรับ End User โดยตรง แสิ่งที่สะท้อนถึงลักษณะนิสัยและมุมมองในการดำเนินธุรกิจของคุณดิษฐ์พงษ์ได้ชัดเจนขึ้นคือสิ่งที่พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ลูกสาวของเขากล่าวถึงพ่อในบทสัมภาษณ์ของเธอหลายๆ ชิ้น ซึ่งทำให้เห็นถึงมุมมองต่อธุรกิจที่น่าสนใจ เช่น

 “ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า และแทนที่จะคิดว่า เราต้องการอะไร ให้คิดในมุมที่ว่า เราจะให้อะไรกับลูกค้ามากกว่า” (ประชาชาติออนไลน์ 2017)และนอกจากนี้เขายังสนใจเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่ต้องสวยและทำให้ลูกค้า “ไม่รู้สึกว่าปวกเปียกมือ”(ศรีวิลาศ 2017) สิ่งที่ถ่ายทอดสู่ลูกสาว ชี้ให้เห็นว่าดิษฐ์พงษ์ให้น้ำหนักกับความซื่อสัตย์ และการคิดถึงผู้บริโภคเป็นสิ่งแรก

แม้ในยุคที่สองตลาดค้าส่งวัตถุดิบของชาตรามือจะเป็นธุรกิจที่มั่นคง แต่ผลเสียที่ตามมาคือ หลายคนลืมไปแล้วว่ามีชาตรามืออยู่ในประเทศไทย เพราะลูกค้าที่เป็น End User ไม่มีโอกาสได้เห็นหรือทำความรู้จักกับตราสินค้าโดยตรง ในยุคนั้น สัญลักษณ์ของชาตรามือซึ่งเป็นรูปมือยกหัวนิ้วโป้ง เพื่อต้องการจะสื่อถึงคุณภาพที่ดี สื่อไปไม่ถึงลูกค้า ชาตรามือ ณ ขณะหนึ่งถูกเรียกในหลายชื่อ เช่น ชาตรามือ ชาตรานิ้วโป้ง ชาตราเหรียญ(เพราะนอกจากรูปมือแล้วยังมีรูปเหรียญทองอยู่บนกระป๋องด้วย)(ศรีวิลาศ 2017) 

อาจเรียกได้ว่ายุคของทายาทรุ่นที่ 2 เป็นยุคที่ต้องแข่งขันกับคู่แข่งทางการตลาด และขยายตลาดให้ได้มากที่สุด ประกอบกับเป้าหมายในการค้าเป็นกลุ่มผู้ค้าส่ง จึงไม่ได้ใส่ใจกับการสร้างตราสินค้า อีกทั้งช่องทางการสื่อสารในยุคนั้นก็ไม่ได้สะดวกแบบในยุคปัจจุบัน จึงทำให้ชาตรามือได้รับคำถามเชิงประหลาดใจจากคนรุ่นใหม่ๆ ที่ได้เห็นว่า “ชาตรามือยังอยู่อีกหรือ”

รุ่นที่ 2 ของชาตรามือจึงเป็นรุ่นที่ประคับประคองธุรกิจให้ไปรอด มากกว่าเน้นสร้างความรู้จัก ชาตรามือคงมุ่งตลาดค้าส่ง และรู้จักในกลุ่มธุรกิจค้าเครื่องดื่มเรื่อยไป หากไม่เริ่มปรับแผนสู่ End User เมื่อตลาดค้าส่งเริ่มอยู่ตัว แนวคิดการเปิดร้านชาจึงเริ่มต้นขึ้น และส่งต่อสู่ทายาทรุ่นที่ 3

ชาตรามือ รุ่นที่ 3 ท้าชน สร้างกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่

 ชาตรามือได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากคนรุ่นใหม่ในเทศกาลวาเลนไทน์ปี 2560 เมื่อมีการเปิดตัวชากุหลาบ ชาสีชมพูนุ่มนวล ซึ่งมีสรรพคุณทั้งบำรุงผิวพรรณ ปรับฮอร์โมน และที่สำคัญที่สุดคือช่วยระบาย ซึ่งทายาทรุ่นที่ 3 พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ถือว่าเป็นความสำเร็จที่เกินคาดหมาย

แนวคิดการทำร้านชาแบบชงดื่มขายให้ลูกค้านั้นเริ่มมากจากรุ่นที่ 2 แต่มาเป็นรูปเป็นร่างเมื่อพราวนรินทร์รับมาบริหารต่อ เธอเป็นคนรุ่นใหม่ จึงมองเห็นความสำคัญของการสร้างตราสินค้า และรู้ดีว่าจุดเด่นของชาตรามือคืออะไร ตามบทสัมภาษณ์ที่เธอเคยกล่าวถึงธุรกิจของครอบครัวไว้ว่า

“เราไม่ได้ต้องการให้มันเท่เพราะความเท่เป็นแฟชั่นที่มีขึ้นมีลงอยู่เสมอ เราอยากให้ชาตรามือคงความคลาสสิกนี้ไว้ เป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพ ความไว้วางใจได้ ความอร่อย ความคุ้มค่า เราอาจจะแต่งตัวอื่นๆ จะดัดแปลงเป็นสินค้าอะไร ด้วยหน้าตาแบบไหน แต่สิ่งที่เป็นแก่นของชาตรามือยังต้องคงอยู่ เราเป็นคนทำชา เป็นสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ เราก็ต้องตั้งใจรักษาคุณภาพ ราคาที่เข้าถึงได้ ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่คุ้มค่า ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่หยุดพัฒนา เพราะเราต้องมีสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าต่อไป”(ศรีวิลาศ 2017)

การเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของตนเอง และมุ่งพัฒนาโดยไม่ลืมแก่นแท้ของมัน คือแนวทางที่พราวนรินทร์ยึดถือ นอกจากคำสอนที่ได้รับมาจากพ่อแล้ว พราวนรินทร์ยังเรียนรู้ว่าโลกยุคปัจจุบันไม่มีใครเป็นฮีโร่ได้เพียงคนเดียว ทีมเวิร์คที่สำคัญในการพัฒนาสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ และนอกเหนือจากนั้นการนำเทคโลยีมาใช้เพื่อสร้างตราสินค้าก็เป็นสิ่งที่เธอให้ความสำคัญ การสื่อสารกับลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่จะละเลยไม่ได้ จากแฟนเพจในโซเชียลมีเดียที่มีคนติดตามหลักหมื่น ปัจจุบันมีผู้กดติดตามในเฟชบุ๊คกว่า 150,000 คน และเป็นที่รู้จักทั้งในไทย และต่างชาติในฐานะของขวัญของฝากที่ต้องซื้อกลับบ้าน 

ชาตรามือกับการดำเนินธุรกิจ 3 รุ่น

ชาตรามือกับ “ชากุหลาบ” Hero สำหรับตลาดคนรุ่นใหม่ 

ปัจจุบันชาตรามือมีสาขาตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำและสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหลายแห่ง มีแฟนพันธุ์แท้ในระดับที่สามารถอธิบายถึงผลิตภัณฑ์แต่ละตัวของชาตรามือให้คนอื่นฟังได้โดยไม่ต้องพึ่งพนักงานในร้าน เป็นสิ่งที่พราวนรินทร์ปลาบปลื้ม ซึ่งความสำเร็จนี้ต้องยกให้สินค้าตัวแรกที่ตีตลาดคนรุ่นใหม่ได้ “ชากุหลาบ” 

เดิมทีชากุหลาบเป็นเพียงสินค้าโปรโมชั่นที่ตั้งใจจะขายเฉพาะช่วงวาเลนไทน์ แต่ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม กลิ่นหอม และความแปลกใหม่ในการช่วยระบาย ทำให้ชากุหลาบประสบความสำเร็จเกินกว่าใครจะคาดคิด ชาตรามือกลับมาเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างอีกครั้ง ช่วงปี 2560 จึงเป็นช่วงที่ชาตรามือมีการผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาอย่างหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งไอศกรีมชาเขียว ไอศกรีมชาไทย ชาไข่มุก ลาเต้ ลอดช่อง ฯลฯ ทั้งยังขยายสาขาไปยังต่างประเทศ โดยเปิดเป็นคาเฟ่ชาไทยในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปีที่ผ่านมา การขยายสาขาและความนิยมที่ได้รับทำให้ในปี 2560 ชาตรามือทำรายได้สูงถึง 399 ล้านบาท 

การค้นหาสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เสมอ แต่ไม่ลืมรากเหง้าเดิมของธุรกิจนี้เองที่เป็นปัจจัยทำให้รุ่นที่ 3 ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ความท้าทายต่อไปคือชาตรามือจะสามารถยืนหยัดต่อสู้กับกาแฟเจ้าดังจากต่างประเทศ หรือชานมไข่มุก เจ้าเก่าที่ยึดทำเลบีทีเอสมาก่อนได้หรือไม่ และความสำเร็จที่เห็นในวันนี้จะเป็นความสำเร็จระยะยาวถึงรุ่นต่อไป หรือจะเป็นเพียงพลุไฟที่สว่างสวยงามชั่วครู่แล้วมอดดับลง ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

ผู้อยู่เบื้องหลังทั้ง 3 รุ่นของชาตรามือ ทำให้เห็นภาพสิ่งหนึ่งได้ชัดคือ ความเปลี่ยนแปลงเป็นได้ทั้งโอกาสและความล้มเหลว การจะนำพาธุรกิจให้ข้ามผ่านอุปสรรคแต่ละยุคสมัยไปได้ ต้องรู้จักทั้งการโอนอ่อนและยืนหยัดในแก่นแท้ของตนเองไปในเวลาเดียวกัน หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ และมีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของชาตรามือ แต่ยังขาดแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจ เพียร์ พาวเวอร์ อาจช่วยคุณได้ 

ออกหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง

Ref.

(N.D). “ABOUT OUR HISTORY, OUR BELIEF AND OUR MISSION.” from http://www.chatramue.com.my/about.html.

K., D. (2018). “แรกเริ่มเดิมชา เป็นมาอย่างไร in Thailand.” from http://genonline.co/2018/05/10/tea/.

ประชาชาติออนไลน์ (2017, 13 July 2017). “ปลุกตำนานชาตรามือ” ปรากฏการณ์ปัง นั่งกลางใจคุณ.” from https://www.prachachat.net/marketing/news-4815.

ลงทุนแมน (2017, August 24, 2017). “ชาตรามือ คือ สุดยอดการตลาด.” from http://longtunman.com/1682.

ศรีวิลาศ, น. (2017, 13 July 2017). “My Heart Goes Cha-La-La-La-La เรื่องราวของชาตรามือยุคปัจจุบันที่ทั้งเข้มข้น หวาน มัน ไม่เคยเปลี่ยน.” from https://readthecloud.co/nextgen-4/.

 

Pinwaa
นักเขียนผู้เชื่อมั่นในพลังแห่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการสื่อสาร ที่จะช่วยคลี่คลายเรื่องยากต่างๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการเงินการลงทุนที่มีหลายแง่มุม